รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา•ตอนที่ 2

ทางเลือกของผู้รอดชีวิต

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
"ในเมื่อประตูกลวงโบ๋เช่นนี้ ไฉนข้าจะต้องเดินเข้าทางประตูหน้าให้เสียเกียรติด้วยเล่า" น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงใหญ่แต่แฝงไว้ด้วยคมมีดซ่อนเร้นดังขึ้น ท่าความมืดสลัวของห้องลับใต้ดินกลิ่นอับชื้น หลี่ซูเหวินในยามนี้มิได้สวมอาภรณ์หรูหราของสตรีในราชสำนักดังเช่นอดีต นางอยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีเทาเข้มทะมัดทะแมง เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบตึงเป็นมวยสูงด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับสุกสกาวไปด้วยประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวชนิดที่ต่อให้เป็นขุนศึกผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนยังต้องหลบสายตา ร่างระหงก้าวเดินบนพื้นหินเย็นเฉียบ เสียงฝีเท้าเบาราวกับแมวป่าก้าวข้ามพงหญ้า ในมือเรียวบางถือแผ่นป้ายไม้ไผ่สลักอักษรสีชาด—ป้ายสิทธิ์พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมทดสอบกลยุทธ์ขั้นสุดท้าย ณ ค่ายกลทมิฬของจวนอ๋องหนานกงเหยียน ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน หลังจากที่นางใช้กลอุบายตลบหลังตระกูลเดิมและรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด ปลายปากกาที่เคยจรดเพียงบทกวีและภาพวาดในตำหนักใน บัดนี้ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นอาวุธลับในการวางหมากแก้แค้น เป้าหมายของนางในค่ำคืนนี้คือการผ่านด่านทดสอบหินสามชั้น เพื่อก้าวขึ้นเป็น 'กุนซือเงา' สตรีคนแรกในประวัติศาสตร์กองทัพทมิฬ ตำแหน่งที่จะทำให้นางยืนอยู่เบื้องหลังอำนาจ และมีสิทธิชี้เป็นชี้ตายผู้ที่เคยเหยียบย่ำนางไว้ใต้ฝ่าเท้า "แม่นางหลี่... ทางข้างหน้าคือหอคอยทดสอบกลยุทธ์สวรรค์ บ่าวรับใช้ผู้ดูแลแจ้งว่า มีบัณฑิตและเซียนกลยุทธ์ตกตายและบาดเจ็บจากการทดสอบนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน ท่าน... แน่ใจแล้วหรือว่าจะเอาชีวิตไปเสี่ยง?" เสียงกระซิบด้วยความหวาดหวั่นของ ‘ชิงลี่’ สาวใช้คนสนิทที่ยอมติดตามนางมาด้วยดังขึ้น นางสั่นเทาอยู่เบื้องหลัง พลางดึงชายเสื้อของซูเหวินไว้แน่น ซูเหวินหยุดเดิน ช้าๆ นางหันกลับมามองสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ด้วยแววตานุ่มnuนขึ้นเพียงนิด ก่อนจะยกปลายนิ้วเรียวขึ้นแตะริมฝีปากที่ระบายยิ้มบางเบาอย่างเยือกเย็น "ความเสี่ยงอันใดกัน ชิงลี่... ชีวิตของข้ามันตายไปตั้งแต่คืนที่ตำหนักอัคคีแผดเผาแล้ว ในเมื่อสวรรค์เมตตาต่ออายุให้ข้าได้กลับมาหายใจอีกครา ทุกย่างก้าวต่อจากนี้คือการทวงหนี้เลือด หากไม่เดินหน้าเหยียบย่ำพวกมันให้จมดิน ข้าก็เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่ไร้ค่าตัวหนึ่งเท่านั้น จำไว้... ในเกมการเมือง ไม่มีคำว่าสตรีอ่อนแอ มีแต่ผู้ชนะที่เหยียบย่างบนซากศพของศัตรูเท่านั้น" สิ้นคำ ประตูเหล็กบานยักษ์สลักรูปอสูรแยกเขี้ยวเบื้องหน้าก็ค่อยๆ ส่งเสียงครั่นคร้าม เลื่อนเปิดออกด้วยกลไกโบราณ กลิ่นอายความตายและกลิ่นอายโลหิตเจือจางลอยทะลักออกมาปะทะใบหน้าทันที แสงไฟสีส้มสลัวจากคบเพลิงภายในสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายและดวงตาที่ฉายแววทะเยอทะยานอย่างไร้ขีดจำกัดของนาง หลี่ซูเหวินไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางสาวเท้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างองอาจ ชายเสื้อผ้าฝ้ายพริ้วไหวตามแรงลมวูบสุดท้าย ก่อนที่ประตูเหล็กหนาหนักจะปิดทับลงเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว ตัดขาดโลกภายนอกและกักขังนางไว้ในสมรภูมิแห่งปัญญาที่เดิมพันด้วยลมหายใจ ภายในหอคอยทดสอบชั้นแรก—ความเงียบงันปกคลุมจนน่าอึดอัด เบื้องหน้าคือกกระดานหมากล้อมขนาดยักษ์ที่สลักด้วยศิลาหยกดำ บนกระดานเต็มไปด้วยหมากสีขาวและดำที่ถูกวางไว้ในตำแหน่งพิสดาร ราวกับเป็นค่ายกลสังหารที่ไร้ทางออก และที่มุมห้องนั้นเอง มีเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินกำลังยืนหันหลังให้ กำลังจิบชาอุ่นๆ อย่างสบายอารมณ์ “กล้าหาญนัก... สตรีร่างบางเช่นเจ้า กล้าเหยียบย่างเข้ามาในรังพยัคฆ์โดยไร้ซึ่งความเกรงกลัว” น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดุจน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว ดังลอดมาจากเงาร่างนั้น ร่างสูงสง่าค่อยๆ หันกลับมา ช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายราวน้ำสลัก ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บคู่นั้นจดจ้องมองมาที่นางราวกับจะทะลวงลึกถึงก้น Wบึ้งจิตใจ ท่านอ๋องหนานกงเหยียน! เขาไม่ได้มอบหมายให้ผู้ดูแลมาทดสอบนางตามลำพัง แต่พระองค์... เสด็จมาทดสอบนางด้วยพระองค์เอง! หัวใจของซูเหวินกระตุกวูบไปชั่วขณะ ทว่าสีหน้าของนางกลับยังคงนิ่งสงบดั่งสายน้ำ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก นางย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคมคายคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากถูกจุดขึ้นอย่างท้าทาย "หม่อมฉันหลี่ซูเหวิน หาได้มาเพื่อขอความเมตตาจากท่านอ๋องไม่เพคะ..." นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบงันสร้างแรงกดดัน ก่อนจะเอื้อnวาจาด้วยน้ำเสียงที่ดังชัดเจนและมั่นคง "แต่หม่อมฉันมาเพื่อ... ถวายแผนการที่จะทำให้ท่านอ๋องครอบครองแผ่นดินนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต่างหากเพคะ" หนานกงเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมพระoษฐ์หนา พระองค์ย่างพระบาทเข้ามาใกล้ชิดนางทีละก้าว กลิ่นอายความกดดันระดับอ๋องผู้กุมกองทัพทมิฬแผ่ซ่านจนแทบหยุดหายใจ พระพักตร์โน้มลงมาใกล้จนซูเหวินได้กลิ่นจางๆ ของชาชั้นดีและสนิมเหล็ก ก่อนที่พระองค์จะทรงยื่นมือหนาออกไป เชยคางมนของนางขึ้นให้สบพระเนตรตรงๆ "บังอาจนัก... สตรีแซ่หลี่ เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงคิดว่าคำพูดพล่อยๆ ของเจ้าจะแลกกับลมหายใจรอดออกไปจากที่นี่ได้?" ซูเหวินไม่หลบสายตา รอยยิ้มบนเรียวปากของนางยิ่งลึกล้ำขึ้นไปอีก นางเอื้อมมือเรียวบางของตนขึ้นไปกุมข้อมือแกร่งที่เชยคางนางไว้อย่างถือดี ก่อนจะกระซิบตอบเบาๆ ริมพระโอษฐ์ของท่านอ๋อง "เพราะหม่อมฉันรู้ว่า... ศัตรูที่ท่านอ๋องกำลังหมายหัวอยู่ ณ เวลานี้ คือคนผู้เดียวกับที่ต้องการหัวของหม่อมฉันอย่างไรล่ะเพคะ..." บรรยากาศในห้องทดสอบพลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เมื่อดวงตาคมกริบของท่านอ๋องหนานกงเหยียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "เงียบแต่ฟาดเรียบ" มา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%