"หึ... ลูกไม้ตื้นเขินของเศษสวะขั้นรวบรวมลมปราณ คิดจะเอาสนิมเหล็กไร้ค่าเล่มนั้น มาต้านทานกระบี่วิญญาณวายุคลั่งของข้าอย่างนั้นหรือ?"
เสียงหัวاะเยาะหยันดังสะท้อนก้องลานทดสอบสำนักกระบี่เมฆาคาราวาน เสียงนั้นเปี่ยมด้วยไอสังหารและความเย่อหยิ่งยโสของ 'จ้าวหลง' ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักนอก ผู้ครอบครองขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด พลังปราณสีครามเข้มแผ่ซ่านออกจากร่างจนแผ่นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว รัศมีกดดันระดับนี้เพียงพอที่จะทำให้ผู้ฝึกยุทธขั้นต่ำกว่ากระอักเลือดได้โดยไม่ต้องลงมือด้วยซ้ำ
ทว่า หลินเฟยกลับไม่สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย รอยยิ้มกวนประสาทที่มุมปากยังคงประดับอยู่ ราวกับเขากำลังมองดูเด็กน้อยเล่นขายของ มากกว่าจะเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่จ้องเอาชีวิต
ในมือขวาของเขา กระบี่ขึ้นสนิมเล่มเก่าถูกยกขึ้นอย่างไร้ระเบียบแบบแผน น้ำหนักของมันดูเชื่องช้าและไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่ใดๆ สวนทางกับไป๋หนิงเซียนที่ยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหลัง นางเพียงปรายตามองจ้าวหลงด้วยแววตาดุจน้ำแข็งพันปี กระบี่เซียนประกายน้ำแข็งในมือของนางส่งเสียง 'คราง' หึ่งๆ สะท้อนความกระหายเลือดที่ถูกกดขี่ไว้ หากจ้าวหลงขยับเข้าใกล้หลินเฟยอีกเพียงก้าวเดียว ร่างของมันคงถูกตัดเป็นจุลด้วยรัศมีกระบี่เซียนโดยที่ยังไม่ทันได้ชักอาศัยด้วยซ้ำ
"เจ้าสำนักผู้ล่วงลับคงสลดใจไม่น้อย หากรู้ว่าสำนักกระบี่เมฆาคาราวานในยามนี้ เต็มไปด้วยสุนัขรับใช้ที่เห่าหอนเก่งกว่าการถือกระบี่"
หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย มือซ้ายยกไหสุราขึ้นกระดباดื่มอึกใหญ่ กลิ่นสุราฤทธิ์แรงกระจายคละคลุ้งผสานกับไอหมอกยามสนธยา ความอุกอาจและไม่ไว้หน้าใครเช่นนี้ ทำให้เส้นเลือดขมับของจ้าวหลงปูดโปนด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ไอ้สวะหลินเฟย! วันนี้ข้าจะหักแขนหักขาเจ้า แล้วโยนศี่ลานี้ให้สุนัขกิน!"
จ้าวหลงคำรามลั่นราวกับสัตว์ร้าย พลังปราณทั้งหมดถูกระเบิดออกมาในคราเดียว ร่างของมันพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงแหวกอากาศแหลมคม ประกายแสงสีครามจากกระบี่วิญญาณรวมตัวกันเป็นรูปหัวพญานาคอ้าปากกว้าง หมายจะกลืนกินร่างของหลินเฟยให้หายไปในพริบตา
ผู้คนรอบลานทดสอบต่างพากันหลับตาเบือนหนes ด้วยเกรงกลัวต่อความรุนแรงของกระบวนท่า 'พญานาคคำรามสะท้านภพ' ซึ่งเป็นวิชาประจำสำนัก
ทว่า... มีเพียงสายตาคู่หนึ่งที่ยังคงนิ่งสงบ
ดวงตาของหลินเฟยหรี่ลงเล็กน้อย ช่วงเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่พุ่งเข้ามาประชิด ลมหายใจของเขายาวนานดุจห้วงสมุทร ไหล่ที่เคยห่อลู่กลับยืดตรงขึ้นอย่างฉับพลัน กลิ่นอายโบราณอันลึกล้ำที่ถูกผนผนึกไว้ใต้ร่างเนื้ออันสามัญพลغوทะยานขึ้นสู่ท้องนภาในชั่วลมหายใจเดียว!
*เปรี้ยง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสุนีบาตผ่ากลางกลางวันแสกๆ
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคู่ ทำให้ลมหายใจของฝูงชนหยุดชะงักไปชั่วขณะ
กระบี่ขึ้นสนิมเล่มเก่าไม่ได้หักสะบั้นตามที่หลายคนคาดคิด ตรงกันข้าม... มันกลับหยุดคมกระบี่วิญญาณวายุคลั่งของจ้าวหลงไว้อย่างมั่นคง ราวกับภูเขาไท่ซานที่ไม่มีวันสั่นคลอน แรงปะทะมหาศาลสะท้อนกลับจนจ้าวหลงต้องเป็นฝ่ายกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว แขนขวาชาด้านจนกระบี่เกือบหลุดจากมือ
"เป็น... เป็นไปได้อย่างไร?" จ้าวหลงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าซีดเผือกราวกับเห็นผีสาง แรงกดดันที่หลินเฟยปลดปล่อยออกมาในยามนี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตอนที่มันเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสสูงสุดเสียอีก
หลินเฟยหมุนกระบี่ในมือช้าๆ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏชัดเจนขึ้น "วิชากระบี่ของเจ้าร่ำเรียนมาจากการเห่าหอนบนภูเขาหรือไร? หนักหน่วงแต่ไร้แก่นสาร รวดเร็วแต่ไร้จิตวิญญาณ... น่าสมเพชยิ่งนัก"
คำพูดเยาะเย้ยนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนความหยิ่งทะนงของจ้าวหลง มันคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง พลังปราณทั้งหมดถูกรีดเค้นจนถึงขีดจำกัด เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนจนน่ากลัว มันเตรียมจะใช้กระบวนท่าสุดท้ายเพื่อแลกชีวิต
ทว่า หลินเฟยหาได้ให้โอกาสนั้นไม่
ร่างของหลินเฟยเลือนหายไปจากจุดเดิมในพริบตา ความเร็วนั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าวิชาตัวเบาใดๆ ที่จ้าวหลงเคยพบพาน ลมปราณรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บและคมกริบ
*เพียะ!*
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังสนั่นหวั่นไหว แรงตบอันทรงพลังหิ้วร่างของจ้าวหลงหมุนคว้างกลางอากาศถึงสามรอบ ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นอย่างไม่เป็นท่า ฟันซี่หน้าหลุดร่วงปนกับเลือดสดๆ กระจายเต็มพื้น
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมลานทดสอบทันที ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจแรง ทุกสายตาจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความหวาดผวา ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เกรียงไกร กลับถูกตบจนคว่ำด้วยกระบวนท่าเดียวโดยศิษย์น้องผู้ไร้ค่าเนี่ยนะ?
ไป๋หนิงเซียนเก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ มุมปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่เย็นชาถึงกระดูกดำ นางขยับเข้าไปใกล้หลินเฟย เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคน
"ฝืมือของเจ้า... ชักจะตกต่ำลงเสียแล้วนะหลินเฟย ตบสั่งสอนเศษสวะเช่นนี้ ถึงกับต้องเปลืองแรงถึงสองลมหายใจเชียวหรือ?"
หลินเฟยหัวเราะร่าในลำคอ เขาเอื้อมมือไปโอบไหล่บางของหญิงสาวอย่างสนิทสนม ก่อนจะปรายตามองจ้าวหลงที่กำลังพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยแววตาอาฆาตแค้น
"เจ้าพูดถูก... สงสัยข้าคงต้องหาเรื่องสนุกกว่านี้ทำเสียแล้ว"
ในวินาทีนั้นเอง ท้องนภเหนือสำนักกระบี่เมฆาคาราวานที่เคยแจ่มใส กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆทมิฬม้วนตัวบรรจบกันเป็นรูปวงแหวนอักขระโบราณ สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธ แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนเหล่าศิษย์ในสำนักทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว
เงาร่างลึกลับสามร่างปรากฏขึ้นบนยอดเสาธงของสำนัก แต่ละร่างสวมชุดคลุมสีเงินปักลายดารา มีไอสังหารพวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ และหนึ่งในนั้น... คือบุคคลที่หลินเฟยคิดว่าควรจะหลับใหลไปชั่วนิรันดร์แล้วเมื่อสามพันปีก่อน!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 3
ตบหน้าคนอวดเบ่ง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!