"กฎของสำนักเมฆาคล้อย… ต่อให้เป็นขยะที่ถูกกวาดทิ้งจากเขาต้วนหลาง หากผ่านการทดสอบอัคคีจิตเก้าชั้นฟ้า ย่อมต้องได้รับการยอมรับโดยดุษฎี มิใช่หรือ?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังก้องกังวานไปทั่วลานพิธีบูรพา แรงกดดันจากพลังปราณระดับก่อเกิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้อาวุโสใหญ่ "เมิ่งเทียนหลาง" จนเหล่าศิษย์สายในต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความยำเกรง ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดนี้ สายตาทุกคู่ต่างพากันจับจ้องไปยังร่างโปร่งในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าผู้หนึ่ง
หลินเฟย… อดีตศิษย์สวะผู้ถูกตราหน้าว่ามีเส้นชีพจรพิการ ไร้ซึ่งรากฐานการบำเพ็ญ กลับยืนหยัดอยู่อย่างสง่างามบนแท่นหินอัคคี ดวงตาคู่คมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างไร้ความหวาดหวั่น ในมือซ้ายของเขายังคงถือไหสุราดินเผาเก่าๆ ใบหนึ่ง กลิ่นอายสุราหมักชั้นดีคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากการทดสอบเมื่อครู่
เขายกไหสุราขึ้นจิบช้าๆ รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอไหลผ่านลำหลอด ช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าจากการทะลวงจุดชีพจรที่อุดตันมานานนับปี รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา
*หึ… ผ่านมาสามปีเต็ม ในที่สุดข้าก็สามารถเหยียบย่างขึ้นมาสู่จุดนี้ได้เสียที* หลินเฟยรำพันในใจ แววตาฉายประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง
"หลินเฟย…" เสียงหวานใสดังกังวานแทรกความเงียบขึ้นมา ไป๋หนิงเซียน องค์หญิงแห่งแดนเซียนผู้ดำรงตำแหน่งศิษย์เอกสายตรงเจ้าสำนัก นางยืนสงบนิ่งอยู่บนระเบียงหยกขาวเบื้องบน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามสายลมยามอัสดง ใบหน้างดงามล่มเมืองยังคงเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี ทว่าแววตาคู่สวยที่ทอดมองลงมากลับเจือความอ่อนโยนและความภาคภูมิใจไว้อย่างมิดชิด
นางคือนางเซียนผู้สูงส่ง ผู้ซึ่งไม่เคยชาย눈แลบุรุษใดในยุทธภพ ทว่าบัดนี้ นางกลับเป็นผู้เดียวที่เข้าใจว่าเบื้องหลังรอยยิ้มกวนประสาทและไหสุราคู่กายของหลินเฟยนั้น แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และบาดแผลฉกรรจ์นับไม่ถ้วนเพียงใด
"เจ้าผ่านการทดสอบของอัคคีจิตเก้าชั้นฟ้า สำนักเมฆาคล้อยย่อมรักษาคำพูด" เมิ่งเทียนหลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะโยนป้ายหยกประจำตำแหน่งศิษย์หลักสีทองอร่ามลงมาเบื้องหน้าของหลินเฟย ป้ายหยกกระทบพื้นหินเสียงดังใสวอน "นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์หลักแห่งสำนักเมฆาคล้อย มีสิทธิเข้าร่วมคลังสมบัติวิญญาณและศึกษาเคล็ดวิชาขั้นสูงได้โดยไม่ต้องขออนุญาต!"
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นทันทีในหมู่ศิษย์สายใน ศิษย์หลัก! ตำแหน่งที่แม้แต่ผู้ฝึกตนอัจฉริยะบางคนยังต้องใช้เวลาสะสมผลงานนับสิบปี แต่วันนี้ บุรุษผู้เคยถูกเรียกว่าเศษสวะกลับก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งนี้ด้วยเวลาเพียงชั่วธูปดอกเดียว!
หลินเฟยเอื้อมมือไปรับป้ายหยกสีทองที่ลอยเคคว้างอยู่กลางอากาศ นิ้วเรียวยาวสัมผัสกับลวดลายอักขระโบราณที่สลักไว้บนเนื้อหยก ความเย็นเยียบของศิลาไหลซึมเข้าสู่ปลายนิ้ว ปลุกเร้าพลังปราณในตัน티านให้หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
"ขอบคุณผู้อาวุโส" หลินเฟยประสานมือคารวะอย่างขอไปที น้ำเสียงราบเรียบไร้ความตื่นเต้นยินดีราวกับว่าตำแหน่งศิษย์หลักนี้เป็นเพียงเศษฝุ่นธุลี หาใช่เกียรติยศอันยิ่งใหญ่ที่ผู้คนต่างแย่งชิงไม่
ความเย่อหยิ่งโดยธรรมชาติและการกระทำที่ดูแคลนกฎเกณฑ์เช่นนี้ ทำให้บรรดาผู้อาวุโสฝ่ายในบางคนถึงกับคิ้วกระตุกด้วยความไม่พอใจ ทว่ายามเมื่อพวกเขากวาดสายตาไปยังร่องรอยการทำลายล้างรอบแท่นอัคคี ซึ่งเกิดจากคลื่นกระแทกปราณดาบอันไร้ลักษณ์ของหลินเฟยเมื่อครู่ ทุกคนต่างกลืนคำพูดตำหนิลดลงคอไปทันที
พลังระดับนั้น… มันมิใช่สิ่งที่ผู้เพิ่งทะลวงขอบเขตจะพึงมี!
"ดีมาก…" เมิ่งเทียนหลางแค่นเสียงรับในลำคอ "ในเมื่อเจ้าได้เป็นศิษย์หลักแล้ว จงเตรียมตัวให้พร้อม อีกสามวันข้างหน้า ขอบเขตลับ 'สุสานกระบี่บรรพกาล' จะเปิดออก เจ้าในฐานะศิษย์หลักคนใหม่ ย่อมมีสิทธิ์ครอบครองกระบี่วิญญาณระดับนภาเป็นคนแรก… หวังว่าเจ้าจะรักษาชีวิตรอดกลับมาได้!"
สิ้นเสียงประกาศ ผู้อาวุโสใหญ่ก็สะบัดแขนเสื้อหายวับไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันตึงเครียดและสายตานับร้อยที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและจิตสังหาร
หลินเฟยหาได้ใส่ใจสายตาเหล่านั้นไม่ เขาสอดป้ายหยกศิษย์หลักไว้ที่เอว ก่อนจะยกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ สุราฤทธิ์แรงแผ่ซ่านความอบอุ่นไปทั่วร่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"สุสานกระบี่บรรพกาลอย่างนั้นหรือ… น่าสนใจไม่น้อย"
ในขณะที่หลินเฟยกำลังจะหันหลังเดินกลับไปยังเรือนพักของตน ร่างของไป๋หนิงเซียนก็พลันวูบไหวมาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า ห่างกันเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวนางลอยมาแตะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นอายสุรา สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดในห้วงอารมณ์
"เจ้าประมาทเกินไปแล้ว" ไป๋หนิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาตามนิสัย ทว่าแววตากลับสั่นไหวเล็กน้อย "สุสานกระบี่บรรพกาลมิใช่สถานที่ธรรมดา ที่นั่นมีวิญญาณกระบี่โบราณหลับใหลอยู่และเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร หากจิตใจของเจ้าไม่มั่นคงพอ เจ้าอาจจะถูกกระบี่กลืนกินจนกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดไร้วิญญาณ"
หลินเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าคมคาย เขาก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกก้าว จนไป๋หนิงเซียนต้องผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ทว่าดวงตากลับมิได้หลบหนี
"เป็นห่วงข้าหรือ? ศิษย์พี่รอง… อ๋อ ไม่สิ ตอนนี้ข้าเป็นศิษย์หลักแล้ว เช่นนั้นควรเรียกว่าอย่างไรดี?" หลินเฟยเอื้อnเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แฝงแววกวนประสาทตามเคย
ไป๋หนิงเซียนเม้มริมฝีปากบางเฉียบสีชาด นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไปสัมผัสไไหสุราในมือของเขาเบาๆ ก่อนจะกระซิบแผ่วเบาจนมีเพียงเขากับนางที่ได้ยิน
"อย่าตายก็พอ… เพราะหากเจ้าตาย ข้าจะเผาทลายสำนักนี้ให้ราบคาบแล้วตามไปสังหารยมทูตคนนั้นด้วยกระบี่ในมือข้า"
น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ทว่ากลับหนักแน่นราวน้ำหนักของขุนเขา ทว่าก่อนที่หลินเฟยจะได้เอ่ยคำใดตอบโต้ บรรยากาศรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน!
ท้องฟ้าทิศบูรพาที่เคยสว่างสดใสยามอัสดง กลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉานในพริบตา เมฆสีดำทะม้วนตัวเข้าหากันราวกับมีพายุเฮอริเคนขนาดยักษ์กำลังก่อตัว แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจากฟากฟ้าจนเหล่าศิษย์ในลานพิธีทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน!
*เปรี้ยงงงงง—!*
สายฟ้าสีทองเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงหน้าเรือนพักของเจ้าสำนัก เสียงคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาจักรเซียน อักษรเวทโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นบนม่านพลังคุ้ม 3 ชั้นของสำนัก ทว่ากลับแตกร้าวราวกับเศษกระจกในพริบตาเดียว!
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลวดลายรูปดวงตาปีศาจสีแดงฉาน ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง ปราณสังหารอันไร้ขอบเขตแผ่พุ่งออกมาจนทำให้มวลอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นรู
"หึๆๆ… ช่างคึกคักเสียจริง สำนักเมฆาคล้อยของพวกเจ้า ยังคงมีชีวิตรอดอยู่ใต้ฟ้าผืนนี้สินะ" เสียงแหบพร่าดั่งเสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นจากเงาร่างนั้น พร้อมกับโบกมือเบาๆ ส่งคลื่นกระแทกสีดำสนิทพุ่งตรงเข้าใส่ลานพิธีอย่างอำมหิต!
ไป๋หนิงเซียนแววตาเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก นางชักกระบี่ประจำกายออกจากฝักทันที ประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นฟ้าต้านทานการโจมตีนั้นไว้ ทว่าแรงปะทะกลับทำให้นางกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย
หลินเฟยหุบยิ้มทันที แววตาที่เคยสบายๆ กลับแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก ไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกจากร่างของเขาอย่างไร้การปิดบัง มือที่ถือไหสุราบีบแน่นจนไหดินเผาแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ สุราภายในกระเซ็นออกมาก่อนจะระเหยกลายเป็นไอด้วยความร้อนจากปราณเดือดดาล
เงาร่างสีดำนั้นหยุดชะงัก สายตาสีแดงฉานภายใต้ฮู้ดกวาดมองมาที่หลินเฟย ก่อนจะหัวเราะลั่นด้วยความสมเพช
"อ้อ… เจ้าเด็กสวะที่เพิ่งได้ป้ายหยกศิษย์หลักสินะ น่าเสียดายนัก ที่วันนี้… จะเป็นวันตายของอัจฉริยะหน้าใหม่แห่งสำนักเมฆาคล้อย!"
เงาดำนั้นสะบัดมืออีกครั้ง ปราณอสูรทมิฬก่อตัวเป็นหอกยักษ์พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าปักอกหลินเฟยด้วยความเร็วเหนือแสง!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 14
ศิษย์สวะกลายเป็นอัจฉริยะ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!