กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนมากับสายลมราตรีที่พัดผ่านยอดไผ่เขียวขจี สำนักกระบี่เมฆาในยามวิกาลมิได้สงบเงียบอย่างที่ควรจะเป็น ความเงียบงันในครานี้กลับอัดแน่นไปด้วยไอสังหารที่ถูกกดทับไว้อย่างแนบเนียน ดุจผืนน้ำนิ่งสนิทที่เบื้องล่างซ่อนฝูงอสูรกายกระหายเลือดเอาไว้
หลินเฟยยกไหสุราขึ้นจิบรสชาติเผ็ดร้อนที่บาดลำคอเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองไปยังเงาร่างสีดำนับสิบที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างไร้สุ้มเสียงอยู่เบื้องล่าง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา
"พวกสุนัขรับใช้จากสำนักมารโลหิตนี่ช่างขยันขันแข็งเสียจริง ยามวิกาลเช่นนี้แทนที่จะนอนจำศีล กลับดั้นด้นมาเป็นปุ๋ยให้รากไผ่ถึงที่นี่"
น้ำเสียงของหลินเฟยราบเรียบ ทว่าก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง ไป๋หนิงเซียนที่ยืนอยู่เคียงข้างกันบนคานไม้เรือนพัก ภายใต้ชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนจำแลง มิได้ขยับกาย นางเพียงปรายตามองกลุ่มเงาดำเหล่านั้นด้วยแววตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี
"มดปลวกเหล่านี้ ต่อให้ยกมาทั้งสำนัก ก็ไม่คู่ควรให้ท่านต้องชักกระบี่หรอกกระมังพี่เฟย" ไป๋หนิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะดุจเสียงพิณสวรรค์ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหยียดหยันอย่างไม่ปิดบัง
"หนิงเซียน เจ้าก็ใจร้อนเกินไปแล้ว การชมละครฉากเล็กๆ ยามดึกเช่นนี้ ก็ถือเป็นการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการบำเพ็ญเพียรมิใช่หรือ?" หลินเฟยหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางหมุนไหสุราในมือเล่น
ในขณะเดียวกัน ที่เบื้องล่าง ณ ลานฝึกยุทธ์ของสำนักกระบี่เมฆา ผู้อาวุโสฝ่ายนอกนามว่า 'เฉินฮ่าว' กำลังยืนประสานมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เบื้องหน้าของเขาคือกลุ่มชายชุดดำสวมหน้ากากอสูรครึ่งซีก ปราณมารสีดำทมิฬแผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกมันจนทำให้ต้นหญ้าโดยรอบเหี่ยวเฉาลงในพริบตา
"พวกเจ้า... กล้าดียังไงถึงบุกเข้ามาถึงเขตชั้นในของสำนักกระบี่เมฆา!" เฉินฮ่าวเค้นเสียงคำรามต่ำ พยายามกดข่มความหวาดกลัวในใจเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังยุทธ์ระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ของผู้นำกลุ่มชายชุดดำ
ชายชุดดำผู้สวมหน้ากากอสูรหัวเราะเยาะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเสียดแก้วหู "เฉินฮ่าว เจ้าคิดว่าแผนการสกปรกที่เจ้าแอบติดต่อกับสำนักมารเพื่อขายศิลาวิญญาณและเคล็ดวิชาลับของสำนัก จะไม่มีใครล่วงรู้หรือ? วันนี้พวกเราไม่ได้มาเพื่อต่อกรกับเจ้า... แต่มาเพื่อ 'เก็บกวาด' พยาน"
เฉินฮ่าวใบหน้าซีดเผือดในทันที ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก "เจ้า... พวกเจ้าตระบัดสัตย์! ไหนว่าถ้าร่วมมือกันแล้วข้าจะได้เป็นถึงเจ้าสำนักคนต่อไป!"
"หึ คนโง่เขลาเช่นเจ้า สมควรตายตั้งแต่เกิดแล้ว"
สิ้นคำพูด เงาร่างสีดำก็พุ่งทะยานเข้าหาเฉินฮ่าวด้วยความเร็วราสายฟ้าแลบ ปราณมารแหลมคมพุ่งตรงเข้าเสียบทะลวงหัวใจของเฉินฮ่าวอย่างไร้ความปรานี เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมพื้นศิลาจนกลายเป็นสีชาด
บนหลังคาเรือน หลินเฟยทอดสายตาชมเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตานิ่งสงบ ไร้ซึ่งความเวทนาหรือความตกใจ
"คนทรยศ ย่อมมีจุดจบเช่นนี้เสมอ" หลินเฟยพึมพำเบาๆ
ทว่า ในวินาทีที่เฉินฮ่าวล้มลงสิ้นใจ ผู้นำชุดดำกลับหันหน้าขึ้นมามองตรงยังจุดที่หลินเฟยและไป๋หนิงเซียนยืนอยู่ ดวงตาสสีแดงฉานภายใต้หน้ากากอสูรเปล่งประกายความเหี้ยมเกรียม มันรู้ตัวตั้งนานแล้วว่ามีคนแอบดูอยู่!
"หนูสกปรกคู่ไหน กล้าแอบดูการชำระล้างของสำนักมารโลหิต!" ผู้นำชุดดำคำรามลั่น พร้อมทั้งสะบัดมือซัดลูกดอกเคลือบพิษนับสเปรย์พุ่งแหวกอากาศเข้ามาหาทั้งสองด้วยความเร็วสูง
หลินเฟยถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่าย เขาไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ไป๋หนิงเซียนที่ยืนอยู่ข้างกายขยับนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวเพียงเล็กน้อย ปราณกระบี่บริสุทธิ์สีขาวราวหิมะก็ระเบิดออกมาจากปลายนิ้ว
*ฉับ!*
เพียงแค่การสะบัดมือครั้งเดียว คลื่นปราณกระบี่อันทรงพลังก็แหวกลมพายุซัดลูกดอกทั้งหมดแหลกละเอียดเป็นผุยผง และไม่เพียงเท่านั้น คลื่นปราณดังกล่าวยังพุ่งเข้าใส่กลุ่มชายชุดดำด้วยความเร็วที่เหนือกว่าหลายเท่าตัว
ผู้นำชุดดำหน้าถอดสี รีบยกกระบี่มารขึ้นต้านทานอย่างสุดกำลัง
*ตูม!*
แรงปะทะอันรุนแรงทำให้ร่างของชายชุดดำกระเด็นถอยหลังไปไกลหลายจวบ กระอักเลือดออกมาคำโต แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด เมื่อตระหนักได้ว่าคนทั้งสองที่อยู่เบื้องบนนั้น มีพลังที่เหนือล้ำกว่าพวกตนราวฟ้ากับเหว
"พวกเจ้า... เป็นใครกันแน่!" ผู้นำชุดดำแผדเสียงตะโกนด้วยความหวาดผวา
หลินเฟยค่อยๆ ก้าวเท้าเดินลงมาจากหลังคาเรือนอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวราọไร้น้ำหนัก ไร้เสียง แต่กลับกดดันขุมพลังวิญญาณของศัตรูให้แทบแตกสลาย เขาถือไหสุราอยู่ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างไขว้หลังไว้ ดวงตาคู่คมจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตากลั้วรอยยิ้มเย้ยหยัน
"ข้าก็เป็นแค่คนผ่านทางที่บังเอิญผ่านมาดื่มสุหาชมจันทร์... แต่พวกเจ้าดันเสียงดังรบกวนเวลาสุนทรีย์ของข้า" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ทว่าแฝงไปด้วยไอสังหารที่เย็นยะเยือกถึงกระดูกดำ
ชายชุดดำกัดฟันกรอด รู้ตัวว่าวันนี้คงไม่รอดแน่ จึงตัดสินใจครั้งสุดท้าย มันล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบป้ายหยกสีดำทมิฬสลักรูปหัวกะโหลกออกมากำไว้แน่น ปราณมารในร่างปั่นป่วนจนถึงขีดสุด
"ในเมื่อพวกแกอยากรนหาที่ตายนัก ก็จงไปเป็นวิญญาณเฝ้ารอความพินาศพร้อมกับข้าเถอะ! ผู้พิทักษ์โลหิต จงตื่นขึ้น!"
สิ้นเสียงคำราม ป้ายหยกในมือระเบิดออกเป็นแสงสีดำสนิท พื้นดินรอบบริเวณสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว รอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงกลางลานฝึกยุทธ์ และจากรอยแยกนั้นเอง กลิ่นอายโบราณอันชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เมฆสีดำทะมึนก่อตัวหมุนวนอย่างรวดเร็วราวกับปากหลุมอเวจี
ไป๋หนิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อยเป็นครั้งแรก นางสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่ทรงพลังระดับขอบเขตราชันย์ปราณกำลังถูกปลุกขึ้นมาจากใต้ดิน
หลินเฟยหยุดเดิน รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปแทนที่ด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย เขากระดกสุราเข้าปากอีกอึกใหญ่ ก่อนจะพึมพำเบาๆ กับตัวเอง
"ดูท่า... สุนัขรับิตัวนี้ จะไม่ใช่แค่ลูกสมุนปลายแถวเสียแล้วกระมัง"
ในขณะที่ก้นบึ้งของหลุมอเวจีใต้พื้นดินกำลังปริแตกออก เสียงคำรามดังกึกก้องสะเทือนฟ้าดินพร้อมกับดวงตาสีแดงฉานคู่มหึมาที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความมืดมิด...
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับคมกระบี่และหยาดสุราในบทนี้นะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 22
ภัยมืดจากสำนักมาร
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!