กลิ่นอายสุราหมักร้อยปีในไหหยกเขียวระเหยกลายเป็นไอหมอกบางเบา เจือปนกลิ่นคาวเลือดที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนปลายกระบี่โลหิตสวรรค์
หลินเฟยป้องมือถือไหสุรากระดกขึ้นดื่มอึกใหญ่ ของเหลวรสร้อนแรงไหลผ่านลำคอราวกับสายธารอัคคี แผดเผาความเหนื่อยล้าจากการปะทะกับผู้พิทักษ์เขตแดนเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาให้มลายหายไป ดวงตาคมกริบทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาล ขณะจ้องมองแผ่นหินโบราณตรงหน้าที่สลักลวดลายอักขระแปลกประหลาด ซึ่งกำลังเปล่งแสงสีทองเรืองรองรับกับแสงจันทร์ยามวิกาล
"เบาะแสของบัลลังก์สวรรค์... ซ่อนอยู่ใต้รากเหง้าแห่งกาลเวลาเช่นนี้หรอ" หลินเฟยพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยันลิขิตฟ้า
เบื้องหลังของเขา ไป๋หนิงเซียนยืนสง่างามดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมยามค่ำคืนจนพลิ้วไหว นางไม่ได้เอ่ยคำใด แต่นัยน์ตาคู่สวยที่มองแผ่นหลังของบุรุษผู้นี้กลับเปี่ยมล้นด้วยความห่วงใยและมั่นคง นางก้าวเข้ามาใกล้ ชายผ้าสลักลายดอกเหมันต์ขยับไหวอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เรียวคางมนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานลึก
"พลังปราณรอบตัวท่านเริ่มแปรปรวนแล้ว หลินเฟย... การฝืนอ่านผนึกแห่งบัลลังก์สวรรค์ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรก"
หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาหันกลับมาสบตากับนาง แววตาที่มักจะฉายแววกวนประสาทและรักอิสระเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกซึ้งอย่างหาได้ยากยิ่ง เขายื่นมือหนาออกไปแตะปอยผมสีดำขลับที่ปลิวมาปรกหน้าผากของนางอย่างทะนุถนอม
"หนิงเซียน... เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ใช่คนรักตัวกลัวตาย หากบัลลังก์สวรรค์นั้นคือหนทางเดียวที่จะปลดโซ่ตรวนแห่งวัฏสงสารและปกป้องดินแดนแห่งนี้ได้ ต่อให้ต้องใช้กระบี่เล่มนี้ฟันฝ่าอุปสรรคอีกสักกี่หมื่นปี ข้าก็ไม่ลังเล"
หัวใจของไป๋หนิงเซียนกระตุกวูบ ความเย็นชาที่นางใช้ปกป้องตนเองจากโลกหล้ามานานนับพันปี พลลายหายสิ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้ นางหลับตาลงเล็กน้อย ยอมรับสัมผัสอบอุ่นนั้นก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา "ข้าไม่ได้กลัวความตาย... ข้าเพียงแต่กลัวว่าวันหนึ่ง หากฟ้าดินดับสูญ แล้วไม่มีท่านเคียงข้างข้าอีกต่อไป โลกใบนั้นคงหนาวยิ่งกว่าขุมนรกน้ำแข็งเก้าชั้น"
บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านยอดสนกระซิบเคล้าคลอ บทสนทนาอันเรียบง่ายแต่หนักแน่นด้วยพันธสัญญาแห่งกาลเวลา ทำให้ห้วงอารมณ์ของทั้งสองผสานเป็นหนึ่งเดียวอย่างลึกซึ้ง
ทันใดนั้นเอง แผ่นหินโบราณตรงหน้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! อักขระสีทองที่เคยเรืองรองกลับเปลี่ยนเป็นสีเลือด ออร่าพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนพื้นดินใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว!
"ระวัง!" หลินเฟยสะบัดแขนเสื้อ ร่างของไป๋หนิงเซียนถูกพลังปราณอ่อนโยนโอบล้อมและถอยร่นออกไปสามกว้าง ในขณะที่มือขวาของเขาคว้าด้ามกระบี่โลหิตสวรรค์ไว้มั่น
*ฉึบ!*
คมกระบี่ชักออกจากฝักพร้อมกับเสียงคำรามก้องฟ้า พลังปราณกระบี่ทะลักทะลายออกมาราวกับคลื่นยักษ์มังกรทะยาน พุ่งเข้าปะทะกับแรงกดดันจากแผ่นหินที่กำลังปลดปล่อยจิตสังหารโบราณออกมา ภาพนิมิตนับพันปีไหลทะลักเข้าสู่ห้วงความคิดของหลินเฟย—ภาพของมหาเทพในอดีตผู้สร้างบัลลังก์สวรรค์ ภาพสงครามระหว่างเซียนและมารที่ย้อมผืนฟ้าให้กลายเป็นสีชาด และ... เงาร่างปริศนาของใครบางคนผู้กุมกุญแจดอกสุดท้ายเอาไว้
แรงกระแทกมหาศาลทำให้หลินเฟยต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว มุมปากของเขามีโลหิตสีสดไหลรินลงมาเล็กน้อย แต่แววตากลับลุกโชนด้วยความฮึกเหิม
ทว่า ในวินาทีที่ความลับของบัลลังก์สวรรค์กำลังจะถูกเปิดเผยออกจากอักษรตัวสุดท้ายบนแผ่นหินนั้น เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยไอสังหารเย็นเยียบ ก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องหลัง...
"ช้าก่อน... มหาเทพหลินเฟย ท่านคิดจะไขประตูบานนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก 'เจ้าแห่งแดนรกร้าง' ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมรินสุราและเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 35
พันธสัญญาหมื่นปี
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!