วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 5

พบพานโฉมงามที่เย็นชา

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
ประกายแสงสีเงินยวดยวงวาดผ่านความมืดมิดดุจดาราตกจากฟากฟ้า เสียงโลหะปะทะกันกังวานสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ แรงสั่นสะเทือนจากการปะทะกันระหว่างปราณกระบี่อันเกรี้ยวกราดและพลังทลายฟ้าดินแผ่ขยายเป็นวงกว้าง จนต้นไม้อายุหลายพันปีรอบบริเวณนั้นต่างหักโค่นลงในพริบตา เงาร่างในชุดคลุมสีเงินปักลายดาราหัวเราะเยาะด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนบาดลึกถึงกระดูก "สามพันปีผ่านไป เจ้าก็ยังคงโง่งอมเช่นเดิม หลินเฟย... คิดว่าการซ่อนตัวอยู่ในแดนมนุษย์จะทำให้เจ้าหลุดพ้นจากเงื้อมมือของสำนักกระบี่สวรรค์ได้กระนั้นหรือ?" หลินเฟยไม่แม้แต่จะชายตามองรอยแผลเป็นบนหน้าผากของอีกฝ่าย ริมฝีปากที่ได้รูปยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่นคมกริบฉายแววเย้ยหยัน มือข้างหนึ่งยกไหสุราขึ้นกระดกอึกใหญ่ กลิ่นหอมกรุ่นของสุราทิพย์รินรดผ่านลำคอท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในบรรยากาศ "คนตายก็ควรสงบปากสงบคำอยู่ในหลุมศพของตนเอง เจ้าหมาป่าตกอับ... สุนัขรับใช้ที่ถูกนายทิ้งขว้างเช่นเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาเห่าหอนต่อหน้ามหาเทพเช่นข้า?" สิ้นคำพูดของหลินเฟย บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นดั่งน้ำแข็งพันปี ไอสังหารพวยพุ่งออกจากร่างของเขาจนมقหมอกสีขาวรอบด้านระเหยกลายเป็นไอในพริบตา ร่างของเขาก้าวออกไปเพียงหนึ่งก้าว แต่กลับปรากฏกายเบื้องหน้าเงาร่างชุดเงินดุจภูตผี *ชิ้ง!* เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังสะท้านสะเทือน คมดาบไร้ลักษณ์กรีดผ่านอากาศด้วยความเร็วจนเกิดเสียงคำรามของสายฟ้าฟาดฟันลงมา ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเดียวกันย่อมมองไม่ทันด้วยซ้ำว่ากระบวนท่านี้ถูกใช้ออกไปอย่างไร เงาร่างชุดเงินเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันยกกระบี่ขึ้นตั้งรับแทบไม่ทัน แรงปะทะมหาศาลทำให้กระบี่ในมือของมันร้าวรานจนเกิดรอยแตกละเอียด ทว่า เป้าหมายของหลินเฟยหาใช่การสังหารเจ้าสุนัขรับใช้ตัวนี้ในทันทีไม่ สายตาของหลินเฟยเหลือบไปเห็นเงาร่างระหงที่คุ้นเคยในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นางกำลังคุกเข่าลงกับพื้นดิน ศีรษะเอียงพิงโขดหินใหญ่ ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น ที่หน้าอกของนางมีกระบี่มารโลหิตปักคาอยู่ หยดเลือดสีแดงสดไหลซึมผ่านเนื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์จนกลายเป็นดอกไม้สีชาดที่น่าเวทนา "หนิงเซียน!" หัวใจของหลินเฟยกระตุกวูบ ความรู้สึกเยือกเย็นที่เคยมีมาตลอดสามพันปีพลันถูกเผาผลาญด้วยเพลิงโทสะอันไร้ขอบเขต ปราณเทพโบราณที่หลับใหลอยู่ภายในตันเถียนระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม ท้องฟ้าเหนือศีรษะที่เคยโปร่งใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เมฆฝนคะนองก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับสายฟ้าสีม่วงเข้มที่แล่นแปลบปลาบอยู่บนยอดเขา ไป๋หนิงเซียนปรือตาขึ้นช้าๆ นางมองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยความกังวลของบุรุษผู้เป็นเจ้าของหัวใจ มุมปากที่ซีดเซียวของนางฝืนยิ้มออกมาบางเบา นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเย็นชาและหยิ่งทะนงต่อโลกหล้า บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความตัดพ้อ "ท่าน... เหตุใดจึงโง่เขลาตามข้ามา..." เสียงของนางแหบพร่าและสั่นเครือ ร่างกายที่บำเพ็ญเพียรมานับหมื่นปีบัดนี้อ่อนแอราวกับสตรีสามัญชน "ที่นี่... เป็นกับดักของพวกมัน..." "ต่อให้เป็นขุมนรกโลกันตร์ หากเจ้าอยู่ที่นั่น ข้าก็จักแผดเผานรกนั้นให้ราบคาบ" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่จริงจังอย่างยิ่งยวด มือหนาเอื้อมไปโอบประคองร่างอันบอบบางของนางขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับนางคืองานแกะสลักหยกอันเปราะบางที่สุดในใต้หล้า "ฮ่าๆๆ ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากเงาร่างชุดเงิน แม้กระบี่ในมือจะแตกละเอียด แต่มันยังคงแย้มยิ้มอย่างชั่วร้าย มือข้างหนึ่งสะบัดออก ปรากฏระเบียบอักขระมารสีดำนับพันสายพุ่งเข้าปิดล้อมพื้นที่รอบตัวของทั้งสองคนไว้ "หลินเฟย ต่อให้เจ้าเก่งกาจเพียงใด แต่ในค่ายกลพันศัสตราชิงวิญญาณนี้ แม้แต่เทพสวรรค์ก็ยังต้องสลายกลายเป็นเถ้าธุลี! วันนี้คือวันตายของพวกเจ้าสองคน!" อักขระมารสีดำสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน พื้นดินใต้เท้าเริ่มปริแตก ไອพิษสีเขียวเข้มพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยก กลิ่นอายความตายแผ่ขยายเข้ากัดกร่อนร่างของไป๋หนิงเซียนอย่างรวดเร็ว จนริมฝีปากของนางเริ่มกลายเป็นสีดำคล้ำ หลินเฟยขบกรามแน่น ไอสังหารในแววตาวับวาวขึ้น เขาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนต่อค่ายกลตรงหน้าแม้แต่น้อย มือข้างหนึ่งยังคงถือไหสุราไว้มั่น เขายกมันขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดหยดสุดท้าย ก่อนจะปาไหดินเผานั้นทิ้งลงบนพื้นจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ "รนหาที่ตาย..." หลินเฟยพึมพำเบาๆ แต่ทว่าก้องกังวานไปทั่วผืนป่า ร่างกายของเขาส่องประกายแสงสีทองอร่ามดุจทองคำแท้บริสุทธิ์ ปราณเทพที่ถูกผนึกไว้ในร่างถูกปลดปล่อยออกมาจนเกิดแรงกดดันมหาศาลกดทับให้อักขระมารรอบด้านถึงกับสั่นสะท้านและเริ่มปริแตกออกทีละนิด เขาวาดมือขึ้นกลางอากาศ ปราณกระบี่สี่สายพุ่งทะยานออกไปสี่ทิศทางดุจพยัคฆ์คำราม ทะลวงทะลุผ่านค่ายกลพันศัสตราชิงวิญญาณจนแหลกละเอียดไม่เป็นท่าในกระบวนท่าเดียว! เงาร่างชุดเงินเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด กระอักเลือดออกมาคำโตเมื่อค่ายกลสะท้อนกลับ มันก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "เป็นไปไม่ได้... พลังของเจ้า... เหตุใดจึงยังหลงเหลืออยู่มากถึงเพียงนี้!" หลินเฟยไม่ชายตามองมันอีกต่อไป เขาก้มลงอุ้มร่างของไป๋หนิงเซียนขึ้นแนบอก ก่อนจะก้าวเดินผ่านร่างของมันไปราวกับมันเป็นเพียงธาตุอากาศ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เย็นยะเยือกถึงขั้วหัวใจ "เก็บแรงของเจ้าไว้... ไปรออยู่บนเส้นทางเหลืองเถอะ" ทันทีที่เขากล่าวจบ ร่างของเงาร่างชุดเงินก็พลันปรากฏรอยกระบี่เส้นบางๆ พาดผ่านกลางลำตัว ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกแยกออกเป็นสองส่วนและสลายกลายเป็นฝุ่นผงหายไปกับสายลม หลินเฟยอุ้มไป๋หนิงเซียนทะยานร่างหายลับไปจากความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงร่องรอยการต่อสู้ที่พินาศยับเยินและกลิ่นอายปราณเทพอันทรงพลังที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทว่า ในขณะที่หลินเฟยกำลังจะพาไป๋หนิงเซียนหลุดพ้นจากเขตแดนรกร้างนั้นเอง จู่ๆ ท้องฟ้าเบื้องหน้าก็มืดสนิทลงในพริบตา มิติรอบด้านบิดเบี้ยวจนเกิดเป็นรอยแยกสีดำสนิท ปรากฏเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ทำให้หัวใจของหลินเฟยต้องกระตุกวูบ "หลินเฟย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาถึงจุดนี้ จะทำให้เจ้าพ้นจาก 'ประกาศิตทัณฑ์สวรรค์' ได้?" ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพนี้ด้วยกันนะครับ *เซียนสุราเมามาย*
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%