กลิ่นอายโลหิตและไอพิษทมิฬคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน แผ่ซ่านปกคลุมหุบเขาหมื่นอสูรดั่งม่านหมอกแห่งความตาย
หลินเฟยยืนสงบนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน เบื้องล่างคือ ‘สำนักมารโลหิตสวรรค์’ ขุมกำลังอธรรมที่ใช้ชีวิตมนุษย์นับแสนสังเวยเพื่อบำเพ็ญวิชาสายมาร เขายกไหสุราขึ้นกระus ริมฝีปากหยักแย้มยิ้มเยาะหยัน น้ำสุราฤทธิ์แรงไหลรินผ่านลำคอ เพิ่มความร้อนรุ่มให้แก่เส้นชีพจรที่อัดแน่นด้วยลมปราณอันไร้ขอบเขต
ข้างกายเขา ไป๋หนิงเซียนสวมชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ นางมิได้ระคายเคืองต่อกลิ่นคาวเลือดแม้แต่น้อย ร่างระหงทอดมองลงเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปี กระบี่เซียนในมือเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า สะท้อนเงาจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
"เจ้าสำนักมารโลหิตมันซ่อนตัวอยู่ลึกที่สุดในค่ายกลพันอสูร เกรงว่าครั้งนี้พวกมันคงเตรียมต้อนรับพวกเราอย่างสมเกียรติแล้วนะครับ" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย ดวงตาคมกริบกวาดมองค่ายกลเบื้องล่างที่หมุนวนด้วยกลุ่มควันสีดำทมิฬ
"มารชั่วช้าสมควรตายพันครั้ง ไม่จำเป็นต้องเจรจาให้มากความ" ไป๋หนิงเซียนกล่าวเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นกลับกดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว รังสีดาบของนางแผ่พุ่งออกไปตัดภูเขาอีกลูกขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในพริบตา
"เช่นนั้น... เรามาเริ่มล้างบางความโสมมนี้ให้สิ้นซากกันเถอะครับ"
หลินเฟยสะบัดแขนเสื้อ ไหสุราในมือแตกสลายเป็นผุยผง หยาดสุราหยดสุดท้ายถูกดีดออกไปด้วยพลังปราณ ทะยานแหวกอากาศดั่งดาวตกพุ่งทะลวงเข้าใส่ค่ายกลมารเบื้องล่างทันที!
*ตูมมมม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว ค่ายกลป้องกันระดับบรรพกาลที่สำนักมารภาคภูมิใจนักหนา แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ภายในกระบวนท่าเดียว เศษซากศิลาและควันพิษตลบอบอวล เหล่ายอดฝีมือสำนักมารนับร้อยพากันทะยานร่างพุ่งออกมาจากสิ่งก่อสร้างเบื้องล่างด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวระคนกัน
"บังอาจ! ผู้ใดกล้าบุกรุกแดนชำระโลหิตของสำนักมารเรา!" เสียงคำรามดังกึกก้อง พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชราหลังค่อมสวมชุดคลุมสีเลือด ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น มันคือ "มารโลหิตกลืนนภา" ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักมาร ผู้มีตบะพลังอยู่ในขอบเขตราชันย์มารขั้นสมบูรณ์
เมื่อมันเห็นว่าเป็นเพียงชายหนุ่มถือไหสุราและสตรีชุดขาวเพียงสองคน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอัปลักษณ์ "ฮ่าๆๆ มดปลวกจากไหนกัน กล้าดียังไงถึงมาหาที่ตายถึงที่นี่! จับพวกมันมาถลกหนังแล้วเอาเลือดไปเซ่นไหว้กระบี่โลหิตซะ!"
สิ้นคำสั่ง ศิษย์มารนับพันคนต่างชักอาวุธพุ่งเข้าประจันหน้าดั่งฝูงตั๊กแตนปาทาน ไอสังหารแผ่ซ่านจนท้องฟ้ามืดครึ้ม
หลินเฟยถอนหายใจยาวนาน สายตาเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย "คนพวกนี้มักไม่เจียมตัวเสมอ... หนิงเซียน เจ้าจัดการทางซ้าย ข้าจัดการทางขวา ดีหรือไม่ครับ?"
"ตกลง" ไป๋หนิงเซียนตอบรับสั้นๆ
ร่างของนางพุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าสีคราม กระบี่เซียนในมือวาดลวดลายงดงามราวกับเทพธิดากำลังร่ายรำ แต่ทุกคราที่แสงกระบี่พาดผ่าน ร่างของเหล่าศิษย์มารนับสิบก็ถูกแช่แข็งกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งสีเลือด ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองธุลีโดยไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง ความเย็นเยือกจากเขตแดนเซียนของนางแผ่ขยายออกไปรัศมีร้อยลี้ ปิดกั้นการหนีรอดของพวกมันทั้งหมด
ในขณะเดียวกัน หลินเฟยเคลื่อนไหวอย่างไร้รูป
เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ เพียงแค่ใช้มือเปล่าสะบัดคราหนึ่ง คลื่นกระบี่ไร้ลักษณ์นับหมื่นสายก็ระเบิดออกรอบทิศทาง ทุกย่างก้าวที่เขาเดินผ่าน เหล่ายอดฝีมือสำนักมารต่างกระอักเลือดสดๆ ออกมาแล้วล้มลงขาดใจตายทันทีโดยไม่รู้ตัวว่าถูกสังหารด้วยเคล็ดวิชาใด ความต่างชั้นของพลังดั่งฟ้ากับเหว ทำให้การบุกรังมารครั้งนี้กลายเป็นการสังหารหมู่ฝ่ายเดียวอย่างแท้จริง
มารโลหิตกลืนนภาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างลั่นเอี๊ยด "เจ้า... พวกเจ้าเป็นใครกันแน่! ขอบเขตเซียน... นี่เจ้าบรรลุถึงขอบเขตเซียนแท้จริงแล้วหรือ!"
หลินเฟยหยุดฝีเท้าลง ห่างจากร่างของมารโลหิตเพียงสามก้าว เขายกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายคมปลาบดั่งดารา "ข้าเป็นใครไม่สำคัญหรอกครับ... สำคัญที่ว่า วันนี้สำนักมารโสมมแห่งนี้ จะต้องถูกลบออกจากแผนียุทธภพอย่างถาวร"
"อวดดีนัก!" มารโลหิตกลืนนภาคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง มันเผาผลาญโลหิตในกายเพื่อปลดปล่อยพลังวิชาลับขั้นสูงสุด ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นสามเท่า ไอพิษสีดำสนิททะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด กลายเป็นอสูรกายโลหิตขนาดยักษ์ที่ถือครองหอกกระดูกมาร พุ่งเข้าใส่หลินเฟยด้วยความเร็วเหนือเสียง!
*เปรี้ยง!*
แรงปะทะทำให้ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน พื้นดินแยกตัวออกเป็นเหวลึกนับพันเมตร ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
เมื่อฝุ่นควันจางลง ภาพที่ปรากฏทำให้มารโลหิตกลืนนภาต้องหยุดชะงักด้วยความสิ้นหวัง
หลินเฟยยังคงยืนอยู่ที่เดิม เสื้อผ้าไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน นิ้วชี้ข้างเดียวของเขาแตะอยู่ที่ปลายหอกกระดูกมารของมันอย่างแผ่วเบา แต่พลังทั้งหมดกลับถูกหยุดยั้งไว้ได้อย่างสมบูรณ์
"วิชามารกระจ้อยรlต... คิดว่าจะเทียบชั้นกับวิถีฟ้าดินได้หรือครับ?" หลินเฟยเอ่ยเสียงนุ่ม
เขาสะบัดนิ้วเบาๆ
*ปัง!*
แรงสะท้อนกลับมหาศาลพุ่งย้อนเข้าหาร่างของมารโลหิตกลืนนภาในพริบตา ร่างยักษ์ของมันแหลกสลายกลายเป็นหมอกเลือดทันที ไร้ซึ่งโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง
การตัดสินใจล้างบางสำนักมารในวันนี้ ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ลงแล้ว...
ทว่า ทันใดนั้นเอง ท้องนเหนือสำนักมารที่ควรจะสงบลง กลับมืดครึ้มลงอีกครั้งอย่างกะทันหัน เมฆหมอกสีดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันกลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ สายฟ้าสีทองคำและสีเลือดฟาดผ่าลงมาพร้อมกัน ส่งเสียงคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งสามภพ
ไป๋หนิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางทะยานร่างกลับมาเคียงข้างหลินเฟย นัยน์ตาส่งประกายความกังวล "หลินเฟย... พลังนี้ไม่ใช่ของสำนักมาร"
หลินเฟยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาจริงจังเป็นครั้งแรก เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่กำลังกดทับลงมาจากเบื้องบน
จากหลุมดำบนท้องฟ้า ร่างเงาลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาทีละก้าว ย่างก้าวของมันเหยียบบนความว่างเปล่าราวกับเดินบนพื้นดิน และทุกครั้งที่มันก้าว อาณาเขตสวรรค์และปฐพีก็สั่นสะเทือนดั่งจะแตกดับ
"ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมาจนได้นะ... อดีตสหายเก่า" หลินเฟยเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ขณะที่มือขวาค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ที่ข้างเอว
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมรินสุราและเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 36
บุกรังมาร
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!