รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา•ตอนที่ 1

กลิ่นเลือดในวันวาน

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
รสชาติของความตาย... แท้จริงแล้วไม่ได้มีกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างที่ตำราพิชัยสงครามเคยพรรณนาไว้ หากแต่เป็นกลิ่นอับชื้นของตำหนักเย็นที่ผสมผสานกับกลิ่นกู่เจิงสายที่ขาดสะบั้น และความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกลงไปถึงไขกระดูก หลี่ซูเหวินยังจำสัมผัสสุดท้ายแห่งลมหายใจของตนเองได้แม่นยำ นางถูกบังคับให้ดื่มสุราจอกนั้น—จอกที่พระสวามีผู้เคยร่วมเรียงเคียงหมอนพระราชทานให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เพื่อแลกกับการรักษาตระกูลหลี่ให้พ้นข้อหากบฏ แต่สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรเล่า? บิดาถูกประหาร พี่ชายถูกเนรเทศ ส่วนนาง... สนมเอกผู้เคยคุมอำนาจตำหนักใน กลับต้องมาสิ้นลมอย่างไร้ค่าในห้องขังมืดทึบ มีเพียงหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นที่หลั่งรินเป็นสายโลหิต ความแค้น... ช่างเป็นเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ดวงวิญญาณได้ดีเยี่ยมเสียจริง "คุณหนู... คุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ! ฮือ... ฟ้าดินเมตตาแล้ว!" เสียงร้องไห้ปะปนกับเสียงสะอื้นฮักดังระงมอยู่ข้างหู สร้างความรำคาญใจให้แก่สติที่กำลังเลือนราง หลี่ซูเหวินขมวดคิ้วมุ่นโดยอัตโนมัติ เปลือกตาที่หนักอึ้งดั่งถูกถ่วงด้วยตะกั่วพยายามฝืนลืมขึ้นทีละน้อย ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือม่านมุ้งผ้าแพรเก่าคร่ำคร่าสีซีดจาง และกลิ่นสมุนไพรจีนรสขมปร่าที่ลอยตลบอบอวลอยู่ในบรรยากาศ นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็น... และนางก็ไม่ควรจะมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว "น้ำ..." เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกเสียดสีเล็ดลอดออกมาจากลำคอของหลี่ซูเหวิน นางพยายามจะยันกายลุกขึ้น ทว่าความเจ็บร้าวระบมราวกับกระดูกทุกท่อนถูกบดขยี้กลับแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย เด็กสาวในชุดผ้าป่านหยาบสีขาวซีดผู้หนึ่งรีบโผเข้ามาประคองร่างของนางอย่างทะนุถนอม สองแก้มของนาวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตาแดงก่ำบ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาแรมคืน นางคืออิงอิง สาวรับใช้คนสนิทที่ยอมตรอมใจตายตามนางในภพก่อน... หรือนี่จะเป็นความฝันก่อนที่วิญญาณจะแตกดับกันนะ? "คุณหนูรอง... ท่านฟื้นขึ้นมาจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ บ่าวใจหายหมดแล้ว ฮือ..." อิงอิงสะอื้นจนตัวโยน รีบประคองศีรษะของนายหญิงให้จิบน้ำชาอุ่นๆ ที่รินจากกาน้ำดินเผาบิ่นๆ เมื่อความเย็นฉ่ำไหลผ่านลำคอ สติสัมปชัญญะของหลี่ซูเหวินก็แจ่มชัดขึ้น นางก้มมองเรียวหน้าที่ผอมโซจนเห็นโครงกระดูกและมือคู่เล็กเรียวที่เต็มไปด้วยรอยแผลพุพองจากการทำงานหนัก นี่ไม่ใช่ร่องรอยของพระสนมเอกผู้สูงศักดิ์ แต่มันคือร่างของ 'หลี่ซูเหวิน' ในวัยสิบห้าปี—ช่วงเวลาที่บิดายังเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ดต้อยต่ำ และตระกูลกำลังจะตกเป็นเบี้ยล่างในเกมการเมืองอันโสมมของราชสำนัก! สวรรค์... หรือแม้แต่ขุมนรกเอง ก็คงเวทนาความอยุติธรรมที่นางได้รับ จึงเมตตาโยนโอกาสนี้กลับคืนมาให้นางอีกครา มุมปากเรียวบางที่ซีดเซียวค่อยๆ ยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น ดวงตาหงส์ที่เคยหม่นหมองเต็มไปด้วยความอาดูร บัดนี้กลับเปล่งประกายคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งถูกลับจนขึ้นเงา ความเจ็บปวด ความตาย และความรักจอมปลอมในอดีตชาติ หลอมรวมกันกลายเป็นความแค้นอันล้ำลึกที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้มอดไหม้เป็นจุล ในเมื่อเบื้องบนประทานชีวิตใหม่ให้ก้าวเดินผ่านหุบเหวแห่งเพลิงโลกันตร์นี้อีกครั้ง... บัญชีแค้นในชาติภพก่อน นางจะขอสะสางมันทีละคน ทีละบัญชีอย่างสาสม! "อิงอิง" น้ำเสียงที่เคยอ่อนหวานในความทรงจำ กลับราบเรียบ เยือกเย็น และทรงอำนาจจนสาวรับใช้ถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ "บ... บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะคุณหนู" "ตอนนี้... เป็นปีศักราชหนาน Fที่เท่าไหร่แล้ว? และตำแหน่งของบิดาเราคือผู้ใด?" หลี่ซูเหวินเอ่ยถามด้วยแววตานิ่งสนิท กวาดสายตามองไปรอบห้องที่คับแคบและทรุดโทรม มีเพียงโต๊ะเครื่องแป้งไม้เก่าๆ กับกระจกทองเหลืองขึ้นสนิมวงหนึ่งเท่านั้น "ต... ตอนนี้คือปีศักราชหย่งเหอที่เจ็ดเจ้าค่ะ ส่วนท่านพ่อ... เพิ่งถูกปรับลดตำแหน่งลงมาเป็นอาลักษณ์ชั้นผู้น้อย เพราะถูกกล่าวหาว่าทุจริตคดโกงเสบียงในกองทัพ... คุณหนูถามทำไมหรือเจ้าค่ะ หรือว่าพิษไข้ทำให้ท่านเลอะเลือนไปแล้ว?" อิงอิงมองนายหญิงด้วยความกังวลระคนหวาดหวั่น ปีศักราชหย่งเหอที่เจ็ด... เป็นปีเดียวกันกับที่ตระกูลหลี่ถูกบีบคั้นจนต้องย้ายออกจากเมืองหลวง และเป็นจุดเริ่มต้นที่นางถูกส่งตัวเข้าไปในจวนของ 'อ๋องหนานกงเหยียน' ท่านอ๋องผู้ถูกขนานนามว่า 'ยักษ์ไร้ใจ' ผู้บัญชาการกองทัพทมิฬผู้เหี้ยมโหด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการคานอำนาจ! ในอดีตชาติ นางหวาดกลัวบุรุษผู้นั้นจนตัวสั่น หลีกหนีและต่อต้านเขา สุดท้ายจึงตกเป็นเหยื่อในเกมของคนอื่น แต่ในชาตินี้... นางล่วงรู้กลยุทธ์ ทิศทางลมการเมือง และจุดอ่อนของทุกคนในราชสำนักแห่งนี้หมดสิ้นแล้ว! *ก๊อกๆๆ!* เสียงทุบประตูด้านนอกดังขึ้นอย่างรุนแรงและไร้มารยาท ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถางของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งหลี่ซูเหวินจำได้แม่นยำว่าเป็นฮูหยินรองผู้หวังฮุบสมบัติและขับไล่พวกนางให้พ้นตระกูล "นังเด็กใกล้ตายฟื้นหรือยังวะ! ถ้ายังไม่ตายก็รีบไสหัวออกมาเก็บกวาดลานบ้านเสีย! อย่าทำตัวเป็นภาระผลาญข้าวสารบ้านตระกูลหลี่ให้มากนักเลย!" อิงอิงหน้าถอดสี ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว รีบดึงชายเสื้อของนายหญิงไว้ "คุณหนู... ฮูหยินรองมาอีกแล้วเจ้าค่ะ ทำอย่างไรดีเพคะ..." หลี่ซูเหวินค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้เรียวขาจะยังสั่นเทา แต่นัยน์ตากลับทอประกายเด็ดเดี่ยว นางปัดชายเสื้อที่เก่าขาดด้วยท่าทีสง่างามราวกับกำลังสวมใส่ชุดผ้าไหมปักดิ้นทองชั้นสูง เดินตรงไปปลดกลอนประตูไม้เก่าๆ ออกด้วยความมั่นคง ประตูถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง ปรากฏร่างอ้วนท้วนของฮูหยินรองที่กำลังอ้างปากเตรียมจะด่าทอ แต่ทว่า... เมื่อนางสบเข้ากับดวงตาคู่คมกริบที่ฉายแววดุดันราวกับพญายมผู้มารับวิญญาณของหลี่ซูเหวิน คำพูดทั้งหมดก็พลันติดอยู่ที่ลำคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที บรรยากาศรอบตัวของเด็กสาววัยสิบห้าปีในยามนี้... ช่างน่าสะพรึงกลัวจนทำให้ลมหายใจของฮูหยินรองสะดุดกึก "เจ้า... เจ้ามองหน้าข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร นังลูกเมียน้อยไร้ค่า!" ฮูหยินรองเค้นเสียงแผดออกมากลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาในอก หลี่ซูเหวินไม่ได้ตอบคำถาม นางเพียงแต่ยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่ากลับเย็นยะเยือกเสียจนกระดูกสันหลังของคนมองวาบหวิว นางก้าวเท้าเดินเข้าหาฮูหยินรองทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลังกดดันจนอีกฝ่ายต้องถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว ในจังหวะที่ความเงียบงันและตึงเครียดกำลังแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วเรือนหลังนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงกทมเกือกม้าจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากหน้าตรอกบ้าน ทหารเกราะเหล็กสีดำสนิทนับร้อยนายพร้อมอาวุธครบมือบุกเข้ามาปิดล้อมเรือนพักเก่าๆ ของตระกูลหลี่เอาไว้จนแน่นหนา รังสีฆ่าฟันแผ่ซ่านปกคลุมท้องฟ้าจนฝูงนากลัวบินหนี ธงประจำกองทัพทมิฬโบกสะบัดท่ามกลางสายลมที่แปรเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บอย่างฉับพลัน ม่านมุกราคาแพงบนรถม้าหรูหราสีดำสนิทที่จอดเทียบอยู่หน้าประตูถูกเปิดออกด้วยเรียวหนาของบุรุษผู้หนึ่ง แสงสลัวยามสายสะท้อนเงาร่างสูงสง่าในชุดคลุมปักลายพยัคฆ์ทมิฬ ดวงเนตรคมปลาบดูลึกล้ำราวมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ทอดมองตรงมายังเรือนพักของนางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ราชครูผู้ติดตามรีบก้าวออกมารemกประกาศเสียงดังสนั่นก้องกังวาน ทำลายความเงียบงันทั้งหมดลง "ราชโองการลับจากองค์ชายแปด... ท่านอ๋องหนานกงเหยียนมีรับสั่งถึงคุณหนูรองหลี่ซูเหวิน! ทรงโปรดให้เจ้าเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเข้าจวนอ๋องทมิฬภายในสามวันนี้ เพื่ออภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมือง ห้ามผู้ใดขัดขืนเป็นอันขาด!" สิ้นเสียงประกาศนั้น ฮูหยินรองทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ส่วนอิงอิงอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนกำปั้นเข้าไปได้ มีเพียงหลี่ซูเหวิน... นางแหงนหน้าขึ้นสบตากับบุรุษบนรถม้าผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพของอ๋องหนานกงเหยียนผู้เยือกเย็นดุร้าย—สามีในนามและผู้ร่วมชะตากรรมคนสำคัญในเกมแก้แค้นครั้งนี้ ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มออกมาอย่างช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความท้าทายและอำนาจอันลึกล้ำ ที่สะกดสายตาของท่านอ๋องผู้ไร้หัวใจให้หยุดนิ่งราวกับถูกมนต์สะกด ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาไปฟาดฟันความอยุติธรรมด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นข้ามภพ: สยบอ๋องทรราชด้วยปลายปากกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%