กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของน้ำชาดอกเหมยในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ลอยออบริเวณห้องหนังสือส่วนตัวของตำหนักบูรพา เสียงปลายพู่กันขนหมาป่ากระทบลงบนกระดาษซวนจื่อเนื้อบางเบาดัง ‘สวาท... สวาท’ เป็นจังหวะจะโคน ทว่าหนักหน่วงและเด็ดเดี่ยวราวกับเสียงฝีเท้าของม้าศึกที่กำลังเหยียบย่างเข้าสู่สนามรบ
หลี่ซูเหวินในชุดกระโปรงยาวผ้าไหมปักลายหงส์เหมันต์สีฟ้าครามเข้ม ขอบแขนเสื้อกุרด้วยขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ใด ดวงตาคู่คมดั่งหงส์หรี่ลงเล็กน้อยขณะพิจารณาตัวอักษรจีนนับร้อยที่นางเพิ่งรจนาขึ้นด้วยมันสมองและข้อมูลที่แลกมาด้วยหยาดเลือดในชาติภพก่อน
กระดาษแผ่นนี้มิใช่เพียงแค่รายงานราชการ แต่มันคือ ‘ใบประกาศิตมรณะ’ ที่จะสั่นคลอนรากฐานของตระกูลขุนนางใหญ่ฝ่ายอัครเสนาบดีโจวผู้เรืองอำนาจ
“เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่า ข้อมูลชุดนี้จะสามารถสั่นคลอนเสาหลักของกรมคลังได้จริง?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรกดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อ๋องหนานกงเหยียนก้าวออกมาจากเงาสลัวของฉากกั้นลายปักมังกรทะยานฟ้า พระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดคลุมยาวสีดำสนิทปักดิ้นทองลายเมฆมงคล รัศมีความเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดพระเนตรมองร่างระหงที่นั่งนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะหนังสืออย่างพิจารณา
ซูเหวินวางพู่กันลงในแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้า นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพทมิฬด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่แม้แต่ขุนนางเฒ่าเขี้ยวลากดินยังต้องหวาดผวา
“ท่านอ๋องทรงสงสัยในสติปัญญาของหม่อมฉัน หรือทรงสงสัยในข้อมูลที่หม่อมฉันถวายให้กันแน่เพคะ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความท้าทายไว้อย่างแยบยล
หนานกงเหยียนแค่นพระṣอสั้นๆ ในลำพระกรรณ พระองค์สาวพระบาทเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย จนกระทั่งหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเก้าอี้ที่นางนั่ง กลิ่นอายบุรุษอันทรงอำนาจและกลิ่นอายสนิมเหล็กจางๆ จากสนามรบโชยเข้าจมูก ซูเหวินรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากพระวรกายที่โน้มเข้ามาใกล้จนแทบชิด
พระaniสางเรียวยาวเอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นที่จารึกชื่อบัญชีลับ ทุจริตเงินงบประมาณขุดลอกคูคลองและเสบียงทหารชายแดนขึ้นมาทอดพระเนตร สายพระเนตรคมกริบกวาดผ่านตัวเลขและรายชื่อขุนนางนับสิบชีวิตที่พัวพันกับเครือข่ายใต้ดินของอัครเสนาบดีโจวอย่างรวดเร็ว
“บัญชีลับฉบับนี้... แม้แต่หน่วยองครักษ์เงาของเปิ่นหวังยังสืบหามาได้เพียงครึ่งเดียว แต่เจ้ากลับระบุเส้นทางการเงิน ยอดเงินที่ยักยอก แมلهกระทั่งชื่อของพ่อค้าคนกลางที่รับฟอกเงินได้อย่างแม่นยำราولกับไปยืนถือสมุดบัญชีอยู่ข้างกายพวกมันด้วยตนเอง” หนานกงเหยียนตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวงสงสัยระคนทึ่ง “หลี่ซูเหวิน เจ้าเป็นใครกันแน่? สตรีในห้องหอเหตุใดจึงล่วงรู้เรื่องลับในท้องพระคลังได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้”
ซูเหวินไม่สะทกสะท้านต่อน้ำเสียงคาดคั้นนั้น นางค่อยๆ เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความแค้นที่ถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิด ชาติก่อน นางคือพระสนมผู้โง่เขลาที่เอาแต่เชื่อใจคนผิด จนต้องจบชีวิตลงด้วยจอกยาพิษและตระกูลถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร ย่อมไม่มีผู้ใดเข้าใจความเจ็บปวดของการถูกหักหลังและทรยศได้ดีไปกว่านางอีกแล้ว
“หากหม่อมฉันทูลว่า... ความรู้เหล่านี้ได้มาจากฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนทุกค่ำคืน ท่านอ๋องจะทรงเชื่อหรือไม่เพคะ?” ซูเหวินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความเยียบเย็นบาดลึก
“ความฝันรึ?” หนานกงเหยียนหรี่พระเนตรลง โน้มพระพักตร์ลงมาใกล้ใบหูขาวผ่องของนางจนลมหายใจอุ่นร้อนปะแก้มนวล “เปิ่นหวังไม่เคยเชื่อเรื่องงดงามไร้สาระเช่นนั้น สิ่งที่เปิ่นหวังเชื่อมีเพียงผลลัพธ์และอำนาจ”
“เช่นนั้นก็ทรงรอชมผลลัพธ์ในท้องพระโรงเช้าพรุ่งนี้เถิดเพคะ” ซูเหวินหันพระพักตร์กลับมาสบตาอย่างไม่เกรงกลัว ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นจนปลายจมูกแทบจะชนกัน หัวใจของนางเต้นระรัวมิใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นเร้าใจของเกมการเมืองที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น “ขุนนางในสังกัดอัครเสนาบดีโจวที่เคยเหยียบย่ำผู้อื่นด้วยความฮึกเหิม จะต้องลิ้มรสชาติของการตกจากยอดผาในชั่วข้ามคืน”
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนพระพักตร์หล่อเหลาคมคายของอ๋องหนานกงเหยียน พระองค์มิได้ถอยห่างออกไป แต่กลับใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งยันพนักเก้าอี้ไว้ กักร่างของนางให้อยู่ในอ้อมกอดกลายๆ
“ดี... หากแผนการของเจ้าทำให้ตระกูลโจวสั่นคลอนได้จริง เปิ่นหวังจะตบรางวัลให้เจ้าอย่างงาม” พระองค์กระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม “แต่หากเจ้าเล่นละครตบตาเปิ่นหวังเพื่อปกป้องใครบางคน... หัวของเจ้าคงต้องหลุดออกจากบ่าเป็นแน่”
“หม่อมฉันไม่มีผู้ใดให้ปกป้องอีกแล้วเพคะ นอกจาก... ความยุติธรรมที่ถูกปล้นไป” ซูเหวินตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ท้องพระโรงหลวงอันกว้างใหญ่โอ่อ่า แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงกระทบกับพื้นหินอ่อนขัดเงาวับ ขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนเรียงรายตามลำดับยศถาบรรดาศักดิ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด อัครเสนาบดีโจวผู้มีหนวดเครางามสง่าและใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มจอมปลอมยืนประสานมืออย่างมั่นใจ ทว่าในขณะที่ฮ่องเต้กำลังจะทรงประกาศปิดการประชุม ขุนนางฝ่ายตรวจสอบผู้หนึ่งซึ่งเป็นสายลับที่ซูเหวินกุมจุดอ่อนไว้ ก็ก้าวออกมาจากแถวพร้อมกับฎีกาฉบับหนาเตอะในมือ
“ทูลฝ่าบาท! กระหม่อมมีฎีกาด่วนลับสุดยอด ขอกราบทูลเรื่องการทุจริตยักยอกเงินงบประมาณขุดลอกแม่น้ำฮวงโหและเสบียงทหารชายแดน พะย่ะค่ะ!”
เสียงกราบทูลนั้นดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ราวกับอสุนีบาตฟาดลงกลางฤดูร้อน สีหน้าของอัครเสนาบดีโจวเปลี่ยนจากเรียบเฉยเป็นซีดเผือดในพริบตา เมื่อขุนนางผู้นั้นเริ่มอ่านตัวเลขเส้นทางการเงินและรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งล้วนแต่เป็นคนสนิทในเครือข่ายของตระกูลโจวทั้งสิ้น ท่ามกลางความตื่นตระหนกของเหล่าขุนนาง อ๋องหนานกงเหยียนประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่บนเก้าอี้พระราชทาน ทรงทอดพระเนตรความโกลาหลเบื้องล่างด้วยพระพักตร์เรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่ามุมพระโอษฐ์กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
ทว่า ในขณะที่เกมการเมืองกำลังดำเนินไปตามแผนที่ซูเหวินวางไว้อย่างไร้ที่ติ ขันทีเฒ่าคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ก็รีบร้อนวิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าพระพักตร์ พร้อมกับชูหีบไม้ลงรักปิดผนึกด้วยตราประทับลับสีชาดขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา
“ทูลฝ่าบาท! มี... มีพระราชโองการด่วนจากแดนเหนือพะย่ะค่ะ! กองทัพทมิฬชายแดนถูกกองกำลังปริศนาล้อมโจมตี... ค่ายกลแตกพ่าย และ... และท่านแม่ทัพใหญ่หายสาบสูญพะย่ะค่ะ!”
สิ้นเสียงรายงานนั้น ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ใบหน้าของอ๋องหนานกงเหยียนแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนดุจพายุฝนในเสี้ยววินาที
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "เงียบแต่ฟาดเรียบ" มา ณ ที่นี้นะคะ
รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา•ตอนที่ 5
รอยร้าวในราชสำนัก
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!