"ช่างเป็นกลิ่นอายที่... น่ารังเกียจเสียจริง"
สำเนียงทุ้มนุ่มทว่าเจือด้วยกระแสจิตสังหารอันเยียบเย็นลอยคว้างอยู่กลางโรงเตี๊ยมร้างริมชายแดนรกร้าง หลินเฟยมิได้ขยับกาย เขายังคงนั่งเอกเขนกอยู่บนม้านั่งไม้ผุพัง มือข้างหนึ่งถือไหสุราหมักปีศาจที่ส่งกลิ่นหอมฉุนรัญจวนใจ ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับหรี่ลงเหลือเพียงครึ่งส่วน จ้องมองไปยังร่างของชายชุดคลุมสีเทาเข้มที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
ลมปราณรอบกายของแขกผู้มาเยือนแผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุหมุน มันคือไอพลังที่กดดันให้มวลอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของหลินเฟยกระตุกวูบมิใช่ความแข็งแกร่งระดับมหาปรมาจารย์ขั้นเก้า หากแต่เป็น 'กลิ่นอาย' เฉพาะตัวที่สลักลึกอยู่ลงในกระดูกดำ
กลิ่นอายของโลหิต... กลิ่นอายของผู้ที่เคยแทงกระบี่ทะลวงหัวใจเขาเมื่อสามร้อยปีก่อนในมหาศึกสะท้านฟ้า
"ไม่นึกเลยว่า... คนตายอย่างเจ้า จะยังมีปัญญาปีนกลับมาจากขุมนรกโลกันตร์ได้อีก"
เสียงหัวเราะแหบแห้งดังขึ้นจากลำคอของชายชุดเทา
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลากยาวจากหน้าผากพาดผ่านดวงตาข้างซ้าย รอยแผลนั้นบิดเบี้ยวจนน่ากลัว แต่นัยน์ตาข้างที่เหลืออยู่กลับเปล่งประกายความเหี้ยมเกรียมและแปลกใจระคนกัน
ไป๋หนิงเซียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขยับตัวเล็กน้อย นางไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ทว่าอุณหภูมิภายในรัศมีสเกลสิบจั้งกลับลดฮวบลงจนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนก่อตัวขึ้นบนพื้นไม้ ไอปราณแห่งแดนเซียนบริสุทธิ์ถูกรวบรวมไว้ที่ปลายนิ้วเรียวยาว พร้อมจะสะบั้นศีรษะของอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อหากมันบังอาจขยับตัวเข้าใกล้หลินเฟยมากกว่านี้
"หนิงเซียน... เก็บกระบี่ก่อน" หลินเฟยยกมือขึ้นห้ามปราม น้ำเสียงของเขาเรียบสนีย์ราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ปราศจากแรงลม แต่ผู้ใดที่รู้จักเขาดีย่อมรู้ว่า นี่คือความสงบก่อนที่พายุเพลิงจะแผดเผาทุกสิ่งให้กลายเป็นจุล
หลินเฟยค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน ความสูงและสัดส่วนของเขาดูสง่างามดั่งพญาอินทรีที่กำลังกางปีก ขาทั้งสองข้างก้าวเดินเข้าไปหาชายชุดเทาช้าๆ ทีละก้าว... ทุกย่างก้าวที่ประทับลงบนพื้นไม้ เกิดเสียง 'เอี๊ยดอาร์ด' ประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของบรรดาผู้ฝึกยุทธที่แอบซุ่มดูอยู่รอบนอก
"เจี้ยนอี้... สุนัขรับใช้แห่งสำนักกระบี่มารโลหิต" หลินเฟยเอ่ยชื่อนั้นออกมาทีละคำ น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยันแต่แฝงไว้ด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่แทบจะควบแน่นเป็นรูปธรรม "ข้าตามหาหัวของเจ้ามาสามร้อยปีเต็ม คิดไม่ถึงว่าวันนี้ เจ้าจะเดินมาซุกหัวตายถึงที่นี่เอง"
เจี้ยนอี้ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าแข็งค้าง แม้เขาจะจำหน้าของหลินเฟยไม่ได้ถนัดตาเนื่องจากกาลเวลาและสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป แต่พลังปราณที่กำลังแผ่ซ่านออกมาจากร่างของหลินเฟยในยามนี้... มันคือกลิ่นอายเดียวกันกับอดีตมหาเทพผู้เกรียงไกรที่เขาเคยร่วมมือกับพวกพ้องลอบสังหาร!
"วะ... วิถีกระบี่ดาราประจักษ์! เจ้าคือ... หลินเฟย!" เจี้ยนอี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่นในหัว สมองสั่งให้ถอยหนี ทว่าขาคู่นั้นกลับหนักอึ้งราcotถูกตรึงไว้ด้วยค่ายกลพลังจิตอันไร้รูป
"ถูกต้อง ข้าเอง"
หลินเฟยแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าเย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ เขายกไหสุราขึ้นซดอึกใหญ่ ปล่อยให้รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ก่อนจะสะบัดมือขวาเบาๆ —
*เคร้ง!*
กระบี่บินเล่มบางเฉียบที่ซ่อนอยู่หลังเอวพุ่งออกจากฝักด้วยความเร็วเหนือแสง เสียงคำรามของสายฟ้าและประกายไฟพวยพุ่งแหวกอากาศเข้าประชิดลำคอของเจี้ยนอี้ในชั่วพริบตาเดียว!
เจี้ยนอี้คำรามลั่น รีบชักกระบี่มารคู่กายขึ้นตั้งรับสุดกำลัง ปราณมารสีดำทะมิลปะทะเข้ากับปราณกระบี่สีครามจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนหลังคาโรงเตี๊ยมพังทลายลงมา เศษไม้และฝุ่นผงปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกันอย่างดุเดือดนั้นเอง แววตาของเจี้ยนอี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเจ้าเล่ห์ เขาซัดเม็ดยาอัคคีโลหิตเข้าปากเพื่อระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย ร่างของเขากลายเป็นเงาสมิงดำพุ่งทะลุผนังด้านหลังหนีออกไปอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี
"คิดจะหนีหรือ? ฝันไปเถอะ"
ไป๋หนิงเซียนแค่นเสียงเย็นชา ร่างของนางลอยละลิ่วขึ้นไปบนอากาศราวกับเทพธิดาไร้ลักษณ์ กระบี่เซียนประกายจันทร์ในมือวาบแสงเจิดจ้า เตรียมจะสะบั้นร่างของเจี้ยนอี้ให้ขาดเป็นสองท่อนจากเบื้องบน
"ช้าก่อน... หนิงเซียน ปล่อยให้มันไป" หลินเฟยเอ่ยขัดขึ้นเบื้องล่าง ดวงตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มลึกลับที่ซ่อนเร้นความหมายบางอย่างเอาไว้
ไป๋หนิงเซียนชะงักกระบี่กลางคัน นางตวัดสายตากลับมามองบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจด้วยความสงสัยระคนไม่เข้าใจ
หลินเฟยยกไหสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง หยาดสุราหยดหนึ่งไหลรินผ่านมุมปากลงสู่คอเสื้อ ทว่าสายตาของเขากลับมองทอดไกลไปยังทิศทางที่เจี้ยนอี้หลบหนี พร้อมกับเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ลอยไปกับสายลม
"ให้มันวิ่งหนีไปฟ้องเจ้านายใหญ่ของมัน... เพราะข้ากำลังรอให้พวกมัน 'รวมตัวกัน' เพื่อที่ข้าจะได้ฝังพวกมันลงหลุมพร้อมกันทีเดียว... ในคราวเดียวจบ"
ทว่า ในวินาทีที่หลินเฟยเอ่ยประโยคนั้นจบลง สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นความตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน เมื่อกระแสจิตสัมผัสอันทรงพลังสายหนึ่งพุ่งตรงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน —
มันไม่ใช่ปราณของเจี้ยนอี้... แต่เป็นปราณดาบระดับเทพเจ้าที่คุ้นเคยยิ่งกว่าใคร ประทับลงมาตรงหน้าพวกเขาพร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ: *"หลินเฟย... เจ้าคิดว่าการกลับมาครั้งนี้ เจ้าเป็นผู้ล่าอย่างนั้นหรือ? ผิดแล้ว... เจ้าเป็นเพียงเหยื่อที่เดินกลับมาเข้ากรงเท่านั้น!"*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายหมอกและสุรานี้ไปกับข้าด้วยใจจริงครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 31
ผู้ทรยศปรากฏกาย
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!