วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 6

กระบี่แรกเริ่ม

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"เด็กน้อย... เจ้าคิดจริงหรือว่า กิ่งไม้ผุๆ ท่อนนั้น จะต้านทานกระบี่เก้าสุริยันต์ของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยได้?" เสียงหัวسเราะเยาะหยันดังสะท้านก้องลานฝึกยุทธ์ แววตาของ "จ้าวเทียนหลง" ศิษย์เอกสายตรงเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารและรังสีอำมหิต รอบกายเขาปรากฏไอพอดำทมิฬแผ่พุ่งออกมาเป็นระลอก บ่งบอกถึงการบรรลุขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่แปดอย่างเต็มตัว ในมือของมันคือกระบี่เหล็กกล้าชั้นดีที่ผ่านการอาบโลหิตอสูรมานับไม่ถ้วน คมดาบเปล่งประกายสีครามเยียบเย็น สะท้อนเงาร่างของหลินเฟยที่ยืนถือเพียงกิ่งไม้แห้งๆ ไร้ซึ่งประกายปราณใดๆ ห่อหุ้ม ราวกับบัณฑิตตกอับผู้ไม่ประสีประสาต่อวิชาบู๊ หลินเฟยมิได้ตอบคำถาม เขายกไหสุราในมือซ้ายขึ้นกระดกอึกใหญ่ รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอแผ่ซ่านลงสู่ตันtian (จุดตันเถียน) ปลุกพลังปราณโบราณที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่คมปลาบดั่งเหยี่ยวเวหาเหลือบมองกิ่งไม้ในมือขวา รอยยิ้มมุมปากเย้ยหยันปรากฏขึ้นเล็กน้อย... สรรพสิ่งบนโลกหล้าล้วนไร้แก่นสาร กระบี่อยู่ที่ใจ ไร้กระบี่คือเหนือกว่ากระบี่ เหตุใดต้องใช้ศาสตราวุธชั้นยอด ในเมื่อฟ้าดินนี้ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบได้ทุกลมหายใจ "กระบี่เก้าสุริยันต์งั้นหรือ? น่าเสียดายนัก... ที่เจ้าเรียนมาแค่รูปแบบ หาได้ซาบซึ้งถึงจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่ไม่" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานลึกดั่งระฆังทองจากห้วงหุบเขา "สามหาว!" จ้าวเทียนหลงคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรออกจากแหล่ง พลังปราณทั้งหมดถูกอัดแน่นลงที่ปลายกระบี่ เกิดเป็นเสียงหวีดหิวของลมฟ้าอากาศที่ถูกฉีกกระชาก "วิชากระบี่เพลิงสุริยันต์ ทลายดารา!" พริบตานั้น ประกายแสงสีชาดสว่างวาบทั่วท้องฟ้า รัศมีกระบี่แผ่ขยายกว้างนับสิบวา กดดันจนเหล่าศิษย์สำนักรอบด้านต้องถอยร่นด้วยความหวาดกลัว แรงกดดันมหาศาลบดขยี้พื้นศิลาจนแตกละเอียดเป็นผุยผง ทุกผู้คนต่างกลั้นหายใจ คิดว่าหลินเฟยคงกลายเป็นเนื้อบดใต้คมกระบี่ในเสี้ยววินาทีนี้อย่างแน่นอน ทว่า... ในห้วงเวลาที่ความเป็นความตายห่างกันเพียงเส้นผม หลินเฟยกลับหลับตาลงชั่วพริบตา โลกทั้งใบราวกับหยุดนิ่ง เสียงลมหายใจของตนเอง เสียงหยดสุราที่ไหลรินจากมุมปาก และเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสอดประสานกับชีพจรของผืนแผ่นดิน ความเงียบสงบอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากร่างผอมบาง เขาก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าครึ่งก้าวอย่างนุ่มนวล ท่วงท่าราวกับเซียนเมามายกำลังร่ายรำบทกวีใต้แสงจันทร์ หาใช่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดไม่ *ฉับพลัน!* กิ่งไม้แห้งในมือของหลินเฟยพลันเรืองแสงสีทองเรื่อๆ ออกมาวับหนึ่ง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่สะสมมาจากการดื่มสุราและกลั่นกรองวิถีเซียนนับพันปีถูกปลดปล่อยออกมาเพียงหนึ่งส่วนสี่ ทว่ากลับทรงพลังราวกับมหาสมุทรที่พลิกคว่ำผืนฟ้า เขายกแขนขึ้นตวัดกิ่งไม้ในมือออกไปอย่างไม่รีบร้อน เป็นการตวัดที่เรียบง่าย ไร้ลีลาพิสดาร ทว่ากลับครอบคลุมทุกจุดอับสายตาของกระบี่เพลิงสุริยันต์อย่างสมบูรณ์แบบ *เปรี้ยง! เสียงระเบิดดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน!* คลื่นกระแทกมหาศาลกระจายตัวเป็นวงกว้าง ซัดร่างของเหล่าศิษย์รอบด้านกระเด็นไปคนละทิศละทาง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ จ้าวเทียนหลงที่มั่นใจในพลังของตนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลน เมื่อพบว่ากระบี่เหล็กกล้าในมือของตนมิได้ปะทะเข้ากับเหล็กไหล แต่มันกลับหยุดชะงักลงกลางอากาศราวกับชนเข้ากับกำแพงภูเขาคีรีที่ไม่มีวันพังทลาย "เป็นไปไม่ได้! เจ้า... เจ้าใช้เคล็ดวิชาอันใดกัน!?" จ้าวเทียนหลงแผดเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ขาสั่นเทาจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสปราณอันคมกริบที่กำลังทะลวงผ่านคมกระบี่ของตนเข้ามาสู่ร่าง ในระยะประชิดนั้นเอง ไป๋หนิงเซียนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนระเบียงตำหนักสูง นางไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ใบหน้างามล้ำเลิศที่เยชาดุจน้ำแข็งไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับมีประกายความอ่อนโยนฉายแวบผ่านนัยน์ตาคู่สวย นางจ้องมองแผ่นหลังของหลินเฟยด้วยความลุ่มหลงในหัวใจ *'คนผู้นี้... ต่อให้เผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ก็คงยังคงถือไหสุราก้าวเดินไปอย่างไม่สะทกสะท้านกระมัง'* นางคิดในใจ พลางกระชับกระบี่เซียนน้ำแข็งในมือแน่นขึ้น พร้อมจะลงมือสังหารทุกคนทันทีหากหลินเฟยเพลี่ยงพล้ำ "วิชากระบี่ของสำนักเจ้า ดีงามทุกอย่าง... น่าเสียดายที่ผู้ถือครองมัน ไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งวิถี" หลินเฟยลืมตาขึ้น ดวงตาสะท้อนประกายแสงสีทองอร่าม เขากระดกสุราเข้าปากอีกคำหนึ่ง ก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ ส่งแรงกระแทกครั้งสุดท้ายผ่านกิ่งไม้ในมือ *กรอบแกรบ!* เสียงเหล็กกล้าชั้นดีแตกละเอียดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน กระบี่เหล็กของจ้าวเทียนหลงหักสะบั้นออกเป็นเสี่ยงๆ เศษเหล็กกระจายว่อนราวกับหิมะโปรยปราย แรงกระแทกมหาศาลซัดร่างของจ้าวเทียนหลงกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกกับผนังศิลาเบื้องหลัง กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตจนย้อมพื้นดินให้กลายเป็นสีชาด สติของมันดับวูบลงในทันที ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานฝึกยุทธ์อีกครั้ง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจดัง แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสที่แอบซุ่มดูอยู่เบื้องหลังม่านเมฆยังต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดผวา การใช้กิ่งไม้หักๆ เอาชนะกระบี่เหล็กกล้าในกระบวนท่าเดียว นี่มันไม่ใช่ระดับที่มนุษย์ทั่วไปจะทำได้แล้ว! หลินเฟยโยนกิ่งไม้ในมือทิ้งอย่างไม่ไยดี เขายกมือขึ้นเช็ดคราบสุราที่มุมปากด้วยหลังมือ แววตากวาดมองไปรอบๆ อย่างเกียจคร้าน ก่อนจะเอ่ยปากพูดประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องหนีบหัวใจไว้ด้วยความตกใจ "หากหมดธุระแล้ว ข้าขอตัวไปนอนต่อ... อ้อ เกือบลืมไป" หลินเฟยหยุดเดิน ชำเลืองมองไปยังทิศทางหนึ่งของยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกหนา "พวกที่แอบซุ่มดูอยู่บนนั้น หากยังไม่อยากให้กระบี่ในมือของข้าเปลี่ยนเป้าหมาย... ก็ไสหัวออกไปให้พ้นซะ!" สิ้นคำพูดของหลินเฟย ท้องฟ้าเบื้องบนพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปเกลียวพายุขนาดยักษ์ สายฟ้าสีม่วงเข้มแลบแปลบปลาดยอดเขา พร้อมกับแรงกดดันระดับสวรรค์ที่กดทับลงมาจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น และในวินาทีที่ทุกคนกำลังแตกตื่นกับปรากฏการณ์ประหลาดนั้นเอง เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายกระบี่โบราณ ก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ พร้อมกับเสียงหัวسเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงเข้าไปถึงขั้วหัวใจของทุกคน "ฮ่าๆๆ... สมคำร่ำลือจริงๆ หลินเฟย... ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าพบเสียที... เจ้าสำนักกระบี่โลหิต!" ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%