หน้าจอแท็บเล็ตดับวูบลงพร้อมกับเสียงหัวใจของรินรดาที่หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานสลัวยามดึกดื่น กลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดบนโต๊ะดูจะไร้ความหมายไปถนัดตา เมื่อความพยายามตลอดสามชั่วโมงเต็มในการรื้อแก้ไฟล์นิทรรศการครั้งใหญ่กำลังจะปลิวหายไปในอากาศเพียงเพราะปลายนิ้วซุ่มซ่ามของเธอกับยัยภัณฑารักษ์ตัวแสบที่ยืนหายใจรดต้นคออยู่ใกล้เกินความจำเป็น
“ยัยบ้าเอ๊ย!” รินรดาสบถเบาๆ อย่างหัวเสีย พลางทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ทำงานด้วยความหมดแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียข้างแก้มเนียนที่ตอนนี้แดงก่ำด้วยความโกรธปนความอับอาย พิมพ์มาดายืนนิ่งค้างอยู่ในท่าถอยหลัง ตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหินอ่อน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างหาได้ยากยิ่ง เธอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกครั้ง
“อย่าบอกนะว่า...” พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม “ไฟล์รีวิวรอบสุดท้ายเมื่อกี้... ไม่ได้เซฟสำรองไว้บนคลาวด์เหรอคะ”
“ถ้าฉันเซฟไว้ จะมานั่งทำหน้าปลาตายแบบนี้อยู่เหรอคุณพิมพ์มาดา!” รินรดาหันขวับไปเหวี่ยงใส่ทันที ดวงตากลมโตคมกริบส่งค้อนวงใหญ่ให้คนตรงข้ามอย่างไม่คิดจะไว้หน้า “เพราะคุณนั่นแหละ มายืนจี้ มาทำเสียงดุใส่ แถมยัง... ยังจะมายืนใกล้จนฉันเสียสมาธิอีก!”
“อ้าว กลายเป็นความผิดฉันซะงั้น?” พิมพ์มาดาเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงด้วยความกวนประสาทตามสไตล์ผู้หญิงเนี้ยบที่ชอบทำตัวเหนือกว่าถูกงัดขึ้นมาใช้เพื่อกลบเกลื่อนความผิด “ถ้าคุณรินรดามีสติมากพอและไม่มัวแต่ตื่นตูมตอนเวลาหมด หน้าจอมันก็คงไม่รีเซ็ตหรอกค่ะ โทษตัวเองเถอะค่ะ อย่ามาพาลใส่คนอื่นเลย”
“นี่คุณ!” รินรดาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประชิดตัวเข้าหาอีกฝ่ายจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ความโกรธพุ่งพล่านจนลืมระยะห่างระหว่างกันไปเสียสนิท “ฉันทำงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันเต็มๆ เพื่อโปรเจกต์นี้ แล้วคุณมานั่งจับผิดฉันทุกกระเบียดนิ้ว พอเกิดเรื่องขึ้นมาคุณยังจะมาลอยหน้าลอยตาพูดจาแบบนี้อีกเหรอคะ จิตใจทำด้วยอะไรเนี่ย หินแกรนิตเหรอ!”
พิมพ์มาดาไม่ถอยหนี เธอยืนรับแรงปะทะจากดีไซเนอร์สาวตัวแสบด้วยแววตาที่ไหววับชั่วพริบตา กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ เอกลักษณ์ประจำตัวของภัณฑารักษ์สาวลอยมาแตะจมูกรินรดาในระยะประชิด มันไม่ใช่กลิ่นหวานเลี่ยน แต่เป็นความหอมสะอาด เย็นเยียบ และน่าค้นหาแบบแปลกๆ ซึ่งทำเอารินรดาเผลอชะงักไปชั่ววินาทีเมื่อสังเกตเห็นว่าภายใต้ท่าทีหยิ่งยโสและแววตาเฉียบคมคู่นั้น พิมพ์มาดากำลังกะพริบตาถี่ๆ อย่างคนทำอะไรไม่ถูก
“ฉันไม่ได้ทำด้วยหินแกรนิตหรอกค่ะ...” พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยหลุบมองต่ำลงเล็กน้อยก่อนจะเงยขึ้นสบตาตรงๆ “แต่ถ้าฉันไม่เข้มงวด งานของคุณมันจะไม่มีวันออกมาสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของหอศิลป์เราหรอกนะคะ รินรดา”
น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นอ่อนลงกะทันหันทำเอารินรดาถึงกับชะงัก เธอกะพริบตาปริบๆ ความโกรธที่คุโชนอยู่เมื่อครู่เหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดจนมอดดับลงเหลือเพียงความงุนงง พิมพ์มาดานี่นะจะพูดจาแบบนี้? ปกติยัยนี่ต้องตอกกลับด้วยประโยคเชือดเฉือนคมคายสไตล์นางพญาไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ๆ ถึงทำเสียงเหมือนคนกำลังยอมจำนนแบบนั้นล่ะ
“มองหน้าฉันทำไมคะ มีอะไรติดอยู่บนหน้าฉันหรือไง” พิมพ์มาดาขยับตัวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างเมื่อเห็นว่ารินรดาจ้องมองเธอนิ่งนานเกินไป ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีระเรื่อจางๆ ที่ต่อให้พยายามซ่อนแค่ไหนก็ไม่รอดพ้นจากสายตาคมกริบของดีไซเนอร์สาวไปได้
“เปล่า... แค่แปลกใจ” รินรดาหรี่ตามองอย่างจับผิด ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่เดิมแล้วถอนหายใจยาวเหยียด “นึกว่าจะโดนคุณเทศน์ยาวจนถึงเช้าซะอีก ที่แท้ก็แอบรู้สึกผิดอยู่เหมือนกันสินะคะคุณภัณฑารักษ์จอมโหด”
“ใครรู้สึกผิดกันคะ อย่าเข้าข้างตัวเองให้มันมากนักเลย” พิมพ์มาดารีบปฏิเสธเสียงแข็ง สีหน้ากลับมาเรียบตึงเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเดิมอย่างรวดเร็วราวกับเล่นละครสลับฉาก เธอยื่นมือไปหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะขึ้นมาตรวจสอบหน้าจอ ก่อนจะกดปุ่มอะไรบางอย่างยิกๆ “ไหน เอามานี่ซิคะ”
“เฮ้ คุณจะทำอะไร แท็บเล็ตฉันค้างไปแล้วนะ!” รินรดาร้องท้วง พยายามจะแย่งเครื่องคืน แต่พิมพ์มาดาเบี่ยงตัวหลบได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับกดรหัสผ่านปลดล็อกหน้าจอที่รินรดาเคยแอบมองทันที
“ค้างบ้าอะไรล่ะคะ คุณแค่มือสั่นจนไปโดนปุ่มสลีปโหมดต่างหาก หน้าจอมันไม่ได้รีเซ็ตและไฟล์ต้นฉบับก็ถูกซิงค์เก็บบนระบบคลาวด์แบบเรียลไทม์ตั้งแต่สิบนาทีที่แล้วแล้วค่ะ” พิมพ์มาดาหันหน้าจอที่แสดงผลงานฉบับสมบูรณ์โชว์หราให้รินรดาดูเต็มสองตา “หัดมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีพื้นฐานซะบ้างนะคะ ดีไซเนอร์อินเตอร์”
รินรดาอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เธอมองหน้าจอแท็บเล็ตสลับกับใบหน้าของพิมพ์มาดาที่กำลังยกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่านิดๆ ชัดเจนว่ายัยนี่รู้ทันเธอทุกอย่าง แถมยังแอบจัดการแบ็คอัพข้อมูลให้เงียบๆ ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้!
“คุณ... คุณแอบซิงค์ให้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” รินรดาถามเสียงตะกุกตะกัก ความรู้สึกอุ่นวาบแปลกๆ แล่นพล่านขึ้นมากลางอกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันเป็นความรู้สึกซับซ้อนที่อธิบายไม่ถูก ทั้งหมั่นไส้ ทั้งประหลาดใจ และ... ใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล
“ตั้งแต่ตอนที่คุณมัวแต่โวยวายใส่ฉันนั่นแหละค่ะ” พิมพ์มาดาวางแท็บเล็ตกลบเกลื่อนลงบนโต๊ะตามเดิม ก่อนจะหันหลังหยิบกระเป๋าเอกสารของตัวเองขึ้นมาสะพายไหล่ “ทำงานร่วมกันมาตั้งหลายสัปดาห์ ฉันไม่ปล่อยให้งานพังคามือเพราะความสะดุ้งตกใจของคุณหรอกค่ะ เสียชื่อภัณฑารักษ์ผู้ควบคุมโปรเจกต์หมด”
ปากร้าย... ปากไม่ตรงกับใจที่สุด! รินรดานั่งมองแผ่นหลังบางของคนที่เดินไปหยิบเสื้อโค้ทมาสวมอย่างคล่องแคล่ว ความใจดีที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดถางถางและท่าทางเย่อหยิ่งพวกนั้นมันคืออะไรกันทำไมพิมพ์มาถึงชอบทำให้เธอต้องใจสั่นแล้วก็ต้องตั้งกำแพงใส่ทุกทีสินะ
พิมพ์มาดาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงาน เธอมือจับลูกบิดประตูแล้วหันกลับมามองรินรดาที่ยังคงนั่งนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม แสงไฟสลัวจากโคมไฟโต๊ะทำงานสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของภัณฑารักษ์สาว ทำให้แววตาที่มักจะแข็งกระด้างเมื่อยามทำงานดูละมุนขึ้นอย่างประหลาด
“ดึกมากแล้วนะคะ เลิกทำตัวเป็นเด็กดื้อแล้วรีบกลับไปนอนพักซะ พรุ่งนี้ยังมีงานพรีเซนต์รอบบล็อกสเก็ตช์กับบอร์ดบริหารอีก ห้ามมาสายเด็ดขาดนะคะ รินรดา”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นไม่มีแววของการประชดประชันหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันมีความห่วงใยเจือจางซ่อนอยู่ภายใต้ประโยคคำสั่งที่คุ้นเคย ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับหัวใจของรินรดาในตอนนี้
“รู้แล้วน่า... คุณนี่จู้จี้ชะมัด” รินรดาแกล้งทำเป็นพึมพำบ่นกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังตีตื้นขึ้นมาจนร้อนผ่าวที่ใบหน้า “แล้วก็... ขอบคุณนะคะ สำหรับเรื่องไฟล์งาน”
พิมพ์มาดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขอบคุณจากปากของคนที่ไม่เคยยอมลงให้ใครง่ายๆ ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งแรกของคืนนี้ รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำเอารินรดารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
“ไม่ต้องขอบคุณหันทิศหรอกค่ะ ฉันแค่มืออาชีพพอที่จะไม่ปล่อยให้งานพังเพราะความซุ่มซ่ามของคุณก็เท่านั้นเอง” พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะหมุนตัวเตรียมผลักประตูออกไป
“เดี๋ยวก่อนสิคุณพิมพ์มาดา!” รินรดาผุดลุกขึ้นเรียกชื่ออีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอกมันเรียกร้องให้เธอต้องพูดอะไรสักอย่างออกไป
พิมพ์มาดาหยุดชะงัก หันกลับมาเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย “มีอะไรอีกคะ ดึกมากแล้วนะ”
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกนิด หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก สายตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น พยายามจะค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีเย่อหยิ่งพวกนั้น
“คุณ... ใจดีกับฉันแบบนี้ทำไมคะ” รินรดาถามออกไปตรงๆ น้ำเสียงเจือความสั่นไหวเล็กน้อยที่เธอพยายามบังคับให้มั่นคงที่สุด “ทั้งที่ปกติคุณเกลียดฉันจะตาย พยายามหาเรื่องเขม่นฉันทุกฝีก้าว แต่พอฉันจะแย่ คุณก็คอยช่วยตลอด... อย่าทำตัวเป็นคนดีกับฉันนักเลยค่ะ เพราะมันทำให้ฉัน...”
คำพูดที่เหลือกลืนหายลับไปในลำคอเมื่อพิมพ์มาดาก้าวสวนเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วชนิดที่ตั้งตัวไม่ทัน ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตรจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดารดรดกันและกัน แววตาของพิมพ์มาดาไหวระริกอย่างรุนแรง ความนิ่งสงบที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงประกายความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าจะควบคุม
“ถ้าฉันใจดีกับคุณมากกว่านี้... คุณจะทนไหวเหรอคะ รินรดา”
พิมพ์มาดาเอ่ยกระซิบแผ่วเบาชิดริมฝีปาก ก่อนที่จังหวะหัวใจของทั้งสองคนจะถูกแช่แข็งลงทันทีเมื่อจู่ๆ ไฟนีออนทั้งชั้นก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงพูดคุยของกลุ่มคนทำความสะอาดที่กำลังเดินตรงมาทางห้องทำงานนี้อย่างรวดเร็ว!
ติดตามตอนต่อไปใน "องศาร้ายปะทะองศารัก" นะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความฟินและความจิ้นนี้ด้วยกันนะคะ! ❤️
องศาร้ายปะทะองศารัก: เดิมพันหัวใจยัยภัณฑารักษ์จอมเหวี่ยง•ตอนที่ 7
อย่าทำตัวเป็นคนดี
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาร้ายปะทะองศารัก: เดิมพันหัวใจยัยภัณฑารักษ์จอมเหวี่ยง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!