วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 12

เพลงกระบี่เมามาย

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
จอกกระเบื้องเคลือบสีนิลในมือของหลินเฟยสั่นระริกตามแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านมาจากสี่ทิศแปดทาง กลิ่นอายสังหารของเจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์แบบกำลังบดขยี้แผ่นศิลาโบราณใต้ฝ่าเท้าจนปริร้าวเป็นใยแมงมุม ทว่าชายหนุ่มกลับแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวทอประกายขี้เล่นระคนเย้ยหยัน ขณะที่ไหสุราข้างกายถูกยกขึ้นซดอีกอึกใหญ่ ปล่อยให้รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอแผ่ซ่านล้าง1ไอพิษที่คั่งค้างในชีพจร "เจ้ายังคงมีอารมณ์มาดื่มสุราอยู่อีกหรือ หลินเฟย" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยขึ้น ไป๋หนิงเซียนยืนสง่างามอยู่บนยอดเสาหินอัคคี อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน แม้นางจะแสดงท่าทีเยชาชาและสูงส่งเพียงใด แต่สายตาที่ทอดมองบุรุษเบื้องล่างกลับฉายแววห่วงใยและรuเรารzอย่างปิดไม่มิด นางรู้ดีว่าคู่ต่อสู้ในเงาหม่นเบื้องหน้านั้นมิใช่ยอดฝีมือทั่วไป หากแต่เป็นถึงผู้บัญชาการทัณฑ์สวรรค์ ผู้ถือครองเคล็ดวิชา 'สลายวิญญาณร้อยภพ' ที่แม้แต่เหล่าเซียนบรรพกาลยังต้องหวั่นเกรง "สุรารสเลิศ หากไร้ซึ่งบรรยากาศแห่งความเป็นความตาย ก็คงเป็นเพียงน้ำเปล่ากลิ่นข้าวหมักเท่านั้นเอง หนิงเซียน... เจ้าถอยไปก่อนเถอะ การร่ายรำครั้งนี้ เกรงว่าอาจจะเปื้อนเลือดของพวกมดปลวกเหล่านี้จนทำให้ชุดขาวของเจ้าแปดเปื้อนได้" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย เขาสลัดคราบมหาเทพผู้เกรียงไกรในอดีตทิ้งจนหมดสิ้น เหลือเพียงจอมยุทธ์ผู้รักอิสระและมีไหสุราเป็นสหายแท้ "บังAญ!" เสียงคำรามดังกึกก้องสะเทือนฟ้าดิน ผู้อาวุโสเงาพยัคฆ์แห่งสำนักกระบี่สวรรค์สะท้านโลกันตร์ก้าวออกมาจากม่านหมอก กระบี่โบราณในมือแผ่รังสีสีครามเข้มจนท้องนามืดครึ้ม "หลินเฟย เจ้าสังหารศิษย์เอกของข้า ทำลายรากฐานนิกาย ลบหลู่ลิขิตฟ้า วันนี้ ต่อให้เจ้ามีวิชากระบี่เทวะมาจากไหน ก็ต้องสังเวยชีวิตด้วยโลหิตของตนเอง!" สิ้นเสียง เงาร่างนับร้อยของผู้อาวุโสเงาพยัคฆ์ก็แยกย่อยออกเป็นค่ายกลกระบี่ 'ร้อยพยัคฆ์สังหารเซียน' พลังปราณกระบี่นับหมื่นสายพุ่งตรงเข้าหาหลินเฟยราวกับห่าฝนอัคคี ทุกอณูอากาศถูกบีบอัดจนแทบปริแตก หลินเฟยไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลัง มือขวาตวัดกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่เหลาขึ้นลวกๆ ขึ้นมารับมือ ปรัชญาแห่งกระบี่มิได้อยู่ที่ความคมของเนื้อเหล็ก หากแต่อยู่ที่เจตจำนงแห่งใจ! "หากวิถีฟ้าบอกว่าข้าผิด... ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้ สับเปลี่ยนฟ้าดินเสียใหม่!" *เคล็ดวิชาลึกลับที่ไม่มีใครเคยเห็น—เพลงกระบี่เมามาย* ถูกปลดปล่อยออกมาในวินาทีนั้นเอง! บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยน ท้องฟ้าที่ควรจะมืดครึ้มกลับปรากฏภาพลวงตาของสายธารสุราสายใหญ่ไหลทะลักลงมาจากสรวงสวรรค์ กลิ่นอายสุราเข้มข้นตลบอบอวลไปทั่ว ห้วงมิติรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่น หลินเฟยเคลื่อนไหวอย่างไร้รูปแบบ ร่างกายเซซ้ายขวาคล้ายคนเมาสุราอย่างหนัก ทว่าทุกย่างก้าวกลับสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของวัฏสงสารและธรรมชาติอย่างน่าประหลาด ผู้อาวุโสเงาพยัคฆ์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ค่ายกลกระบี่ร้อยพยัคฆ์ที่ภูมิใจนักหนากลับทะลวงผ่านความว่างเปล่าไปโดยไม่สามารถสัมผัสโดนชายหนุ่มได้เลยแม้แต่น้อย วิชากระบี่นี้ไม่มีท่าร่างตายตัว ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ดุจดังสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ดุจดังสายน้ำที่ไหลรินอย่างไร้ความยึดติด "นี่มัน... วิชาอันใดกัน! เคล็ดกระบี่สะท้านภพอันใด ไฉนจึงไร้ร่องรอยเช่นนี้!" ผู้อาวุโสเงาพยัคฆ์กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรกในชีวิต การโจมตีของเขาไม่ใช่การปะทะกับคน แต่เป็นการฟาดฟันใส่ความว่างเปล่าและภาพลวงตาอันงดงามที่แฝงไว้ด้วยคมมีดแห่งความตาย ไป๋หนิงเซียนที่มองอยู่บนยอดเสาหินถึงกับลมหายใจสะดุด ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความทึ่ง นางจดจำวิชานี้ได้เลาๆ จากตำนานโบราณที่สาบสูญ—นี่คือวิชาที่ผสานเอาเจตจำนงแห่งการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณเข้ากับพลังสังหารอันดุดัน เป็นวิชาที่หลินเฟยคิดค้นขึ้นในช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวที่สุดบนยอดเขาไร้รักในชาติภพก่อน และในตอนนี้ มันถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อท้าทายกฎแห่งสวรรค์ "รับกระบี่ที่สาม... เมามายชมจันทร์" หลินเฟยพึมพำเบาๆ ราวกับคนพوดพำคนเดียวในยามวิกาล ร่างของเขาลอยเคว้งคว้างขึ้นกลางอากาศ ท่ามกลางเงาจันทร์ที่สะท้อนอยู่ในจอกสุรา กระบี่ไม้ไผ่ในมือเปล่งแสงสีทองเรืองรองเจิดจ้า แผ่แรงกดดันที่ทำให้วิญญาณของทุกคนในรัศมีร้อยลี้สั่นสะท้าน ฉับพลัน! แสงกระบี่สายหนึ่งก็พาดผ่านคอหอยของผู้อาวุโสเงาพยัคฆ์อย่างแผ่วเบาราวกับสายลมพัดผ่านกิ่งหลิว ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีเลือดสาดกระเซ็น มีเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ค่ายกลกระบี่สลายตัวลงในพริบตา ร่างของยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่สวรรค์แข็งค้างอยู่กับที่ ดวงตาเบิกโพ้างDวศร้อยด้วยความตกตะลึง ก่อนที่รอยปริร้าวสีทองจะปรากฏขึ้นบนร่าง และสลายกลายเป็นละอองแสงหายลับไปกับสายลม ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่นับพันเมตร เหล่าศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์ที่เหลือต่างพากันคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ขาสั่นเทาจนแทบไม่สามารถทรงตัวได้ หลินเฟยเก็บกระบี่ไม้ไผ่เข้าฝักอย่างนิ่มนวล เขายกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ เช็ดมุมปากด้วยหลังมือลวกๆ แล้วหันไปส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับหญิงสาวผู้สูงศักดิ์บนยอดเสาหิน "เป็นอย่างไรบ้างหนิงเซียน เพลงกระบี่เมื่อครู่ พอจะทำให้เจ้าประทับใจในตัวว่าที่สามีคนนี้ขึ้นมาบ้างหรือไม่" ไป๋หนิงเซียนถอนหายใจเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ระคนโล่งอก นางกำลังจะเอ่ยปากตำหนิความทะนงตัวของเขา ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ต้องแข็งค้างทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนมหาศาลที่มาจากใจกลางมิติเบื้องบน ท้องฟ้าใสกระจ่างเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดในพริบตา เมฆทัณฑ์สวรรค์หนาทึบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดุจปีศาจกลายร่าง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นประสาทจนแก้วหูแทบแตก *เปรี้ยง!* สายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดเท่าลำต้นตาลฟาดผ่าลงมาจากรอยแยกมิติโดยไม่มีสัญญาณเตือน พุ่งตรงเข้าใส่จุดที่หลินเฟยยืนอยู่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าความคิด และในเสี้ยววินาทีวิกฤตินั้นเอง เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นขวางกั้นระหว่างสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์กับหลินเฟย พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังขึ้นข้างหูของชายหนุ่ม... "หลินเฟย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการตื่นขึ้นของเพลงกระบี่เมามาย จะรอดพ้นสายตาของ 'ผู้เฝ้ามองแห่งแดนบรรพกาล' ไปได้?" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%