เสียงไม้เก่าลั่นเอี๊ยดอาดใต้แรงกระชากอย่างรุนแรง บ่งบอกถึงความป่าเถื่อนของผู้ที่อยู่เบื้องหลังประตูกระท่อมหลังน้อย ป้าสะใภ้จอมโลภไม่ได้มาเพียงลำพัง เงาร่างที่ทาบทับเข้ามาในกรอบแสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกกลับไม่ได้มีแค่ความหยาบกระด้างของญาติผู้สูบเลือดสูบเนื้อ แต่ยังมีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของอำนาจที่หลินฟางไม่คาดคิดว่าจะได้พบในดินแดนห่างไกลเช่นนี้
"หลินฟาง! นังตัวดี! คิดจะหนีหัวซุกหัวซอนมาซ่อนตัวอยู่หลังเขาแล้วจะพ้นหรือไง!"
เสียงแหลมปรี๊ดของป้าสะใภ้ตระกูลจ้าวแผดลั่นทะลุประตูไม้เข้ามา นางถีบประตูซ้ำอีกครั้งจนกลอนไม้แทบหลุดร่อน ใบหน้าอัปลักษณ์บิดเบี้ยวด้วยความโลภและโทสะ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินฟางซึ่งยืนถือทัพพีไม้เตรียมพร้อมอยู่หน้าเตาต้องหรี่ตามองด้วยความระแวดระวัง ไม่ใช่ร่างอ้วนท้วนของป้าสะใภ้ แต่เป็นบุรุษในชุดคลุมสีเข้มปักดิ้นลายเมฆาที่ก้าวตามหลังมาติดๆ
บุรุษผู้นั้นมีใบหน้าคมคายดั่งภาพวาด แต่แววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งในฤดูหนาว เขากวาดสายตามองไปรอบๆ กระท่อมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของ "ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงซีอิ๊วโบราณ" ที่หลินฟางเพิ่งเคี่ยวเสร็จในมิติลับ ก่อนที่สายตาคมกริบจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของแม่ทัพหานหยาง สามีหนุ่มผู้เงียบขรึมของนางที่ก้าวออกมาบังภรรยาไว้เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว
"ดึกดื่นปื่นดอนเช่นนี้ ใต้เท้าและฮูหยินตระกูลจ้าวคงไม่ได้มาเพื่อชมวิวดอกไม้ป่ากระมังครับ" หานหยางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังกดดันจนป้าสะใภ้ถึงกับสะดุ้งโหยด ถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความหวาดกลัวสัญชาตญาณดิบของนายทหารผ่านศึก
"หานหยาง! แกไอ้คนพิการไร้ค่า อย่ามาทำเป็นปากดีนะ!" ป้าสะใภ้กัดฟันกรอด แม้จะกลัวรังสีอำมหิตของหานหยางแต่ความโลภในทรัพย์สินและกลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารที่ลอยเตะจมูกก็มีมากกว่า "กระท่อมหลังนี้ ที่ดินผืนนี้ และข้าวของทั้งหมดในนี้ เป็นของตระกูลจ้าว! นังหลินฟางมันเป็นแค่ลูกหลานอกตัญญูที่ขโมยสมบัติแต่งงานหนีออกมา เจ้าคนพิการอย่างแกไม่มีสิทธิ์มาครอบครอง!"
หลินฟางแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางก้าวออกมาจากด้านหลังของหานหยาง ดวงตากลมโตฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่คิดจะไว้หน้า "สมบัติแต่งงานอย่างนั้นหรือครับ? ป้าสะใภ้... ท่านความจำเสื่อมหรือว่าแกล้งโง่กันแน่? ตอนที่ข้าถูกขับไล่ออกจากตระกูล มีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ บนตัวกับร่างกายที่สะสะรสะอื้นใกล้ตาย ท่านยังจำได้ไหมว่าท่านพูดว่าอย่างไร ท่านบอกว่าข้าเป็นตัวกาลกินี ต่อให้ตายข้างถนนก็ไม่ต้องมาเหยียบบ้านตระกูลจ้าวอีก แล้วไฉนวันนี้ถึงหน้าด้านมาทวงสิทธิ์ในกระท่อมที่ข้าใช้หยาดเหงื่อแรงกายซ่อมแซมเองเล่าครับ"
"นัง... นังเด็กปากดี!" ป้าสะใภ้หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด นางหันไปโอดครวญกับบุรุษชุดคลุมด้านหลังทันที "ใต้เท้าหลี่ ท่านก็เห็นแล้วกระมังครับว่านังเด็กนี่มันก้าวร้าวปานใด นางขโมยสูตรอาหารลับและทรัพย์สินของตระกูลเราหนีมา กฎหมายแคว้นย่อมมีบทลงโทษคนอกตัญญู ท่านต้องทวงความยุติธรรมให้ข้านะครับ!"
หลินฟางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า "ใต้เท้าหลี่" สมองอันชาญฉลาดหมุนวนอย่างรวดเร็ว ตระกูลจ้าวเป็นเพียงชาวบ้านหน้าเงิน จะไปรู้จักขุนนางระดับสูงจากเมืองหลวงได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะ... มีใครบางคนชักใยอยู่เบื้องหลัง!
บุรุษที่ถูกเรียกว่าใต้เท้าหลี่ก้าวออกมารับแสงไฟจากคบเพลิง รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนมุมปากแต่มันกลับดูเยือกเย็นยิ่งกว่าความมืดมิดยามวิกาล "แม่นางหลิน... เราไม่ได้พบกันนาน สมบัติที่เจ้าถือครองอยู่ในมือ หาใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะครอบครองได้ไม่"
หานหยางขยับกายบังภรรยาให้มิดชิดยิ่งขึ้น มือหนาเอื้อมไปกุมมือเล็กของหลินฟางไว้เพื่อส่งผ่านความอบอุ่นและความมั่นคง นางสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งและพลังปราณที่ถูกโคจรอย่างเงียบเชียบของสามี นี่ไม่ใช่การมาทวงทรัพย์สินธรรมดา แต่มันเป็นการปล้นชิงโดยใช้คราบขุนนางมาอ้างความชอบธรรม!
"ใต้เท้าหลี่กล่าวเกินไปแล้วกระมังครับ" หลินฟางสูดลมหายใจเข้าลึก3ๆ เรียกสติกลับคืนมา นางตบหลังมือของหานหยางเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ใจเย็นลง ก่อนจะเงยหน้าสบตาขุนนางเฒ่าอย่างไม่เกรงกลัว "อาหารจานนี้ปรุงขึ้นด้วยฝีมือและความลับของข้า วัตถุดิบทุกชิ้นได้มาจากหยาดเหงื่อและดินในผืนนาแห่งนี้ ใต้เท้าจะกล่าวหาว่าข้าขโมย... มีหลักฐานอันใดมายืนยันหรือครับ? หรือว่ากฎหมายแคว้นในตอนนี้ อนุญาตให้ขุนนางรีดไถชาวบ้านตามอำเภอใจได้แล้ว?"
"สามหาส!" ใต้เท้าหลี่ตűดโต๊ะข้างฝาจนฝุ่นตลบ (สมมติว่าเป็นตู้ไม้ใกล้ๆ) "ปากคอเราะร้ายนัก! เจ้าคิดว่ามีสามีเป็นแค่อดีตทหารบาดเจ็บปลดประจำการแล้วจะไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้งั้นรึ? ทหาร! เข้ามา!"
สิ้นเสียงคำสั่ง เงาร่างในชุดเกราะดำสนิทนับสิบคurtพุ่งทะยานข้ามรั้วไม้ไผ่เข้ามาล้อมกระท่อมไว้ทุกด้าน ปลายหอกคมกริบสะท้อนแสงไฟวับวาว บรรยากาศรอบตัวกดดันจนแทบหยุดหายใจ ป้าสะใภ้ส่งเสียงหัวเราะเยาะอย่างสะใจ นางมองหลินฟางด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
หลินฟางเม้มปากแน่น นางเหลือบมองเข้าไปในมิติลับของตนเอง ในนั้นมีอาวุธและสารเคมีแปลกๆ ที่นางสะสมไว้จากการเป็นเชฟอัจฉริยะและนักวิจัยอาหารยุคใหม่ แม้จะพอมีทางสู้ แต่นางไม่อยากให้หานหยางต้องบาดเจ็บซ้ำรอยเดิม ทว่า ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังจะระเบิดเป็นความรุนแรงนั้นเอง...
หานหยางก็ก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีอำมหิตที่กดดันเหล่าทหารเกราะดำจนต้องชะงักฝีเท้า มือแกร่งดึงป้ายคำสั่งสีทองอร่ามที่ซ่อนอยู่ออกจากอกเสื้อชูขึ้นสูงท่ามกลางแสงไฟ
"ใครกล้าบังอาจ!" น้ำเสียงกังวานทรงอำนาจดังก้องไปทั่วหุบเขา ราวกับเสียงคำรามของพญาอินทรีย์ "ราชครูหลี่... ดูให้ชัดเจนว่าป้ายนี้เป็นของใคร!"
ใต้เท้าหลี่เบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นซีดเผือดในพริบตา เมื่อเพ่งมองป้ายคำสั่งสีทองสลักลายพยัคฆ์หมื่นลี้ เข่าของขุนนางเฒ่าถึงกับอ่อนยวบเกือบคุกเข่าลงกับพื้น
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับพลิกผันครั้งใหญ่ หลินฟางกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ลอยมากับสายลมยามดึก... มันไม่ใช่กลิ่นไอของความตายหรือคาวเลือด แต่เป็น "กลิ่นหอมอันเย้ายวนใจ" ของแป้งหมักยีสต์ธรรมชาติที่ผสมผสานกับกลิ่นเนยและน้ำผึ้งป่า ซึ่งลอยออกมาจากหม้ออบดินเผาหลังกระท่อมที่นางลืมปิดฝา!
กลิ่นหอมนั้นรุนแรงและเย้ายวนเสียจน ทหารเกราะดำที่ถือหอกล้อมอยู่ต่างพากันกลืนน้ำลายดังเอือก มือที่ถืออาวุธเริ่มสั่นเทาด้วยความหิวโหยที่ถูกกระตุ้นอย่างฉับพลัน!
---
**ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" มาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ**
กับดักหัวใจแม่ครัวมือโปร กับยอดขุนพลผู้หิวโหย•ตอนที่ 5
เมื่อญาติมิตรคิดจะทวงคืน
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจแม่ครัวมือโปร กับยอดขุนพลผู้หิวโหย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!