"หากก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว... เจ้าจะได้ลิ้มรสชาติของความตายที่แท้จริง"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปีดังขึ้นท่ามกลางลานประลองหินผาสวรรค์ ไอร้อนจากพลังปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของยอดฝีมือสำนักกระบี่นภา 'เฟิงเทียน' กำลังแผดเผาบรรยากาศรอบตัวให้บิดเบี้ยว ทว่าผู้ที่ยืนเผชิญหน้ากับเขากลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
หลินเฟยแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาคู่คมพินิจมองคู่ต่อสู้ราวกับกำลังพิจารณางานศิลปะชิ้นหนึ่ง ในมือขวาของเขาถือไหสุราเซียนกลิ่นหอมกรุ่นที่เพิ่งกระดกคราคร่ำ หยาดสุราใสหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบพื้นศิลา เกิดเป็นเสียงกังวานใสราดรดลงบนหัวใจของผู้คนรอบข้างที่กำลังหยุดหายใจด้วยความระทึก
"ความตายหรือ?" หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยัน "ข้าดื่มกินมันมานับครั้งไม่ถ้วน เกรงว่ายมทูตเองก็คงเบื่อหน้าข้าเต็มทีแล้วกระมัง... เฟิงเทียน เจ้าเอาเวลาขู่ข้า ไปฝึกวิชากระบี่ให้พ้นจากขั้นตื้นเขินเสียยังจะมีประโยชน์กว่า"
สิ้นคำพูด ร่างของเฟิงเทียนก็ระเบิดออกด้วยแสงสีครามเจิดจ้า!
วิชากระบี่นภาเก้าสวรรค์! วิชาประจำสำนักที่ร่ำลือกันว่าสามารถผ่าดาราและสยบปฐพีได้ในกระบวนท่าเดียว ร่างของเฟิงเทียนหายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏตัวอีกครั้งเบื้องหน้าหลินเฟยราวกับภูตผี คมกระบี่ในมือเปล่งประกายรัศมีอันคมกริบ กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงกรีดร้องแหลมสูงของมิติที่ฉีกขาด
ทว่า หลินเฟยยังคงยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝักที่คาดอยู่ข้างเอว
*เปรี้ยง!*
แรงปะทะจากการตวัดกระบี่สร้างคลื่นกระแทกวงกว้างจนพื้นศิลาใต้เท้าของทั้งสองแตกละเอียดเป็นผุยผง ฝุ่นควันตลบอบอวลบังทัศนียภาพจนมืดมิด ผู้ชมรอบลานประลองต่างพากันกลั้นหายใจ หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก หลายคนคิดว่าหลินเฟยคงถูกคมกระบี่นั้นผ่าร่างเป็นสองท่อนไปแล้ว
ทว่า เมื่อกลุ่มควันจางลง ภาพที่ปรากฏกลับทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
หลินเฟยยังคงยืนอยู่ที่เดิม ปลายนิ้วเรียวยาวหนีบคมกระบี่อันทรงพลังของเฟิงเทียนเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ราวกับกำลังจับใบไม้แห้งใบหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงประดับอยู่ ช่างดูสบายๆ และเหนือกว่าในทุกๆ ด้าน
"เจ้า..." เฟิงเทียนใบถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก พลังปราณในกายปั่นป่วนจนแทบกระอักเลือด เขาทุ่มสุดกำลังแล้วเหตุใดจึงไม่สามารถขยับกระบี่ได้แม้แต่น้อย?
"กระบี่ที่ดี... ไม่ใช่การมีอำนาจทำลายล้างที่รุนแรง หากแต่คือการเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องชักมันออกมา" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก ดวงตาคู่นั้นทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาล "แต่สำหรับเจ้า วันนี้เจ้าชักกระบี่ออกมาเพราะความริษยา... เช่นนั้นแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่เศษเหล็กไร้ค่าเล่มหนึ่งเท่านั้น"
*ดีด!*
ปลายนิ้วที่หนีบคมกระบี่ดีดออกเพียงเบาๆ แรงสะท้อนมหาศาลก็ซัดร่างของเฟิงเทียนกระเด็นถอยหลังไปนับร้อยก้าว กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตจนย้อมพื้นศิลาให้กลายเป็นสีชาด ความพ่ายแพ้ปรากฏชัดเจนโดยที่หลินเฟยยังไม่ทันได้ชักกระบี่ออกด้วยซ้ำ
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้แต่เสียงสายลมก็คล้ายจะหยุดพัดพา
ณ ระเบียงหินสูงตระหง่านเบื้องบน ไป๋หนิงเซียนยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่ามุมปากอิ่มกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นมาซับรอยยิ้มนั้นเบื้องหน้าสหายร่วมสำนัก ท่าทีสูงส่ง เย็นชา และงดงามจนยากจะหาผู้ใดเปรียบเปรย นางไม่เคยสงสัยในตัวบุรุษผู้นี้เลยแม้แต่น้อย หลินเฟยก็คือหลินเฟย ผู้ซึ่งยืนอยู่เหนือยอดเขาแห่งวิถียุทธเสมอมา
"ยังมีผู้ใดต้องการจะสั่งสอนข้าอีกหรือไม่?" สายตาดุดันและเปี่ยมด้วยไอสังหารกวาดมองไปรอบลานประลอง ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าสบตาด้วยแม้แต่คนเดียว ความองอาจและเด็ดขาดนี้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสที่นั่งชมอยู่ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย
หลินเฟยยกไหสุราขึ้นกระดีกินอีกครั้ง รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอช่วยขับไล่ความน่าเบื่อหน่ายออกไปจากจิตใจ แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะหันหลังเดินกลับ ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยแจ่มใสก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ!
เมฆทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าถล่ม แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระดับ "ทัณฑ์สวรรค์" แผ่ซ่านลงมาปกคลุมทั่วทั้งสำนัก จนเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสต่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
หลินเฟยหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณเตือนภัยในกายร้องลั่น
ไม่ใช่เพราะทัณฑ์สวรรค์นี้มุ่งเป้ามาที่เขา... แต่เพราะพลังงานปริศนาที่แฝงมากับสายฟ้าสีทองนั้น กำลังพุ่งตรงไปยังทิศทางที่ไป๋หนิงเซียนยืนอยู่!
ร่างของไป๋หนิงเซียนที่กำลังจะทะยานร่างลงมาหาเขา พลันหยุดชะงัก เมื่อม่านอักขระโบราณสีเลือดปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวนาง ดึงดูดร่างของนางให้จมหายเข้าไปในรอยแยกมิติที่กำลังเปิดออกบนท้องฟ้า!
"หนิงเซียน!" หลินเฟยคำรามลั่น ประกายตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดถึงขีดสุด
เขากระชากกระบี่โบราณข้างเอออกจากฝักในพริบตา แสงกระบี่เจิดจ้าพุ่งทะยานเสียดฟ้าผ่าทะลวงเมฆทมิฬจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แต่ทว่า... รอยแยกมิตินั้นกลับปิดตัวลงอย่างรวดเร็วก่อนที่คมกระบี่ของเขาจะไปถึง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานจากห้วงมิติอัน L ไร้ขอบเขต ที่ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
*"อยากพบนาง... ก็จงก้าวข้ามประตูแห่งปรโลกทั้งเก้าด้วยตัวเจ้าเองเถอะ... มหาเทพหลินเฟย!"*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับคมกระบี่และหยาดสุราในบทนี้นะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 24
ท้าชนยอดฝีมือ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!