กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีลอยกรุ่นเคล้ากับกลิ่นควันธูปไม้จันทน์หอมกรุ่นในห้องโถงแปดเหลี่ยม ทว่าบรรยากาศกลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูเหมันต์ ปลายกระบี่คมกริบสะท้อนแสงไฟจากโคมไข่มุกราตรี วางทาบอยู่บนลำคอระหงของหลี่ซูเหวินอย่างพพอดี ไร้ซึ่งความลังเลหรือปรานีจากบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น "อ๋องอสุรา" แห่งแคว้นหนาน
หนานกงเหยียนนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พนักพิงไม้จันทน์แดงแกะสลักลวดลายพญามังกรทะยานเมฆ อาภรณ์คลุมกายสีนิลสนิทปักดิ้นลายเมฆาด้วยไหมสีเงินยวดยวง ขับเน้นให้ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักหยกขาวนั้นดูดุจดั่งยมทูตผู้ไร้หัวใจ ดวงเนตรคมกราบกวาดมองร่างบางที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นในดวงตาคู่นั้น แม้คมกระบี่จะจ่ออยู่ห่างจากเส้นชีพจรเพียงมิลลิเมตรเดียวก็ตาม
"เจ้ากล้าดียังไงถึงแอบลอบเข้ามาในตำหนักบูรพาโดยผ่านค่ายกลกลไกสิบแปดทิศของเปิ่นหวางมาได้... หรือคิดว่าชีวิตของเจ้ามีค่าน้อยนัก ถึงได้รนหาที่มาตายเร็วกว่ากำหนดเช่นนี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ในถ้ำลึกดังขึ้น เยียบเย็นจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ข้าราชบริพารและองครักษ์เงาต่างก้มหน้าคุดคู้อยู่มุมมืด รอคอยเพียงคำสั่งเดียวเพื่อเด็ดหัวสตรีผู้บังอาจบุกรุกพื้นที่ต้องห้าม
หลี่ซูเหวินมิได้สะทกสะท้าน นางแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามหยาดเยิ้มทว่าแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันอันล้ำลึก นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพทมิฬอย่างไม่เกรงกลัว ร่างกายภายใต้ชุดฮั่น복สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมยสีแดงชาดดูโดดเด่นตัดกับความมืดมิดของห้องโถง
"ท่านอ๋องทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันมิได้ 'ลอบเข้ามา' แต่หม่อมฉัน 'เดินเข้ามา' โดยเปิดเผย... ด้วยข้อเสนอที่แม้แต่ท่านก็ไม่อาจปฏิเสธได้ต่างหากล่ะเพคะ"
สุ้มเสียงของนางนุ่มนวล ก้องกังวาน และมั่นคงจนคนฟังต้องชะงัก หนานกงเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายกระบี่ในมือขยับเข้าใกล้ผิวเนื้ออีกนิดจนเกิดรอยแดงจางๆ และหยดเลือดสีชาดไหลซึมออกมาเล็กน้อย แต่นางยังคงไม่กะพริบตา
"สตรีออนแอเช่นเจ้า กล้าดียังไงมาต่อรองกับเปิ่นหวาง ไสหัวไปซะ... ก่อนที่เปิ่นหวางจะสั่งให้คนหั่นเจ้าเป็นร้อยชิ้นแล้วโยนให้สุนัขกิน"
"สุนัขของท่านอ๋องคงจะเลือกกินอาหารสักหน่อยนะเพคะ หากต้องกินเนื้อของสตรีที่ถือครอง 'แผนที่คลังเสบียงลับของแคว้นเป่ย' เกรงว่ากระเพาะของพวกมันอาจจะรับไม่ไหว"
ซูเหวินกล่าวสวนกลับทันควัน ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มือเรียวบางเอื้อมขึ้นปลดถุงผ้าแพรปักลายวิจิตรออกจากเอวอย่างใจเย็น ราวกับมิได้เอาชีวิตของตนเองมาแขวนไว้บนเส้นด้าย
คำว่า *แผนที่คลังเสบียงลับของแคว้นเป่ย* ทำให้ดวงเนตรของอ๋องหนานกงเหยียนไหววูบไปชั่วขณะ ข้อมูลนี้เป็นความลับสุดยอดที่แม้แต่แม่ทัพใหญ่ยังไม่ล่วงรู้ทั่วถ้วน เหตุใดสตรีตัวเล็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งในตำหนักเย็นจึงล่วงรู้ได้ แถมยังนำมันมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนในวินาทีแห่งความเป็นความตาย
หนานกงเหยียนส่งสัญญาณมือให้องครักษ์ถอยไป ความกดดันรอบตัวมิได้ลดลง ทว่ากลับเข้มข้นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างบางที่คุกเข่าอยู่ กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายเลือดฝาดโชยเข้าปะทะนาสิก
เขาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วเย็นเฉียบเชยคางนางขึ้นบังคับให้สบตา ปลายกระบี่ในมืออีกข้างยังคงไม่ห่างจากลำคอ
"พูดมา... หากคำพูดของเจ้ามีค่าไม่พอจะชดเชยความอาจหาญนี้ เปิ่นหวางจะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งถึงนรกบนดินที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร"
ดวงตาของเขาราวกับห้วงเหวลึกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง หลี่ซูเหวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นกังวานใสราวกับเสียงกระดิ่งเงินท่ามกลางสายฝน
"ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถ แต่กลับมองข้าม 'หนอนบ่อนไส้' ที่กำลังกัดกินราชสำนักจากภายใน... แผนที่นี้เป็นเพียงก้าวแรก หากท่านต้องการพลิกเกมในราช بطاني ประหารศัตรูทางการเมืองให้สิ้นซากโดยที่มือของท่านไม่ต้องเปื้อนโคลน หม่อมฉันนี่แหละเพคะ คือหมากตัวสำคัญที่ท่านตามหา"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วอึดใจใหญ่ หนานกงเหยียนจ้องมองใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเกินตัวนั้นอย่างพิจารณา สตรีผู้นี้ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงประกายไฟแห่งการแก้แค้นที่ลุกโชนอยู่ภายใต้ดวงตาสนิมเหล็กคู่นั้น ซึ่งมัน... ช่างคล้ายคลึงกับตัวเขาเสียเหลือเกิน
มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แท้จริงครั้งแรก หนานกงเหยียนสะบัดมือเก็บกระบี่เข้าฝักเสียงดัง *กริ๊ง* ก้องกังวาน
"น่าสนใจ... ดี หลี่ซูเหวิน เจ้าทำให้เปิ่นหวางประหลาดใจได้ถึงสามครั้งในเวลาไม่ถึงเค่อเดียว" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าชวนขนลุก "แต่ความไว้ใจไม่ได้ซื้อได้ด้วยลมปาก... ดื่มถ้วยนี้เสียก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องพันธะสัญญา"
ฉับพลัน องครักษ์เงาก้าวออกมาพร้อมถาดทองคำ บนนั้นมีจอกหยกขาวบรรจุของเหลวสีแดงฉานส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เป็น "สุราอาคมโลหิต" พิษร้ายแรงที่จะกัดกินตับไตภายในเจ็ดวัน หากไม่มีโอสถแก้ต่อรอง ชีวิตของนางจะตกอยู่ในกำมือของเขาอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีวันดิ้นหลุด
ซูเหวินก้มมองจอกสุราตรงหน้า หัวใจเต้นกระหน่ำรัวราวดรัมศึก นางรู้ดีว่านี่คือการทดสอบขั้นสุดท้าย หากดื่มคือนضบศรัทธา หากปฏิเสธคือความตายทันที แต่นางไม่มีทางเลือกอื่น
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวจะเอื้อมไปแตะจอกหยก เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงตะโกนตื่นตระหนกของขันทีหน้าตำหนักก็ดังแหวกอากาศเข้ามาเสียก่อน
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... ส่งตรงมาถึงตำหนักบูรพาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หนานกงเหยียนขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาดุดันหันกลับไปมองที่ประตูห้องโถงพร้อมกับที่ขันทีวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่า แนบม้วนพระราชโองการประทับตราหยกทองคำส่งให้ด้วยมือที่สั่นเทา
มือหนารับม้วนพระราชโองการมาคลี่ออกอ่าน สายตาคมกวาดมองอักขระบนกระดาษอย่างรวดเร็ว ก่อนที่นัยน์ตาคู่นั้นจะหรี่แคบลงอย่างอันตราย รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาจนทุกคนในห้องต้องสะท้านเฮือก
ซูเหวินแอบเหลือบมองสีหน้าของท่านอ๋องที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หนานกงเหยียนก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของนางเกือบสะดุดหยุดลง
"ดูท่า... ฮ่องเต้จะมีรับสั่งให้ 'ประหารชีวิต' อดีตพระสนมหลี่ซูเหวิน ภายในสามก้านธูปนี้... เจ้าว่า เราควรจะร่วมมือกันจัดการเรื่องนี้อย่างไรดีล่ะ พระชายา?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "เงียบแต่ฟาดเรียบ" มา ณ ที่นี้นะคะ
รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา•ตอนที่ 3
เงาอ๋องผู้โหดเหี้ยม
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!