วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 10

คำสัญญาใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
หยาดสุราสีอำพันรสชาติร้อนแรงดุจเปลวเพลิงไหลผ่านลำคอ ก่อนจะทิ้งความอบอุ่นซ่านซ่านไว้ในอก หลินเฟยชำเลืองมองไหสุราในมือซ้ายสลับกับร่างบอบบางที่ยืนนิ่งสงบอยู่ใต้เงาไม้ฮวาเซียง นางมิได้เอ่ยคำใดมาเนิ่นนานนับเค่อแล้ว มีเพียงกลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์คล้ายดอกบัวหิมะหมื่นปีที่ลอยมาปะทะนาสิก คลอเคล้าไปกับกลิ่นไอจันทร์นวลผ่องที่อาบไล้เรือนร่างระหง ยุทธภพภายนอกอาจกำลังนองเลือด บรรดาสำนักใหญ่ต่างแย่งชิงความเป็นหนึ่งจนฟ้าดินปั่นป่วน แต่ ณ ศาลาแปดเหลี่ยมริมหน้าผาสูงชันแห่งนี้ กลับเงียบงันราวกับเวลาถูกแช่แข็ง "สุราหมักท้อสวรรค์สามร้อยปี... รสชาติตอนกลืนลงคออาจบาดคออยู่บ้าง แต่หากผ่านพ้นความเผ็ดร้อนนั้นไปได้ ท่านจะได้ลิ้มรสความหวานล้ำที่แม้แต่เง็กตี้บนสวรรค์ยังต้องอิจฉา" หลินเฟยเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงรอยยิ้มพินิจพิเคราะห์ เขายื่นไหสุราเนื้อหยกขาวไปเบื้องหน้า ไป๋หนิงเซียนปรายตามองไหสุราในมือชายหนุ่ม นางปราบเซียนมารมานับไม่ถ้วน ควบคุมกระบี่บินทะลวงเก้าชั้นฟ้าด้วยความเด็ดเดี่ยวเยือกเย็น แต่ยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นคมปลาบที่ฉายแววกวนประสาทแกมท้าทายคู่นั้น หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งน้ำในบึงโบราณกลับกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ "หลินเฟย... เจ้าคิดว่าสุราของเจ้าจะล้างคาวเลือดบนมือข้าได้หรือ?" น้ำเสียงใสราวกระดิ่งเงินกระทบสายลมเอ่ยขึ้น เรียบสนทนาแต่แฝงไว้ด้วยความอ้างว้างอันล้ำลึก นางคือองค์หญิงแดนเซียนผู้สูงส่ง โชคชะตาลิขิตให้นางต้องถือครองกระบี่พิฆาตมารและแบกรับความคาดหวังของเหล่าผู้อาวุโส แต่มีใครล่วงรู้บ้างเล่าว่า ภายใต้เกราะป้องกันอันเย็นชาและอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์นี้ นางเพียงต้องการใครสักคนที่มองเห็นตัวตนที่แท้จริง มิใช่ฐานะองค์หญิงเซียน หลินเฟยแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นสุราจางๆ โชยเข้าจมูกของหญิงสาวจนนางต้องชะงัก "คาวเลือดบนมือท่าน? ฮ่าๆๆ..." หลินเฟยส่ายหน้าช้าๆ แววตาคมกริบดุจคมกระบี่ทอประกายลึกล้ำ "ในสายตาคนอื่น ท่านคือเทพธิดาผู้สูงส่งผู้ไร้ความรู้สึก แต่ในสายตาของข้า... ไป๋หนิงเซียนก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่เหนื่อยล้ากับการแบกรับภาระอันหนักอึ้ง สุราไม่ได้มีไว้เพื่อล้างเลือด แต่มันมีไว้เพื่อให้เรากล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความอ่อนแอของตนเองต่างหาก" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหญิงสาว ร่างของไป๋หนิงเซียนสะท้านเฮือก ดวงตางามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยใช้ห่อหุ้มตัวตนมาตลอดหลายร้อยปีคล้ายจะร้าวรานลงในชั่วพริบตา นางไม่เคยคาดคิดว่าจะมีบุรุษใดกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับนาง ยิ่งไปกว่านั้น... เขากลับอ่านทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณของนางอย่างไร้ที่ติ ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้บรรยากาศกลับมิได้อึมครึม หากแต่เต็มไปด้วยกระแสคลื่นแห่งอารมณ์ที่ซัดสาดรุนแรงยิ่งกว่าพายุ ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักยื่นออกไปรับไหสุราจากมือชายหนุ่ม สัมผัสแผ่วเบาจากการที่นิ้วมือทั้งสองแตะโดนกันเพียงเสี้ยววินาที กลับทำให้กระแสปราณในร่างของไป๋หนิงเซียนปั่นป่วนจนเกือบควบคุมไม่ได้ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหว ก่อนจะยกไหสุราขึ้นจรดริมฝีปากบางสีชาด แล้วรินของเหลวสีอำพันเข้าปาก *แคก... แลก...* รสชาติร้อนแรงแผดเผาช่องคอจนนางต้องหลับตาลงแน่น พวงแก้มขาวนวลพลันปรากฏริ้วสีแดงระเรื่อขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับดอกท้อแรกแย้มยามต้องแสงอาทิตย์อัสดง ความงามอันเยือกเย็นเมื่อครู่บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเย้ายวนใจที่ยากจะหาผู้ใดเปรียบ หลินเฟยถึงกับเผลอชะงักงันไปชั่วขณะ ยามเมื่อเทพธิดาผู้สูงส่งยอมลดตัวลงมาดื่มสุราเคียงข้างเขา ภาพนี้งดงามยิ่งกว่าภาพวาดเซียนร้อยแผ่นรวมกันเสียอีก "รสชาติ... ไม่เลว" ไป๋หนิงเซียนวางไหสุราลงบนโต๊ะหินด้วยมืออันสั่นเทาเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อชุ่มฉ่ำด้วยหยาดน้ำตาคลอเบ้าจากการเผาไหม้ของฤทธิ์สุรา แต่มันกลับเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงดาวบนนากฟ้า "แต่สุรานี้จะมีความหมายอันใด หากดื่มเพียงลำพัง" หลินเฟยคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งที่จะปรากฏบนใบหน้าของอดีตมหาเทพผู้ผ่านโลกมามาก เขายกมือขึ้นปลดอาภรณ์คลุมไหล่สีดำสนิทของตนออก แล้วบรรจงคลุมลงบนบอบบางของนางอย่างอ่อนโยน สัมผัสอบอุ่นที่โอบล้อมกายทำให้ไป๋หนิงเซียนสะท้านเฮือกอีกครั้ง นางมิได้ปฏิเสธ ตรงกันข้าม... นางกลับซุกกายเข้าหาไออุ่นนั้นโดยสัญชาตญาณ "เช่นนั้น... คำสัญญาใต้แสงจันทร์นี้ ข้าขอใช้ไหสุรานี้เป็นพยาน" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกและจริงจังเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่นคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "ไม่ว่าวันข้างหน้าฟ้าดินจะพลิกคว่ำ หรือเหล่าเทพเซียนทั่วสามภพจะตราหน้าว่าเจ้าเป็นกาลกิณี ข้า... หลินเฟย ผู้นี้ จะใช้กระบี่ในมือปกป้องเส้นทางของเจ้า ต่อให้ต้องดับสูญวิญญาณ ข้าก็ไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้าเด็ดขาด" คำประกาศกร้าวที่ดังก้องกังวานท่ามกลางสายลมราตรี ราวกับคำสาบานจากสวรรค์ที่สลักลงบนศิลาแห่งโชคชะตา หัวใจของไป๋หนิงเซียนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง น้ำตาที่กลั้นไว้เนิ่นนานเอ่อล้นไหลรินลงมาตามแก้มเนียน นางซบใบหน้าลงกับอกแกร่งของชายหนุ่ม ปล่อยให้ความรู้สึกทั้งมวลระบายออกมาในอ้อมกอดนี้ นี่คือบุรุษผู้เดียวที่กล้าท้าทายกฎสวรรค์เพื่อเคียงข้างนาง นี่คือความอบอุ่นเดียวที่นางโหยหามาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรอันโดดเดี่ยว ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งถึงขีดสุด เสียงระเบิดกัมปนาทจากห้วงมิติเบื้องบนก็ผ่าฉีกนภาออกเป็นสองเสี่ยง! เมฆาอัสนีสีเลือดม้วนตัวเข้าปกคลุมยอดเขาฮวาเซียงในพริบตา แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว พร้อมกันนั้น เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นและเหี้ยมเกรียมก็ดังสะท้อนก้องมาจากรอยแยกมิติ ราวกับเสียงคำรามของปีศาจจากขุมนรกโลกันตร์ "ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... องค์หญิงไป๋หนิงเซียน เจ้าหนีมาเสพสุขกับเศษสวะจากโลกมนุษย์ถึงที่นี่เองหรอ? ถึงเวลาที่เจ้าต้องกลับไปรับโทษทัณฑ์แห่งแดนเซียนแล้ว!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%