กระบี่ไร้พ่ายกับสตรีผู้ซ่อนคมดาบ•ตอนที่ 10

สำนักอสรพิษเพลิง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับไอหมอกสีเทาทมิฬของเขตแดนรกร้าง ยามเมื่อปลายรองเท้าผ้าปักลายเมฆาของมู่หรงเฉินเหยียบลงบนพื้นดินแผ่นนี้ เสียงกรอบแกลบของเศษกระดูกมนุษย์ที่ถูกเหยียบย่ำก็ดังขึ้นราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากขุมนรก "ช้าก่อน... ประมุกรมู่ ท่านไม่รู้สึกหรือไรว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังกลืนกินพวกเราอยู่" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาวดังขึ้นจากเบื้องหลัง หลี่จิ่วเหยาหยุดฝีเท้าลง นางปรายหางตามองไปยังเงาไม้บิดเบี้ยวเบื้องหน้าที่ทอดเงาทอดยาวราวกับอสุรกาย มือเรียวบางดั่งหยกขาวภายใต้แขนเสื้อกว้างลูบไล้ขวดยาพิษสีหยกอัมพันที่เหน็บอยู่ข้างเอวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง มู่หรงเฉินไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ดวงตาคู่คมกริบดั่งใบกระบี่เจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิด เขายังคงกุมด้ามกระบี่ไร้พ่ายไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ไอเย็นจากเคล็ดวิชาภายในแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนหยาดน้ำค้างบนใบไม้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา "สุนัขที่ถูกเลี้ยงไว้จนเชื่องต่อให้ซ่อนตัวลึกเพียงใด กลิ่นสาบโคลนและกลิ่นเน่าเฟะของมันก็ยังคงตลบอบอวลอยู่ดี" น้ำเสียงทุ้มต่ำของมู่หรงเฉินราบเรียบทว่าเต็มไปด้วยจิตสังหารที่กดดันจนอากาศรอบกายแทบจะบิดเบี้ยว "จิ่วเหยา ถอยไปสามก้าว... หนี้เลือดเมื่อสามปีก่อน ถึงเวลาต้องสะสางกันเสียที" *ฟิ้ว—!* สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว ลูกธนูอาบยาพิษสีม่วงเข้มแหวกอากาศพุ่งตรงมาจากมุมมืดด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ เป้าหมายคือจุดตายตรงระหว่างคิ้วของมู่หรงเฉินอย่างแม่นยำและเหี้ยมเกรียม! ทว่า... ร่างของบุรุษหนุ่มกลับเลือนหายไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเขาไม่เคยยืนอยู่ ณ ที่นั้นตั้งแต่แรก *เคร้ง!* ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดชั่วพริบตา พร้อมกับลูกธนูที่ถูกฟันผ่าออกเป็นสองซีกร่วงลงสู่พื้นดินอย่างไม่เป็นท่า เงาร่างของมู่หรงเฉินปรากฏขึ้นอีกครั้งบนกิ่งไม้สูง ร่างกายของเขาปกคลุมไปด้วยปราณกระบี่สีครามเข้มข้นที่แผ่พุ่งทะยานเสียดฟ้า ราวกับเทพเซียนผู้ลงทัณฑ์ "ฮ่าๆๆๆ สมคำร่ำลือจริงๆ! ประมุกรมู่แห่งสำนักกระบี่ไร้พ่าย ฝีมือของท่านยังคงเฉียบคมและเลือดเย็นไม่เปลี่ยน" เสียงหัวเราะแหบพร่าและเต็มไปด้วยความริษยาดังขึ้นจากเงาร่างนับสิบที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากม่านหมอกทมิฬ ผู้นำกลุ่มคือกาลีเฒ่าหน้าผี สวมชุดคลุมสีเพลิงปักลายอสรพิษพันเกี่ยว ดวงตาคู่เล็กหยีมองมาที่คนทั้งสองด้วยความอาฆาตมาดร้าย ด้านหลังของมันคือเหล่าสาวก "สำนักอสรพิษเพลิง" ที่แผ่ไอพิษสีเขียวคล้ำออกมาจากร่างจนต้นไม้ใบหญ้าบริเวณนั้นเหี่ยวเฉาและดำคล้ำลงในพริบตา หลี่จิ่วเหยาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ นางก้าวเท้าออกมาข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัว แม้จะต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือฝ่ายมารนับร้อย แววตาของนางกลับฉายแววดูแคลนอย่างเปิดเผย "ที่แท้ก็เป็นพวกงูพิษตกอัปที่เคยถูกขับไล่ออกจากแดนจงหยวน กล้าดียังไงถึงมารabanถิ่นของข้า... หรือว่าความตายเมื่อครั้งก่อนยังไม่สาสมใจพวกเจ้า" กาลีเฒ่าหน้าผีหรี่ตาลงจ้องมองโฉมสะคราญตรงหน้า รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "คุณหนูหลี่... ไม่สิ ตอนนี้เจ้าเป็นเพียงสตรีไร้บ้านที่ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนไม่ใช่หรือ? องค์ความรู้เรื่องพิษของตระกูลหลี่สูญสิ้นไปหมดแล้ว เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าต่อปากต่อคำกับข้า?" "ความมั่นใจหรือ?" หลี่จิ่วเหยายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามหยาดเยิ้มทว่ากลับหนทาวน์เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าลมหนาว "เจ้าลองก้มลงมองที่ฝ่าเท้าของตัวเองดูสิ เผื่อว่าความโง่เขลาจะลดลงไปได้บ้าง" สีหน้าของกาลีเฒ่าชะงักไปชั่วขณะ มันก้มลงมองตามคำท้าทาย และพบว่าพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเหล่าสาวกสำนักอสรพิษเพลิงกำลังเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไอปราณพิษที่พวกมันภาคภูมิใจกลับย้อนกลับเข้าสู่ร่างของตนเองอย่างช้าๆ ราวกับมีชีวิต! "นี่มัน... พิษอะไรกัน!" กาลีเฒ่าหน้าผีหน้าถอดสี ร่างกายเริ่มสั่นเทาเมื่อความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจากฝ่าเท้าเข้าสู่หัวใจ "พิษสลายโลหิตเจ็ดราตรี... ของข้าเอง" หลี่จิ่วเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รากำลังพูดถึงเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป "พวกเจ้าใช้เวลาสามปีตามรังควานข้าและเขา คอยส่งสุนัขมารabанไม่เว้นแต่ละวัน คิดว่าข้าเป็นเพียงคุณหนูในหอห้องที่รอวันถูกเชือดหรืออย่างไร? ทุกย่างก้าวที่พวกเจ้าเดินเข้ามาในเขตแดนนี้ คือสุสานที่ข้าขุดรอไว้ให้พวกเจ้าแล้วต่างหาก" "นังสารเลว!" กาลีเฒ่าคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปนทั่วใบหน้า มันตวัดมือขึ้น เรียกกระบี่เพลิงอสรพิษที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีชาดออกมา พลังปราณมารระดับหลอมรวมวิญญาณระเบิดออกรอบตัวจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น "ในเมื่อพวกแกอยากตายนัก ข้าจะส่งพวกแกไปลงนรกพร้อมกันในวันนี้!" เปลวเพลิงสีชาดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับอสรพิษเพลิงยักษ์ที่อ้าปากกว้างเตรียมกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างให้มอดไหม้ ความร้อนระอุแผ่ซ่านจนอากาศรอบด้านเดือดพล่าน ทว่า... ท่ามกลางพายุเพลิงที่โหมกระหน่ำ มู่หรงเฉินกลับยืนนิ่งสงบดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย ดวงตาสนธยาของบุรุษหนุ่มสะท้อนภาพเปลวเพลิงที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้ เขายกมือขึ้นช้าๆ จับด้ามกระบี่ไร้พ่ายที่เหน็บอยู่ข้างเอว เสียงเหล็กกระทบฝักดัง *กริ๊ก* เบาๆ แต่กลับดังก้องกังวานเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของสายฟ้า ณ เสี้ยววินาทีนั้น เวลาทั่วทั้งบริเวณคล้ายกับหยุดนิ่ง มู่หรงเฉินก้าวเท้าออกไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ร่างของเขาก็พุ่งทะยานผ่านพายุเพลิงสีชาดนั้นไปราวกับสายลมไร้เงา ปราณกระบี่สีครามบริสุทธิ์ระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด ตัดผ่านเปลวเพลิงมารจนขาดเป็นสองท่อนในดาบเดียว! กาลีเฒ่าหน้าผีเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด มันพยายามยกกระบี่ขึ้นตั้งรับ แต่ทว่า... มันช้าเกินไปเสียแล้ว *ฉับ—!* ประกายกระบี่สีครามสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิด ราวกับเส้นด้ายแห่งโชคชะตาที่ถูกสะบั้นลงอย่างไร้ความปรานี ศีรษะของกาลีเฒ่าหน้าผีหลุดลอยขึ้นสู่กลางอากาศ ดวงตาเบิกค้างด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ก่อนที่ร่างไร้หัวจะล้มฟาดลงกับพื้นดิน โลหิตสีดำพุ่งทะลักย้อมผืนป่าให้กลายเป็นสีแดงฉาน เหล่าสาวกสำนักอสรพิษเพลิงที่เหลือต่างพากันหน้าซีดเผือด เข่าทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว วิญญาณแทบหลุดออกจากร่างเมื่อเห็นประมุขของตนถูกสังหารภายในกระบวนท่าเดียว มู่หรงเฉินยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังศพไร้หัว ปลายกระบี่ไร้พ่ายหยดหยาดโลหิตสีแดงฉานลงสู่พื้นดินทีละหยด... ทีละหยด เสียงนั้นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน เขากวาดสายตาเย็นชาไปยังเหล่าสาวกที่เหลือ เพียงแค่ปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาจากตัวเขาก็ทำให้พวกมันกระอักเลือดออกมาพร้อมกันอย่างไร้ทางสู้ ทว่า ในวินาทีที่ชัยชนะดูเหมือนจะอยู่ในกำมือ และความสงบกำลังจะกลับคืนสู่ดินแดนรกร้างแห่งนี้ จู่ๆ ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปกคลุมด้วยหมอกทมิฬก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต *เปรี้ยง—!* เสียงสายฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับสวรรค์กำลังพิโรธ เมฆหมอกรวมตัวกันเป็นรูปใบหน้ายักษ์มหึมาที่จ้องมองลงมายังเบื้องล่างด้วยสายตากระหายเลือด พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่กดทับลงมาจนเข่าของมู่หรงเฉินต้องทรุดลงเล็กน้อย หลี่จิ่วเหยาหน้าถอดสี นางอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ "นี่มัน... ไม่ใช่คนของสำนักอสรพิษเพลิง... พลังระดับนี้มัน..." ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ ประตูมิติสีดำสนิทก็เปิดออกกลางอากาศ พร้อมกับเงาร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่งก้าวออกมา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายหล่อเหลาทว่าไร้ความรู้สึกของเขา "มู่หรงเฉิน... สามปีที่เจ้าตามหาตัวข้า วันนี้ข้ามาหาเจ้าแล้ว... ศิษย์น้องรัก" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ ***
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้พ่ายกับสตรีผู้ซ่อนคมดาบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%