“ฝ่าบาท... ข้าพระองค์เกรงว่าหลักฐานชิ้นนี้ อาจจะเป็นการปรักปรำที่เกินเลยไปสักนิดนะคะ”
น้ำเสียงของศิลาราบเรียบ ทว่าทรงพลัง ราวกับเข็มเล่มเล็กที่ค่อยๆ ทิ่มแทงลงบนกลางใจของพยัคฆ์ที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาขุนนางนับร้อยที่จับจ้องมาเป็นจุดเดียว บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างใหญ่เงียบสนิทจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ติดขัดของพยัคฆ์
พยัคฆ์ขยับยิ้มที่ดูแข็งค้าง เขาพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมา “ศิลา... เจ้าพูดอะไรของเจ้า นี่คือบันทึกการส่งส่วยของหัวเมืองชายแดนที่ข้าเพิ่งตรวจสอบมา หากไม่ใช่ความผิดของเจ้า แล้วจะเป็นของใคร?”
ศิลาไม่ตอบในทันที เธอค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้พยัคฆ์ สายตาของเธอเย็นเยียบจนอีกฝ่ายต้องเผลอถอยหลังหนึ่งก้าว เธอหยิบม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วคลี่ออกช้าๆ รอยยิ้มที่มุมปากของเธอไม่ได้มีไว้เพื่อความขบขัน แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าในมือ
“บันทึกนี้น่าสนใจมากค่ะพยัคฆ์” เธอหันไปสบตาพยัคฆ์ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “ลายลักษณ์อักษรดูเหมือนของข้าก็จริง แต่หากมองให้ละเอียด... รอยตราประทับของจวนแม่ทัพที่เจ้าใช้นั้น กลับเป็นตราประทับรุ่นเก่าที่เลิกใช้ไปเมื่อสามเดือนก่อน... ช่างน่าเสียดายนะคะ ที่เจ้ามัวแต่เร่งรีบวางแผนจนลืมดูว่า ตราประทับจริงนั้นเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่ข้าได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาคนใหม่ของฝ่าบาทแล้ว”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วท้องพระโรง พยัคฆ์เบิกตากว้าง เลือดในกายเขาสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้าจนแดงก่ำ เขาพยายามอ้าปากโต้ตอบ ทว่าความเงียบที่กดดันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจมลงสู่ห้วงเหว
“นอกจากนี้...” ศิลาหมุนตัวกลับไปหาองค์จักรพรรดิ “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของพยัคฆ์โดยอาศัยความช่วยเหลือจาก 'เพื่อนสนิท' ของเขาคนหนึ่ง... คนที่รู้ดีว่าพยัคฆ์มักจะซ่อนสมบัติที่ได้มาจากการทุจริตไว้ที่ใด”
รินรดาที่ยืนหลบอยู่ในมุมมืดของเสาต้นใหญ่ ขยับยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ เธอคือคนส่งมอบรหัสลับเหล่านั้นให้ศิลา และวันนี้คือวันที่บัญชีแค้นที่พยัคฆ์ก่อไว้กับพวกเขาต้องได้รับการชำระจนถึงหยดสุดท้าย
“พยัคฆ์ เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร?” เสียงขององค์จักรพรรดิทรงอำนาจและเย็นชาจนพยัคฆ์ต้องคุกเข่าลงกับพื้น “ที่ผ่านมา ข้าไว้ใจเจ้าให้ดูแลงานสำคัญ แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่เจ้าตอบแทนข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ฝ่าบาท... ไม่ใช่... ศิลา! เจ้าคนแพศยา! เจ้าวางแผนใส่ร้ายข้า!” พยัคฆ์ตวาดลั่นจนทหารองครักษ์ต้องรีบเข้ามาล็อกตัวเขาไว้
ศิลามองดูเพื่อนรักที่กลายเป็นศัตรูถูกลากตัวออกไปอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน เธอเดินก้าวขึ้นไปยืนยังจุดที่เคยเป็นของพยัคฆ์ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องโถงอีกครั้ง ก่อนที่องค์จักรพรรดิจะตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง
“ศิลา... นับแต่นี้ไป ตำแหน่งที่ปรึกษาข้างกายข้า คือที่ของเจ้า”
ศิลาก้มศีรษะลงทำความเคารพ ทว่าในหัวใจของเธอกลับไม่ได้มีเพียงความดีใจ มันคือความว่างเปล่าที่ถูกแทนที่ด้วยภารกิจที่ใหญ่กว่า ชัยชนะในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามในเงามืดที่แท้จริง
ขณะที่เธอกำลังจะเดินออกจากท้องพระโรง เสียงกระซิบแผ่วเบาจากชายชุดดำที่เดินสวนทางมาทำให้ฝีเท้าของเธอต้องชะงักลง
“ยินดีด้วยกับตำแหน่งใหม่... ท่านที่ปรึกษา แต่ดูเหมือนว่า 'คนตาย' ที่เจ้าเคยกำจัดทิ้งในอดีต กำลังจะกลับมาทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเองในเร็วๆ นี้นะ”
ศิลาหันกลับไปมอง แต่ชายคนนั้นกลับหายไปในฝูงชนอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับม้วนกระดาษปริศนาที่ถูกยัดใส่มือเธออย่างรวดเร็ว เมื่อเธอเปิดออกอ่าน ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ นี่ไม่ใช่ลายมือของพยัคฆ์... แต่เป็นลายมือของคนที่ตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน คนที่เธอเชื่อมั่นที่สุดว่าไม่มีทางหวนคืน!
แล้วถ้าเขาคนนั้นยังไม่ตาย... สิ่งที่เธอทำมาทั้งหมดในชาตินี้ เป็นเพียงแค่แผนการของใครบางคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเธอขึ้นไปอีกขั้นใช่หรือไม่?
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับแผนการอันซับซ้อนในครั้งนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
หวนคืนบัลลังก์เลือด: แผนพิฆาตทรยศ•ตอนที่ 10
แผนซ้อนแผน (ตอนจบ)
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนคืนบัลลังก์เลือด: แผนพิฆาตทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!