กาน้ำสุราหยกขาวสลักลายมังกรทะยานฟ้าถูกยกขึ้นรินของเหลวสีอำพันใสลงสู่ลำคออย่างไม่ยี่หระ กลิ่นหอมละมุนของสุราบุปผาสวรรค์คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่ยังคงตกค้างอยู่เบื้องล่างหน้าผาตระหง่าน หลินเฟยป้องปากไอเบาๆ ภายในดวงตาคมกริบคู่นั้นทอประกายล้ำลึกดั่งห้วงมหาสนิท เขากวาดสายตามองเบื้องล่าง ณ จุดสิ้นสุดของเทือกเขาเมฆาอัคคี—ที่ซึ่งประตูสู่มหานครหลวงแห่งแคว้นหมื่นกระบี่ตั้งตระหง่านท้าทายผืนฟ้า
"สุราดี...แต่ไร้ซึ่งสหายร่วมดื่มย่อมเป็นความอ้างว้างชนิดหนึ่ง"
เสียงทุ้มต่ำเอื้อnพขึ้นลอยๆ ท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บที่พัดกรรโชก ยอดเขาแห่งนี้สูงชันเสียดฟ้า ทว่าสำหรับพวกเขาทั้งสอง มันเป็นเพียงจุดพักผ่อนชั่วคราวก่อนก้าวเข้าสู่สนามประลองระดับแผ่นดิน—สมรภูมิเลือดที่รวบรวมเหล่าอัจฉริยะและสัตว์ประหลาดจำศีลจากทั่วทุกสารทิศมาห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงความยิ่งใหญ่
เบื้องหลังเขา ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวนางพญาหิมะยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดคานหิน ไป๋หนิงเซียนหาได้สนใจทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่เบื้องล่างไม่ สายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งจับจ้องเพียงแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่นางมอบหัวใจให้ ท่ามกลางกลิ่นอายเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ทว่าแววตากลับมีความอ่อนโยนลึกซึ้งฉายชัดอยู่เพียงชั่ววูบยามทอดมองเขา
"ท่านยังคงมีอารมณ์สุนทรีย์ดื่มสุราได้ลงคอ ในขณะที่สำนักใหญ่ทั้งเจ็ดและตระกูลโบราณต่างส่งยอดฝีมือปิดล้อมเส้นทางสู่เมืองหลวงไว้หมดแล้ว" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งธารน้ำแข็ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณอันทรงพลังที่ทำให้มวลอากาศรอบกายสั่นระริก "การประลองระดับแผ่นดินครานี้... หาใช่การประลองยุทธ์ธรรมดาไม่ แต่มันคือหลุมศพที่ถูกขุดรอไว้เพื่อฝังกลบผู้มีนามในทำเนียบเซียน"
หลินเฟยแค่นหัวเราะในลำคอเล็กน้อย เขานำจุกไม้ปิดกาน้ำสุราก่อนจะเหน็บมันไว้ที่ข้างเอว ดวงตาคมหันกลับมาสบประสานกับนางเซียนผู้สูงส่ง มุมปากหยักยิ้มเย้ยหยันฟ้าดินตามนิสัย
"หลุมศพงั้นหรือ? น่าเสียดายนัก... ที่ผืนแผ่นดินนี้ยังแคบเกินกว่าจะขุดหลุมฝังข้า" หลินเฟยก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาไป๋หนิงเซียน กลิ่นอายกดดันมหาศาลจากร่างของเขาถูกปลดปล่อยออกมาวูบหนึ่งจนมิติรอบกายบิดเบี้ยว "ให้พวกมันส่งยอดฝีมือมาเถอะ ต่อให้เป็นเงาของเทพเซียนโบราณ หากขวางทางข้า... ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ ผ่าพวกมันออกเป็นสองซีกให้ดู"
คำกล่าวอันทะนงองอาจไร้ผู้เทียมทานนี้ มิใช่คำคุยโวโอ้อวด ทว่ามันคือสัจธรรมที่ถูกหล่อหลอมผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ไป๋หนิงเซียนมองรอยยิ้มกวนประสาทแต่มั่น eนในคราเดียวกันนั้น หัวใจที่ด้านชามานับพันปีของนางกลับเต้นรัวระคนอบอุ่น นางรู้ดี... บุรุษผู้นี้เมื่อเอ่ยวาจาอันใดออกมา ย่อมหมายความว่าแผ่นดินเบื้องล่างจะต้องนองเลือดตามคำนั้นอย่างแน่นอน
"ข้าเพียงแต่เตือนท่าน..." ไป๋หนิงเซียนปรายตามองกระบี่เหล็กดำที่สะพายอยู่บนหลังของเขา "พลังปราณดาราจักรในร่างของท่านยังคงแปรปรวนจากการทะลวงขอบเขตเมื่อสามวันก่อน หากใช้พลังเกินห้าส่วนในระหว่างการเดินทาง อาจส่งผลกระทบต่อจุดชีพจรหลักได้"
"ความเป็นห่วงของเจ้าช่างหวานล้ำเสียจริง..." หลินเฟยยิ้มกริ่ม ขยับเข้าไปใกล้ร่างระหงจนได้กลิ่นหอมเย็นจางๆ ประจำกายของนาง "วางใจเถอะ ต่อให้บาดแผลกำเริบ ข้าก็ยังมีมือคู่นี้ไว้โอบกอดภรรยาเช่นเจ้า... และยังมีคมกระบี่ไว้เด็ดหัวพวกมดปลวกที่บังaาญมาขวางทาง"
ใบหน้าหวานล้ำของไป๋หนิงเซียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็ว แม้นางจะเป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์จากแดนเซียนที่ผู้คนต่างหวาดผวา แต่วาจาหยอกเย้าอย่างไร้ยางอายของหลินเฟยมักจะทำให้นางเสียอาการได้ทุกครั้ง นางค้อนใส่เขาด้วยสายตาคมดุครั้งหนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ
"ใครเป็นภรรยาของท่านกัน! พูดจาเหลวไหล รีบเดินทางเถอะ หากช้ากว่านี้ งานชุมนุมร้อยกระบี่คงเริ่มไปเสียก่อน"
"ฮ่าๆๆๆ ได้ๆ ฟังตามบัญชาท่านภรรยา" หลินเฟยหัวเราะรơiร่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่ร่างทั้งสองจะแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสองสายพุ่งทะยานแหวกผืนเมฆลงสู่เบื้องล่าง ราวกับดาวตกสองดวงที่พุ่งชนเข้าสู่ความมืดมิดของยุทธภพอันกว้างใหญ่
เบื้องล่าง... มหานครหลวงแคว้นหมื่นกระบี่ กำแพงเมืองสูงตระหง่านนับร้อยเมตรสร้างขึ้นจากศิลาทมิฬโบราณ อัดแน่นไปด้วยค่ายกลป้องกันเมืองอันทรงพลังที่แผ่ไอสังหารออกมาไม่ขาดสาย ประตูเมืองปิดตายทว่ากลับเต็มไปด้วยกองกำลังทหารเกราะทองคำและยอดฝีมือจากสำนักต่างๆ ที่ยืนตระเวนตรวจตราความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด บรรยากาศทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยความตึงเครียดราวกับพายุใหญ่กำลังจะก่อตัว
เมื่อร่างของหลินเฟยและไป๋หนิงเซียนร่อนลงเหยียบพื้นดินเบื้องหน้าประตูเมือง แรงกดดันมหาศาลจากค่ายกลป้องกันเมืองก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาทันทีราวกับภูเขาถล่มทลาย
*ตูม!*
พื้นศิลาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นรอยร้าววงกว้าง ทหารยามนับร้อยนายกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตื่นตระหนก สายตาทุกคู่ต่างพากันจับจ้องมาที่ผู้มาใหม่ทั้งสองด้วยความหวาดระแวง
"หยุด! ที่นี่คือมหานครหลวง เขตหวงห้ามของผู้ฝึกยุทธ์อิสระ! หากไม่มีป้ายเชิญ... จงไสหัวออกไปซะ!" แม่ทัพค่ายกลผู้หนึ่งก้าวออกมาร้องคำราม เสียงของเขาแฝงไว้ด้วยพลังปราณขั้นกำเนิดวิญญาณเพื่อข่มขวัญ
หลินเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่ข้างเอว รอยยิ้มบนใบหน้าพลันมลายหายไป เหลือไว้เพียงแววตาที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก เขากำลังจะก้าวเท้าออกไปเพื่อสั่งสอนสุนัขเฝ้าบ้านเหล่านี้ให้รู้สำนึก
ทว่า... ก่อนที่เขาจะได้ชักกระบี่ออก ท้องนภาเบื้องบนที่เคยแจ่มใสอยู่กลับมืดครึ้มลงในพริบตา สายฟ้าสีดำทมิฬผ่าแหวกกลีบเมฆลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง แรงกดดันระดับขอบเขตมหาเทพที่กดทับลงมาจากเบื้องบนทำให้เหล่าทหารยามนับร้อยต่างทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากปากของพวกมันทันที
"ช้าก่อน... สหายหลินเฟย"
เสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นจากความว่างเปล่า พร้อมกับมิติเบื้องหน้าประตูเมืองที่ฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดอกบัวโลหิตก้าวออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าของนางงดงามหยาดเยิ้มปานล่มเมือง ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับเต็มไปด้วยพิษสงและกลิ่นอายสังหารอันรุนแรง
หลินเฟยชะงักฝีเท้าลง ดวงตาหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด เมื่อมองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยแต่เต็มไปด้วยความอันตรายของสตรีผู้นั้น
"เจ้า..." ไป๋หนิงเซียนขมวดคิ้วแน่น ปราณกระบี่ในกายถูกปลดปล่อยออกมาเตรียมพร้อมรับมือทันที
"ไม่ต้องตกใจไปท่านหญิงไป๋..." สตรีชุดม่วงแย้มยิ้มพางปรายตามองหลินเฟยด้วยแววตาเป็นประกาย "ข้าเพียงได้รับคำสั่งจาก 'ผู้นำตระกูล' ให้มาต้อนรับท่านเซียนหลินเฟย... สู่หลุมศพที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แผ่นดินนี้ต่างหาก"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 15
มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!