รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา•ตอนที่ 4

กลยุทธ์ก้าวนำหนึ่ง

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
"หากคลังเสบียงค่ายทหารแดนเหนือยังคงพร่องลงอีกสามส่วน ภายในสัปดาห์หน้าคงมิใช่ข้าศึกจากแคว้นเป่ยที่บดขยี้พวกเราให้ย่อยยับ แต่จะเป็นความอดอยากที่จะปลิดชีพเหล่าทหารกล้าด้วยมือของพวกเขาเองเพคะ..." สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องกังสดาลของหลี่ซูเหวินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าภายในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ กลิ่นอายของกำยานไม้กฤษณาอบอวลผสมผสานไปกับความกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าของบุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานไม้จันทน์แดง หนานกงเหยียนมิได้เงยพระพักตร์ขึ้นจากกองฎีกาเบื้องหน้า ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่กำลังตวัดพู่กันขนกระต่ายป่ากลับชะงักค้างไปชั่วลมหายใจ รัศมีเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีแผ่ขยายออกมารอบวรกาย จนข้ารับใช้และเหล่าแม่ทัพนายกองที่ยืนคุมเชิงอยู่มุมห้องต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความหวาดหวั่น ท่านอ๋องผู้ไร้พ่ายและเลือดเย็นผู้กุมอำนาจกองทัพทมิฬทรงปรายพระเนตรคมกริบดั่งใบมีดมายังสตรีร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์สีนิล ทอดพระเนตรพิจารณาร่างที่ยืนหยัดอย่างสง่างามโดยไม่ก้มหัวหลบสายตา "หลี่ซูเหวิน... เจ้ากล้าดียังไงถึงก้าวก่ายเรื่องการคลังกองทัพทมิฬ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยออกมาประดุจเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในถ้ำลึก "บัญชีเสบียงถูกปิดผนึกด้วยตราประทับของกรมคลังหลวง ต่อให้เจ้าเป็นถึงอดีตพระสนมที่รอดตายมาจากตำหนักเย็น ก็มิใช่ฐานะที่จะมาเอ่ยคำว่า 'อดอยาก' ในสถานที่แห่งนี้" "หม่อมฉันหาได้ก้าวก่ายด้วยความอาจหาญอย่างไร้เหตุผลเพคะ แต่หากเป็นเพราะหม่อมฉันมองเห็น 'เงา' ของความพินาศที่กำลังคืบคลานเข้ามาต่างหาก" ซูเหวินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่าแฝงไว้ด้วยความคมกริบของคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก นางก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทรงอักษรช้าๆ เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นหินอ่อนแผ่วเบาราวกับเสียงก้าวเดินของแมวป่า นางทิ้งระยะห่างอย่างเหมาะสมตามธรรมเนียม ทว่าท่วงทีนั้นกลับเปี่ยมด้วยความมั่นใจจนน่าประหลาดใจ ฉลองพระองค์ของหนานกงเหยียนในยามนี้คือชุดคลุมผ้าต่วนสีดำสนิทปักดิ้นทองลายมฆา 5 เล็บ รัดด้วยเข็มขัดหยกขาวเนื้อดีที่ส่องประกายเย็นเยียบตัดกับผิวเนื้อเข้มและสันกรามคมคายดั่งรูปสลัก พระเนตรคู่คมจดจ้องนางเขม็ง ราวกับต้องการทะลวงเข้าไปในห้วงความคิดของสตรีผู้พลิกผันชะตาชีวิตตนเองจากเหยื่อในวังหลังมาสู่กุนซือเฉพาะกิจที่กล้าต่อรองกับเขา "เจ้ามีเวลาสามลมหายใจในการพูดจาให้เข้าหู ข้าเกลียดคำแก้ตัวของพวกสตรีไร้ค่าที่เอาแต่ร่ำไห้ที่สุด" อ๋องหนานกงเหยียนตรัสเสียงเยียบเย็น พลางวางพู่กันลงในแท่นหินบดหมึก เสียงกระทบดัง *กริ๊ก* เบาๆ แต่กลับบาดลึกในประสาทสัมผัส "เสบียงสามหมื่นกระสอบที่ควรจะถูกส่งถึงชายแดนเหนือเมื่อเดือนก่อน บัดนี้ถูกสับเปลี่ยนเป็นข้าวสารขึ้นราครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งถูกกักตุนไว้ในโกงการค้าตระกูลเว่ยของเสนาบดีเว่ยผู้เป็นพระสัสสุระในองค์รัชทายาทเพคะ..." ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความตื่นตระหนก แม้ว่าข้อมูลที่นางเพิ่งกล่าวออกไปจะเทียบเท่ากับการประกาศสงครามกับขั้วอำนาจใหญ่ทั้งราชสำนักก็ตาม "หากพระองค์ยังทรงรอหมายกำหนดการเบิกงบประมาณรอบใหม่ตามขั้นตอนปกติ ข้าศึกจากเป่ยคงยกทัพมาเหยียบเมืองหลวงก่อนที่ทหารของพระองค์จะได้เคี้ยวข้าวคำแรก" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทรงอักษรอีกครั้ง ทว่าในคราวนี้มันเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ นายกองใหญ่ผู้ติดตามต่างพากันหน้าถอดสี เพราะข้อมูลลับระดับนี้แม้แต่หน่วยข่าวกรองของกองทัพทมิฬยังต้องใช้เวลาสืบเสาะนับแรมเดือน แต่นาง... สตรีที่เพิ่งก้าวเข้ามาในวงจรอำนาจกลับเอ่ยออกมาได้อย่างฉะฉานราวกับไปนั่งนับเมล็ดข้าวด้วยตนเอง หนานกงเหยียนหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากพระวรกายจนบรรยากาศรอบตัวแทบจะแข็งตัว พระองค์ทรงโน้มพระวรกายไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องมองลึกลงไปในดวงตากลมโตคู่สวยที่สะท้อนภาพเงาของพระองค์อย่างชัดเจน "แล้วอย่างไร? เจ้ามีแผนการอันใด หรือคิดจะให้ข้าส่งกองทัพบุกปล้นคลังสินค้าของเสนาบดีเว่ยกลางวันแสกๆ เช่นนั้นหรือ? ความคิดตื้นเขินเช่นนั้นรังแต่จะทำให้เราตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายนั้น" "การใช้กำลังพลย่อมเป็นการกระทำที่โง่เขลาที่สุดเพคะ ท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถย่อมไม่ทำเรื่องเช่นนั้น..." ซูเหวินกราบทูลพร้อมกับยกย่องด้วยถ้อยคำที่ระรื่นหู ทว่าแววตากลับฉายประกายเจ้าเล่ห์ "หม่อมฉันมิได้ต้องการให้ท่านอ๋องไปปล้น แต่ต้องการให้เสนาบดีเว่ย 'มอบ' เสบียงเหล่านั้นให้เราด้วยความสมัครใจ... แถมยังต้องกราบกรานขอร้องให้เราช่วยรับซื้อไว้ด้วยซ้ำเพคะ" มุมพระoษฐ์หยักของหนานกงเหยียนกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและดุร้ายเสียยิ่งกว่าความโกรธกริ้ว "โอ้? หญิงสาวผู้ไร้เบื้องหลังเช่นเจ้า เอาความมั่นใจมาจากไหนว่าจะทำให้สุนัขจิ้งจอกเฒ่าผู้นั้นยอมคายสมบัติออกมา?" "ความโลภ... และภาพมายาเพคะ" ซูเหวินก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว จนกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวที่นางมักใช้ประพรมเรือนผมลอยเข้าสู่พระนาสิกของท่านอ๋อง "ในเมื่อเสนาบดีเว่ยต้องการกักตุนเสบียงเพื่อรอปั่นราคาในช่วงที่เกิดภัยแล้งและภาวะสงคราม เราก็แค่สร้าง 'ข่าวลือ' ว่าปีนี้ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ผลผลิตข้าวทางใต้จะล้นตลาดจนราคาดิ่งเหว และที่สำคัญ... ทางการกำลังจะเปิดคลังหลวงระบายข้าวราคาถูกออกสู่ตลาดในอีกสัปดาห์หน้า" นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ให้เวลาสติปัญญาอันล้ำเลิศของชายหนุ่มตรงหน้าได้ประมวลผลกลยุทธ์ที่นางร้อยเรียงขึ้นอย่างประณีตดั่งงานปัก "เมื่อข่าวลือนี้แพร่สะพัดออกไปในหมู่พ่อค้าคนกลาง เสนาบดีเว่ยผู้กระหายเงินตราจะเกิดความตื่นตระหนก เกรงว่าข้าวในมือจะเน่าคาโกดังและกลายเป็นกระดาษไร้ค่า เขาจะรีบระบายสินค้าออกโดยด่วน และในขณะนั้นเอง... หม่อมฉันจะให้คนของเราสวมรอยเป็นพ่อค้าลึกลับจากต่างถิ่น กว้านซื้อเสบียงเหล่านั้นในราคาที่ต่ำกว่าทุนครึ่งหนึ่ง..." ซูเหวินแย้มยิ้มอย่างงดงาม ทว่าเหี้ยมเกรียมในคราวเดียวกัน "เราจะได้เสบียงทั้งหมดกลับคืนมาโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว แถมยังทำให้คลังสมบัติของตระกูลเว่ยสูญเงินมหาศาลจนแทบกระอักเลือดเพคะ" ภายในห้องทรงอักษรตกอยู่ในความเงียบงัดอีกครา ทว่าครั้งนี้มิใช่ความกดดัน หากแต่เป็นความตื่นตะลึงของเหล่าข้าราชบริพารที่ได้ยินแผนการอันล้ำลึกและอำมหิตนี้ จิตวิทยาขั้นสูงที่ใช้ผลประโยชน์และความโลภมาเป็นเครื่องมือทุบทำลายศัตรูโดยที่ศัตรูไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังถูกเชือด หนานกงเหยียนทรงนิ่งเงียบไปนาน ทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย รอยแค้นข้ามภพหรือความทะเยอทะยานอันใดกันแน่ที่หล่อหลอมให้สตรีบอบบางนางนี้กลายเป็นปีศาจสาวผู้ชาญฉลาดถึงเพียงนี้ แววตาของพระองค์มิได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับลุกโชนด้วยประกายแห่งความถูกใจและความเร่าร้อนที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ความเยือกเย็นมาเนิ่นนาน "เจ้าช่าง... ร้ายกาจยิ่งนัก หลี่ซูเหวิน" หนานกงเหยียนตรasด้วยพระสุ้มเสียงที่ทุ้มนุ่มจนน่าขนลุก พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางจนซูเหวินต้องเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ พระหัตถ์หนายื่นออกไปเชยคางมนของนางขึ้นแผ่วเบา ปลายพระนรกสัมผัสกับผิวแก้มนวลเนียนที่นุ่มราวดอกไม้ "หากแผนการนี้ล้มเหลว เจ้าก็รู้ใช่หรือไม่ว่าจุดจบของคนอวดดีคือสิ่งใด?" "หากล้มเหลว หม่อมฉันยินดีเอาหัวสุนัขของตนเองมาสังเวยแท่นบูชาของท่านอ๋องเพคะ" ซูเหวินตอบกลับโดยไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย ดวงตาดำขลับคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความท้าทายที่ทำให้หัวใจของอ๋องหนานกงเหยียนกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในวินาทีนั้นเอง ก่อนที่บทสนทนาอันตึงเครียดจะดำเนินไปมากกว่านี้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบอยู่บนเปลวไฟก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทรงอักษร ตามด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วและเสียงตะโกanของขันทีคนสนิทที่แตกตื่นจนแทบจับใจความไม่ได้ "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าผลักประตูไม้แกะสลักเข้ามาโดยไม่รออนุญาต ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มราวกับลูกนกตกน้ำ คุกเข่าลงกับพื้นจนศีรษะกระแทกพื้นเสียงดัง *โขก* "มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... องค์รัชทายาททูลขอพระราชทานสมรส โดยระบุชื่อ... ระบุชื่อพระสนมเอกหลี่ซูเหวิน ให้ไปเป็นชายาเอกในตำหนักบูรพาในอีกสามวันข้างหน้าพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นคำประกาศนั้น บรรยากาศภายในห้องที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงชั่วพริบตาก็กลับดิ่งวูบลงสู่ขุมนรกแห่งความเดือดดาลทันที! รังสีอำมหิตพวยพุ่งระเบิดออกมาจากร่างของหนานกงเหยียนจนแก้วชาบนโต๊ะสั่นสะเทือน พระเนตรคู่นั้นแดงก่ำดุจโลหิต ความเยือกเย็นทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นชิ้นๆ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "เงียบแต่ฟาดเรียบ" มา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%