กลิ่นอายอับชื้นของดินโคลนผสมผสานกับกลิ่นอายโบราณนับหมื่นปีคละคลุ้งอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงเรืองรองสีครามจากศิลาจันทราในมือของไป๋หนิงเซียนที่ช่วยขับไล่ความมืดมิดเบื้องหน้าให้ถอยร่นไปได้เพียงชั่วระยะเอื้อมมือ
"ระวังด้วย กลิ่นอายค่ายกลรอบตัวเราไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคสมัยนี้" ไป๋หนิงเซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังอย่างยิ่งยวด นางปรายตามองบุรุษข้างกายที่ยังคงยกไหสุราขึ้นจิบหน้าตาเฉย ราวกับว่าพวกเขากำลังเดินชมสวนดอกไม้หลังบ้าน มิใช่กำลังก้าวล่วงเข้าสู่ "ดินแดนลับใต้ดิน" ที่สูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพ
หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รสชาติเผ็ดร้อนของสุราฤทธิ์แรงกล้าแผ่ซ่านไปทั่วช่องท้อง ช่วยขับไล่ไอเย็นยะเยือกที่พยายามแทรกซึมผ่านเส้น
"หนิงเซียน... เจ้ากังวลเกินไปแล้ว" หลินเฟยกล่าวพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบกวาดมองผนังถ้ำที่สลักลวดลายอักขระโบราณ "ของดีมักซ่อนอยู่ในที่ที่อันตรายที่สุด ยิ่งค่ายกลซับซ้อนเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่าสมบัติเบื้องหน้ามีค่าควรเมืองมากเท่านั้น"
สิ้นคำพูดของเขา เท้าที่ก้าวเดินก็หยุดชะงักลงทันที
เบื้องหน้าของทั้งสองคือประตูหินมหึมา สูงเทียมฟ้าจนแสงจากศิลาจันทราส่องไปไม่ถึงยอด บนบานประตูสลักรูปสัตว์อสูรบรรพกาลสี่ชนิด ดวงตาทั้งแปดของพวกมันเปล่งประกายแสงสีทองจางๆ ราวกับยังมีชีวิต และกำลังจ้องมองผู้บุกรุกด้วยความรู้สึกเหยียดหยามและกระหายเลือด
พลังกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจากตัวประตู บีบอัดจนอากาศรอบบริเวณหนาแน่นขึ้นจนหายใจลำบาก ไป๋หนิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ปราณเซียนสีขาวบริสุทธิ์ก็ทะลักออกมาปกป้องร่างของนางทันทีเพื่อต้านทานแรงกดดันนั้น
"นี่คือ... ประตูผนึกวิญญาณเก้าชั้นฟ้า" ไป๋หนิงเซียนเอ่ยเสียงเครียด "ตำนานกล่าวว่ามันใช้กักขังยอดฝีมือยุคบรรพกาลที่ไม่ยอมจำนนต่อสวรรค์ เหตุใดจึงมาอยู่เบื้องล่างนี้ได้"
"เพราะสวรรค์ย่อมมีเรื่องที่ไม่อยากให้ใครล่วงรู้" หลินเฟยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว เขายื่นมือออกไปแตะที่ผิวประตูหินเบื้องหน้า นิ้วเรียวยาววาดผ่านลวดลายอักขระอย่างเชื่องช้า ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส อักขระโบราณเหล่านั้นก็พลันสว่างวาบขึ้น สีทองอร่ามแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต!
*โฮกกกกก—!*
เสียงคำรามกึกก้องราวกับเสียงคำรามของมังกรและพยัคฆ์ดังสะท้อนก้องในห้วงจิตสำนึก คลื่นพลังสะท้อนกลับรุนแรงจนหลินเฟยต้องถอยหลังไปสามก้าว ไป๋หนิงเซียนพุ่งเข้ามาประคองร่างของเขาไว้อย่างรวดเร็ว แววตาคู่สวยฉายแววเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด
"เจ้าไม่เป็นไรนะ?" นางเอ่ยถาม เสียงของนางมีความอ่อนโยนที่มอบให้เขาเพียงผู้เดียว
หลินเฟยส่ายหัวเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความท้าทาย "ข้าไม่เป็นไร... เพียงแต่ประตูนี้นอกจากจะแข็งแกร่งแล้ว มันยังมี ‘สติปัญญา’ เสียด้วย"
เขายกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ หยดสุราสีใสไหลซึมผ่านมุมปากลงสู่ลำคอระหง
"หนิงเซียน ถอยไปห่างๆ สักครู่" หลินเฟยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แววตาที่เคยติดกวนประสาทเมื่อครู่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความคมกลาบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก ไอสังหารไร้รูปปรากฏขึ้นรอบตัวเขา ทำให้อุณหภูมิภายในถ้ำลดฮวบลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง
หลินเฟยดึงกระบี่บินประจำกายออกมาจากแหวนมิติ ใบกระบี่ส่งเสียงร้องกังวานใสราวนกกระเรียนร่ำไห้ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด สะท้อนกับผนังถ้ำจนเกิดประกายไฟระยิบระยับ
"ในเมื่อมันไม่อยากเปิด... งั้นพวกเราก็พังมันเข้าไปก็สิ้นเรื่อง!"
พริบตานั้น ร่างของหลินเฟยก็หายวับไปจากจุดเดิม กลายเป็นเงาสีดำสายหนึ่งที่พุ่งทะยานเข้าหาประตูหินมหึมาอย่างดุดัน รัศมีกระบี่เจิดจ้าผ่ากลางความมืดมิดราวกับสายฟ้าฟาดลงมาจากสรวงสวรรค์
*ตูมมมมมม—!*
แรงปะทะทำให้ถ้ำทั้งถ้ำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษหินและฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาดั่งหิมะโปรุยนอกฤดูกาล ควันสีเทาฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ บดบังทัศนียภาพเบื้องหน้าจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ไป๋หนิงเซียนยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง นางประสานมือไว้ที่หน้าอก คอยแผ่ปราณเซียนคอยคุ้มกันแรงสะท้อนไม่ให้ทำลายผนังถ้ำด้านหลังถล่มลงมาทับพวกเขา ดวงตาสีครามจ้องมองกลุ่มควันหนาทึบด้วยความลุ้นระทึก
เมื่อกลุ่มควันจางลง ภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏแก่สายตา ประตูหินมหึมาที่ควรจะพังทลายลงมา กลับปรากฏรอยร้าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ รอยร้าวนั้นกำลังสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเรوظราวกับมีชีวิต!
หลินเฟยยืนถือกระบี่นิ่งค้างอยู่ในท่าฟัน ลมหายใจของเขาหอบถี่เล็กน้อย ดวงตาหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด
"ฮ่าๆๆ... น่าสนใจจริงๆ" หลินเฟยหัวเราะออกมาเบื้องหน้าอุปสรรคตรงหน้า ไหล่ของเขาสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น "ดูเหมือนว่าผู้สร้างค่ายกลนี้จะทิ้งลูกเล่นเอาไว้ไม่น้อย..."
ทว่า ในขณะที่หลินเฟยกำลังจะรวบรวมพลังเพื่อโจมตีระลอกที่สองที่รุนแรงกว่าเดิม ประตูหินที่ควรจะไร้ซึ้งช่องว่าง กลับเกิดเสียงกลไกดังขึ้นอย่างน่าขนลุก... *คลิก... คลิก... ครืนนนนน—*
บานประตูหินไม่ได้ถูกพังทลายจากภายนอก แต่มันกำลัง "เปิดออกเอง" จากภายในอย่างช้าๆ!
ความมืดมิดเบื้องหลังประตูค่อยๆ เปิดเผยตัวออก กลิ่นอายโบราณที่เก่าแก่กว่าและทรงพลังยิ่งกว่าทะลักออกมาพร้อมกับสายลมเย็นเยียบที่พัดพาเสียงกระซิบอันน่าประหลาด ราวกับมีเสียงคนนับพันกำลังท่องบทสวดมนต์อยู่ในความมืดนั้น
ไป๋หนิงเซียนขมวดคิ้วแน่น นางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังประตู
"หลินเฟย... หยุดก่อน" ไป๋หนิงเซียนเอื้อมมือไปคว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้ น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "ข้างในนั้น... ไม่มีกลิ่นอายของสมบัติ"
หลินเฟยหันกลับมามองนาง รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปแทนที่ด้วยความจริงจัง เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกตินั้นเช่นกัน
ไม่ใช่กลิ่นอายของสมบัติ... แต่เป็นกลิ่นอายของ "บางสิ่ง" ที่กำลังรอคอยการตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
ในความมืดมิดหลังประตูหินที่เปิดกว้างออกทีละน้อย คู่ดวงตาสีแดงฉานนับร้อยคู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกันในความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องกังวานออกมาว่า...
"ในที่สุด... อาหารก็มาส่งถึงที่..."
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 26
ดินแดนลับใต้ดิน
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!