วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 9

กลิ่นอายมหาเทพ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"หากพวกเจ้าคิดว่าค่ายกลสกัดวิญญาณเก้าทิศนี้ จะกักขังข้าไว้ได้ตลอดกาล... เกรงว่าพวกเจ้าคงประเมินคำว่า 'เซียน' ต่ำเกินไปแล้วกระมัง" เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกมาจากลำคอของหลินเฟย พร้อมกับหยาดสุราสีอำพันรสร้อนแรงที่ไหลยحรินรดริมฝีปาก แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แม้รอบกายในยามนี้จะถูกล้อมกรอบด้วยเสาอัขระโลหิตเจ็ดต้น ที่กำลังแผ่ไอสังหารสีชาดพุ่งเสียดแทงขึ้นสู่ท้องนภาจนเมฆฝนแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด แรงกดดันระดับบรรพชนขั้นสมบูรณ์แบบกำลังบดขยี้กระดูกทุกนิ้วข้อของเขาให้แหลกสลาย แต่วิถีโคจรพลังในร่างของหลินเฟยกลับสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไป๋หนิงเซียนที่ยืนอยู่เบื้องหลังในรัศมีค่ายกล ใบหน้าอันงามล้ำเลิศไร้ที่ติกลับซีดเผือด นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด กระบี่เซียนเก้าเหมันต์ในมือสั่นสะท้าน นางมิได้ห่วงชีวิตของตนเอง ทว่าดวงตาคู่นามที่ปกติเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง กลับฉายแววเจ็บปวดระคนห่วงหาเมื่อมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้กุมใจนางไว้ทั้งหมด "หลินเฟย... พอได้แล้ว ยอมรับทัณฑ์ปราณของพวกมันก่อนเถอะ ร่างกายท่านในยามนี้ยัง..." เสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อย ยามที่กระแสลมปราณย้อนกลับตีลังกาเข้าสู่ตันtianจนกระอักโลหิตสีชาดออกมาหยดหนึ่ง หลินเฟยเหลือบหางตามามองนาง รอยยิ้มบางเบาแต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก มือข้างหนึ่งที่ไม่ได้ถือไหสุราเอื้อมไปแตะปอยผมที่เคลียแก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นท่ามกลางพายุโลหิตทำให้ไป๋หนิงเซียนชะงักงัน "หนิงเซียน เจ้าก็รู้ว่าข้าเกลียดที่สุดคือการคุกเข่าต่อฟ้าดิน แล้วไยจะต้องไปก้มหัวให้มดปลวกเหล่านี้เล่า?" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าประโยคหลังกลับแฝงไว้ด้วยประกายตาคมกริบดั่งคมดาบที่พร้อมเชือดเฉือนดารา "อีกอย่าง... สุราไห Isนี้ ยังดื่มไม่หมดเลย ข้าจะยอมตายได้อย่างไร" *ตูมมมม!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ผู้อาวุโสสำนักกระบี่มารโลหิตทั้งสามคนที่คอยควบคุมค่ายกลอยู่ด้านนอก ต่างพากันท่องคาถากระตุ้นพลังถึงขีดสุด พวกมันแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นร่างของหลินเฟยจมลงไปในทะเลเพลิงโลหิต "ฮ่าๆๆๆ! ต่อให้เจ้าเป็นอดีตยอดฝีมือจากแดนสรวงสวรรค์ที่ไหน แต่ในเมื่อแก่นแท้พลังถูกผนึกและไร้ซึ่งทรัพยากรบำเพ็ญเพียร เจ้าก็เป็นได้แค่สุนัขจนตรอกตัวหนึ่งเท่านั้น! จงแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปซะ!" แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายวงกว้างจนพื้นดินรอบรัศมีสามลี้ปริปริร้าว ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉาลงในพริบตา ทว่า... ในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ที่ซึ่งลมหายใจของหลินเฟยคล้ายจะขาดห้วงไปชั่วขณะ จิตวิญญาณส่วนลึกที่หลับใหลมานานแสนนานนับหมื่นปี กลับเริ่มสั่นสะเทือน! *ติ๊ด... ติ๊ด... ราวกับเสียงเข็มนาฬิกาแห่งกาลเวลาที่หยุดเดิน* ภายในห้วงสมุทรแห่งจิตของหลินเฟย ภาพความทรงจำอันเลือนรางเริ่มไหลทะลักกลับคืนมาดั่งกระแสน้ำป่า ภาพของมหาเทพผู้ครองบัลลังก์เก้าชั้นฟ้า ผู้ใช้เพียงกระบี่ไม้ไผ่ก็สามารถผ่าทวีปออกเป็นสองเสี่ยงได้ ภาพการทรยศหักหลังของสหายร่วมสาบาน และรอยแผลเป็นบนดวงใจที่แลกมาด้วยการดับสูญของตบะทั้งหมด "อึก..." หลินเฟยพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของอัคคีบรรพกาล ดวงตาที่เคยฉายแววเกียจคร้านและรักสนุก ในยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามดั่งดวงอาทิตย์คู่ รัศมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่ง พุ่งทะยานจากจุดตันtianทะลวงผ่านจุดชีพจรทั่วร่างอย่างไร้ความปรานี เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังสนั่นแข่งกับเสียงฟ้าคำรามบนยอดเขา "นะ... นั่นมันอะไรกันวะ!" ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ควบคุมค่ายกลเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ทำให้วิญญาณในร่างสั่นสะท้าน ไม่ใช่แค่พวกมัน ไป๋หนิงเซียนเองก็ถอยหลังไปกึ่งก้าว นางมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ทับถมจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายที่หลินเฟยแผ่ออกมาในยามนี้... มันคือกลิ่นอายของ 'มหาเทพ' ผู้เป็นกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินอย่างแท้จริง! หลินเฟยค่อยๆ ยืดกายขึ้นอย่างช้าๆ แรงกดดันระดับค่ายกลโลหิตที่เคยบดขยี้เขากลับแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ราวกับเศษแก้วยามเมื่อกระทบกับพื้นหิน ไอสังหารสีทองอร่ามผสมผสานกับกลิ่นอายสุราเข้มข้น พัดพาเอาพายุหมุนขนาดมหึมาพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกมฆทมิฬจนเผยให้เห็นดาราจักรระยิบระยับเบื้องบน "พวกเจ้า... เรียกร้องหานรกนักมิใช่หรือ?" เสียงของหลินเฟยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์เดินดินอีกต่อไป แต่เป็นเสียงประกาศิตจากสรวงสวรรค์ที่สะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ผู้อาวุโสทั้งสามคนกระอักเลือดคำโตออกมาพร้อมกัน แรงสะท้อนย้อนกลับทำให้เส้นชีพจรของพวกมันขาดผึ่งในพริบตา หลินเฟยสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว คมกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ก่อตัวจากจิตวิญญาณมหาเทพพุ่งแหวกอากาศออกไปด้วยความเร็วเหนือแสง มันไม่ได้มีเสียงคำรามกึกก้อง ทว่าความเงียบงันนั้นกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าความตาย *ฉับ!* เสาอัขระโลหิตต้นแรกขาดสะบั้นลง ตามด้วยต้นที่สองและสามอย่างไร้แรงต้านทาน ค่ายกลสกัดวิญญาณเก้าทิศที่บรรพชนสำนักมารภาคภูมิใจนักหนา สลายกลายเป็นผุยผงในชั่วลมหายใจเดียว ผู้อาวุโสทั้งสามคนเบิกตาก้างค้างเติ่ง ร่างกายแข็งทื่อก่อนจะแยกออกเป็นสองท่อนและร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างไร้ลมหายใจ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของไป๋หนิงเซียน และเสียงหยดสุราที่ยังคงหยดติ๋งๆ ลงจากไสสุระในมือของหลินเฟย หลินเฟยหันกลับมามองหญิงสาว แววตาสีทองอร่ามค่อยๆ เลือนหายกลับมาเป็นนัยน์ตาสสีดำสนิทดั่งเดิม เขายกยิ้มมุมปากตามแบบฉบับ พร้อมกับเอื้อมมือไปเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากให้นางอย่างอ่อนโยน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ว่าสุราไห้นี้ยังไม่หมด รอนิดเดียว เดี๋ยวข้าพาไปดื่มต่อที่ยอดเขาเซียนจันทรา" ไป๋หนิงเซียนน้ำตาคลอเบ้า นางโถมกายเข้าสวมกอดเอวสอบของเขาแน่น ซบใบหน้าลงกับอกเสื้อที่ยังคุุ่นเคย แม้พลังเก่าจะตื่นขึ้นและกู้คืนอำนาจมหาเทพมาได้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่กลิ่นอายสุราและอ้อมกอดนี้... ยังคงเป็นหลินเฟยของนางคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังจะผ่อนคลายลงนั้น... บนท้องนภากลางดาราจักรที่เพิ่งถูกแหวกออกด้วยพลังของหลินเฟย จู่ๆ ก็ปรากฏรอยแยกสีดำสนิทขนาดใหญ่ขึ้นอย่างไร้สัญญาณเตือน เสียงคำรามต่ำดั่งเสียงคำรามของสัตว์อสูรบรรพกาลจากต่างมิติ ดังสะท้อนก้องกังวานลงมา พร้อมกับเงาร่างนับร้อยที่ปกคลุมด้วยชุดเกราะโบราณสีเงินยวง และกลิ่นอายกดดันที่เหนือกว่าเหล่าผู้อาวุโสสำนักมารนับร้อยเท่านัก ค่อยๆ ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้นทีละน้อย... ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%