"ความตาย... ก็เป็นเพียงหยดสุราที่รินลงพื้นดินจนหมดจดไห มิใช่หรือ?"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายสุราหมักหมื่นปีคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่เริ่มระเหยขึ้นสู่บรรยากาศ เบื้องหน้าของหลินเฟยคือค่ายกลโลหิตหมื่นศพที่ถูกแผดเผาจนมอดไหม้เป็นจุล ร่างของหลินเฟยในชุดคลุมสีขาวพาดทับด้วยอาภรณ์สีครามเข้มสะบัดตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในมือขวาของเขาถือไหสุราหยกขาวที่พร่องน้ำไปครึ่งหนึ่ง ส่วนมือซ้าย... วางอยู่บนด้ามกระบี่บินที่ยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ในฝัก
เบื้องหน้าของชายหนุ่มคือ "ผู้อาวุโสตาบอด" แห่งสำนักกระบี่มารโลหิต นัยน์ตาที่บอดสนิททั้งสองข้างของมันหาได้ลดทอนความน่าสะพรึงกลัวลงไม่ กลับกัน มันคือสัญลักษณ์แห่งความตายที่คร่าชีวิตผู้ฝึกตนมานับไม่ถ้วนด้วย "เนตรจิตโลหิต" ที่มองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้แห่งวิญญาณ
"หลินเฟย... เจ้าคิดว่าการที่เจ้าเหยียบย่างเข้ามายังแดนสังหารโลหิตแห่งนี้ จะทำให้เจ้ามีทางรอดกลับออกไปพร้อมกับนังปีศาจสาวผู้นั้นอย่างนั้นรึ?" ผู้อาวุโสตาบอดเอ่ยขึ้น เสียงของมันแหบแห้งราดรดด้วยไอพิษ ริมฝีปากแห้งผากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม ร่างกายผอมแห้งราวกับซากศพเดินได้เริ่มแผ่พุ่งปราณมารสีเลือดทึบออกมาจนมิติรอบกายบิดเบี้ยว
ไป๋หนิงเซียนที่ยืนอยู่เบื้องหลังในระยะห่างออกไป นางสวมชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนผู้สูงส่ง ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติประดับด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ทว่านัยน์ตากลับทอประกายความห่วงใยยามที่มองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม นางไม่ได้กล่าววาจาใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เพราะนางรู้ดีว่า... ในยามที่หลินเฟยถือไหสุราและจับด้ามกระบี่ โลกหล้าเบื้องหน้าย่อมไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์กำหนดชะตากรรมของเขาได้แม้แต่เงาของสวรรค์
"ความตายที่ไร้ความหมาย..." หลินเฟยพึมพำเบาๆ พร้อมกับยกไหสุราขึ้นจิบอีกครา ดวงตาคมปลาบสีดำสนิทราวกับห้วงจักรวาลทอดมองไปยังร่างผอมแห้งเบื้องหน้า "นั่นคือสิ่งที่เจ้ามอบให้แก่ผู้คนนับหมื่นในสำนักย่อยเหล่านั้น เพื่อแลกกับการบรรลุเคล็ดวิชาเดรัจฉานอันน่าสมเพชนี้สินะ ผู้อาวุโส... เจ้าใช้เวลาสามร้อยปีในการควBความมมืดมิด แต่วันนี้ ข้าจะใช้เวลาเพียงกระบี่เดียว เพื่อสอนให้เจ้ารู้จักความหมายที่แท้จริงของการสูญสิ้น"
สิ้นคำพูด ร่างของผู้อาวุโสตาบอดก็หายวับไปจากจุดเดิม ความเร็วนั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ แผ่นดินใต้เท้าแตกร้าวเป็นรอยแยกนับพันสายในพริบตาเดียว ดรรชนีโลหิตพุ่งตรงเข้าใส่จุดชีพจรหัวใจของหลินเฟยด้วยแรงกดดันที่สามารถบดขยี้ภูเขาให้กลายเป็นผุยผงได้ในคราเดียว
ทว่า หลินเฟยหาได้ขยับเขยื้อนกายหนีไม่
เขายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ปล่อยให้สายลมปราณมารพัดกระชากเรือนผมสีดำสนิทจนปลิวไสว ในเสี้ยววินาทีที่ดรรชนีโลหิตอยู่ห่างจากอกเสื้อเพียงไม่ถึงชุ่น นัยน์ตาของหลินเฟยก็ทอประกายคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากเตาหลอม
*แกร๊ก...*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงเบาหวิว ราวกับเสียงน้ำค้างหยดลงบนใบบัว แต่มันกลับก้องกังวานลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทุกตนในรัศมีร้อยลี้ ท้องนภาที่เคยปลอดโปร่งพลันถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีครามเข้ม สายฟ้าคำรามกึกก้องผสานกับเสียงกวีบทโบราณที่ลอยล่องมาจากที่ใดไม่มีใครล่วงรู้
นั่นคือ "วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สยบฟ้าดิน"
แสงกระบี่สีครามประกายทองสว่างวาบขึ้นเพียงครั้งเดียว ตัดผ่านความมืดมิดของห้วงมิติราวกับเส้นด้ายบางเบาที่เฉือนผ่านกระดาษ
เวลาคล้ายหยุดนิ่ง
ผู้อาวุโสตาบาดยังคงค้างท่าทางพุ่งทะยาน ร่างกายของมันหยุดชะงักกลางอากาศ นัยน์ตาที่บอดสนิทของมันเบิกกว้างขึ้นอย่างช้าๆ รอยขีดสีแดงบางเฉียบปรากฏขึ้นกลางหน้าผาก ก่อนจะลามลงมาถึงกลางลำตัว ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนวิชามารอันแข็งแกร่งมานับร้อยปีบัดนี้กลับแยกออกเป็นสองส่วนอย่างสมบูรณ์อย่างไร้เสียงกรีดร้อง
โลหิตไม่ทันได้ทะลักออกด้วยซ้ำ เพราะความเร็วและอานุภาพของกระบี่ได้แผดเผาทุกอณูหยาดโลหิตและวิญญาณของมันให้สลายกลายเป็นไอหมอกสีขาวไปเสียแล้ว
หลินเฟยสะบัดกระบี่เบาๆ เก็บมันกลับเข้าสู่ฝักอย่างนุ่มนวล ไหสุราในมือขวายังคงถูกยกขึ้นดื่มต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ร่างของผู้อาวุโสตาบอดร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและไอสังหารที่ค่อยๆ จางหายไปตามสายลม
ไป๋หนิงเซียนก้าวเดินเข้ามาใกล้ ชายผ้าสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามแรงลม นางเงยหน้าขึ้นมองสบตากับชายหนุ่ม แววตาเย็นชาคู่นั้นอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด "ท่านดื่มมากเกินไปแล้ว..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเจือความห่วงใยที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน
"สุราดี... ย่อมต้องดื่มกับยามที่โลหิตของมารชั่วหลั่งรินจึงจะรสชาติกลมกล่อมที่สุด หนิงเซียน เจ้าว่าจริงหรือไม่?" หลินเฟยแย้มยิ้มบางเบา นัยน์ตากรุ้มกริมเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เช่นเดิม ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปโอบไหล่บางของนาง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็พลันแข็งค้างลง
แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใด ท้องฟ้าที่เพิ่งสงบลงกลับกลายเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต เมฆหมอกรวมตัวกันเป็นรูปใบหน้ายักษ์ขนาดมหึมาที่จ้องมองลงมาจากเบื้องบน และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... กลิ่นอายปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหน้านั้น ไม่ใช่ระดับของผู้อำนาจในยุทธภพทั่วไป แต่มันคือ "ปราณเซียนแท้จริง" จากแดนเบื้องบนที่ถูกส่งลงมาเพื่อล้างบางผู้ฝืนลิขิตฟ้า!
และน้ำเสียงเยือกเย็นกังวานใสที่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าอันไร้ขอบเขต ก็ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติที่เปิดออก...
"หลินเฟย... เจ้าบังอาจสังหารทูตสวรรค์แห่งแดนประจิม โทษของเจ้า... คือการดับสูญชั่วนิรันดร์!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายหมอกและสุรานี้ไปกับข้าด้วยใจจริงครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 32
ความตายที่ไร้ความหมาย
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!