วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 20

ความลับของกระบี่ดำ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
คราบโลหิตบนคมเหล็กสีนิลมิใช่ร่องรอยแห่งการฆ่าฟัน หากแต่เป็นรอยยิ้มของสหายเก่าที่ไม่ได้พบหน้ากันมานับพันปี หลินเฟยหรี่ตาลงมองกระบี่สีดำสนิทในมือ น้ำหนักของมันยังคงหนักอึ้งและคุ้นเคยราวกับแขนขาข้างหนึ่งของตนเอง ปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาจากตัวดาบไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราด แต่กลับเยือกเย็นและลึกล้ำดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึง ทว่าในขณะเดียวกัน มันกลับสั่นสะเทือนเบาๆ คล้ายกำลังร่ำไห้และสะอื้นหาความทรงจำอันยาวนานที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังแห่งกาลเวลา "เจ้าหลับใหลไปนานเกินไปแล้วนะเจ้าเพื่อนยาก..." หลินเฟยพึมพำเบาๆ พร้อมกับกระดกไหสุราในมือซ้ายขึ้นจิบ รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอไหลผ่านลำจองs ผสมผสานเข้ากับกลิ่นอายคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศรอบตัว ยามนี้ พวกเขาอยู่ภายในถ้ำลับลึกใต้หุบเขาอัสดง ผนังหินรอบด้านถูกอาบไล้ด้วยแสงเรืองรองจากผลึกดาราพันปี ไป๋หนิงเซียนยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังนางมิได้เอ่ยวาจาใด ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันมืดทึบ ใบหน้างามล้ำเลิศประดุจงานแกะสลักจากหยกสวรรค์ยังคงเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี แต่ดวงเนตรคู่คมกลับทอดมองแผ่นหลังของบุรุษเบื้องหน้าด้วยประกายความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างลึกซึ้ง นางรู้ดีว่ากระบี่ดำเล่มนี้ไม่ใช่แค่ศาสตราธรรมดา หากแต่มันคือพยานรักและพยานแค้นในอดีตชาติที่หลินเฟยเคยใช้ค้ำฟ้าสยบปฐพี "ท่านพี่..." เสียงหวานใสดังกังวานทำลายความเงียบงัน ไป๋หนิงเซียนก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย กลิ่นหอมจางๆ ประดุจดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิกของหลินเฟย "จิตวิญญาณภายในกระบี่เล่มนี้ตื่นขึ้นแล้ว... แต่ออร่าของมันกลับเชื่อมโยงกับเขตแดนลับสวรรค์เบื้องบนอย่างประหลาด เกรงว่าการที่ท่านดึงมันออกมาจากผนึก จะเป็นการเปิดประตูที่มิควรเปิดออก" หลินเฟยแค่นยิ้มเย็นชา นัยน์ตาคู่คมสะท้อนเงาของกระบี่สีนิลราวกับมีดวงดาวนับแสนดวงกำลังดับสลาย "เปิดงั้นหรือ? ต่อให้มันเป็นประตูนรกขุมที่สิบ หรือประตูสวรรค์ที่เต็มไปด้วยทัณฑ์เทพ หากข้า—หลินเฟยผู้นี้ คิดจะเดินผ่าน มีผู้ใดกล้าขวาง?" คำกล่าวนั้นมิใช่ความเย่อหยิ่งจองหอง หากแต่เป็นประกาศิตจากมหาเทพผู้เคยเหยียบย่างอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏสงสาร ปราณเทพโบราณระเบิดออกจากร่างของหลินเฟยโดยไม่รู้ตัว แรงกดดันระดับที่ทำให้มิติรอบกายบิดเบี้ยวแผ่ขยายออกไป ไป๋หนิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ เพื่อสร้างม่านพลังคุ้มกันไม่ให้แรงกดดันนี้สะท้อนกลับทำลายร่างของนางเอง แม้พลังของนางจะสูงส่งเพียงใด แต่ยามที่หลินเฟยปลดปล่อยจิตสังหารอันบริสุทธิ์ออกมา นางก็ยังอดที่จะรู้สึกหวาดหวั่นในหัวใจมิได้ มิใช่เพราะกลัวเขา แต่เพราะกลัวว่าโลกใบนี้จะเล็กเกินไปที่จะรองรับความพิโรธของเขา "เจ้าจำได้หรือไม่..." หลินเฟยหันกลับมามองนาง แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างประหลาด มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "ในวันที่เราพบกันครั้งแรกบนยอดเขาเก้าสวรรค์ เจ้าก็ใช้สายตาเย็นชานี้มองข้าเช่นเดียวกัน" ใบหูขาวผ่องของไป๋หนิงเซียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็ว นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความเขินอายที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี "ยามนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องไร้สาระนะหลินเฟย พลังปราณรอบตัวท่านกำลังดึงดูด 'เงาอสูรบรรพกาล' ที่ถูกผนึกไว้ในหุบเขานี้เข้ามาใกล้แล้ว" ราวกับจะยืนยันคำพูดของนาง พื้นดินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามต่ำทุ้มราวกับเสียงฟ้าผ่าดังสะท้อนมาจากก้นบึ้งของความมืดมิด ไอสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลักขึ้นมาจากรอยแยกของพื้นหิน กลิ่นอายแห่งความตายและความชั่วร้ายแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ อุณหภูมิภายในถ้ำลดฮวบลงจนหยดน้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา หลินเฟยมิได้ตื่นตระหนก เขายกไหสุระขึ้นซดอีกอึกใหญ่ หยดสุราสีใสไหลเปรอะเปื้อนมุมปาก ก่อนที่เขาจะใช้หลังมือเช็ดมันออกอย่างไม่แยแส "มาได้ดี..." หลินเฟยกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงไปยังความมืดเบื้องหน้า "ข้ากำลังหาที่ลองคมกระบี่เล่มนี้อยู่พอดี" *ฉับพลัน!* เงาร่างมหึมานับสิบสายพุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิด พวกมันคือสัตว์อสูรโบราณที่มีรูปร่างบิดเบี้ยว ดวงตาสีแดงฉานเปล่งประกายด้วยความกระหายเลือด กรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงแหลมแสบแก้วหู พลังปราณระดับราชันย์อสูรแผ่ซ่ายกดทับจนอากาศแทบหยุดหายใจ ไป๋หนิงเซียนก้าวเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือเรียวบางเตรียมรวบรวมพลังเพื่อชักกระบี่เซียนประจำกาย ทว่าหลินเฟยกลับยกมือขึ้นห้ามด้วยรอยยิ้ม "ยืนดูอยู่เฉยๆ เถอะหนิงเซียน..." น้ำเสียงของเขาอบอุ่นแต่มั่นคงดุจขุนเขา "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสหายเก่าเล่มนี้เถศ" สิ้นเสียงคำราม หลินเฟยมิได้ขยับกายไปข้างหน้า แต่ร่างของเขากลับเลือนหายไปจากจุดเดิมราวกับภาพมายา! *วูบ!* ประกายแสงสีดำสนิทสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตา ราวกับเส้นด้ายสีนิลที่ถูกตวัดผ่านห้วงมิติ ความเร็วของกระบี่นั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด มิมีผู้ใดมองทันว่าหลินเฟยชักกระบี่ออกจากฝักตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกที ร่างของสัตว์อสูรบรรพกาลตัวแรกที่พุ่งเข้ามาก็หยุดชะงักกลางอากาศ ดวงตาสีแดงฉานเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด *ฉับ!* รอยตัดเรียบเนียนปรากฏขึ้นกลางลำตัวของอสูรยักษ์ ก่อนที่ร่างมหึมาจะถูกผ่าออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดายราวกับเต้าหู้ เลือดสีดำพวยพุ่งราวน้ำพุ แต่ทว่า... ไม่มีหยดใดกระเซ็นมาโดนตัวหลินเฟยเลยแม้แต่น้อย ทุกหยดล้วนถูกดูดกลืนเข้าไปในคมกระบี่สีดำราวกับมันกำลังดื่มกินโลหิตเพื่อฟื้นคืนพลังที่สูญเสียไป อสูรตัวอื่นๆ ชะงักกุนด้วยความตื่นตระหนก เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวประสานกันก้องถ้ำ พวกมันพรูเข้ามาพร้อมกันราวกับคลื่นทะเลคลั่ง ทว่าหลินเฟยกลับยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลัก ปล่อยให้สายลมปราณพัดพาเส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว เขายกกระบี่ขึ้นระดับอก ดวงตาสีดำลุ่มลึกจับจ้องไปยังเงาทมิฬเบื้องหน้า ก่อนจะพึมพำเบาๆ กับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดิน "พันปีที่หลับใหล... วันนี้ได้เวลาให้พวกมดปลวกเหล่านี้ได้ประจักษ์แล้วว่า ผู้ใดคือเจ้าแห่งกระบี่ที่แท้จริง" ทว่า ในวินาทีที่หลินเฟยเตรียมจะสะบัดกระบี่สังหารฝูงอสูรให้สิ้นซากในดาบเดียว จู่ๆ ปราณกระบี่สีดำในมือของเขาก็เกิดอาการสะท้านเฮือกอย่างรุนแรงจนข้อมือชาหนึบ อักขระโบราณสีทองที่สลักอยู่บนสันดาบพลันเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นมาอย่างผิดปกติ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... เสียงกระซิบแหบพร่าจากห้วงมิติอันไกลโพ้น ดังสะท้อนก้องขึ้นมาในโสตประสาทของหลินเฟยโดยตรง *'หลินเฟย... ระวังตัว... มันไม่ใช่สัตว์อสูร... แต่มันคือ...'* เสียงนั้นขาดหายไปพร้อมกับที่เงาร่างสุดท้ายที่พุ่งเข้ามาหาเขา หาใช่สัตว์อสูรไม่... หากแต่เป็นร่างของ 'คน' ผู้หนึ่งที่สวมชุดเกราะโบราณคุ้นตา ใบหน้าใต้หมวกเหล็กนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ และดวงตาทັງคู่ที่จ้องมองมายังหลินเฟย... กลับเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและรอยยิ้มเยาะหยันที่ถอดแบบมาจากตัวหลินเฟยราวกับส่องกระจก! ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับคมกระบี่และหยาดสุราในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%