จอกสุราเคลือบหยกในเรียวนิ้วของมู่หรงเฉินสั่นไหวเล็กน้อย คล้ายผิวน้ำในบึงใหญ่ยามต้องลมหนาว ค่ำคืนนี้ไร้ซึ่งแสงจันทร์และดารา มีเพียงเปลวเทียนสีชาดที่วับแวมสลัวบนโต๊ะไม้กฤษณา กลิ่นอายความอับชื้นของหยาดฝนยามวิกาลโชยกลิ่นดินปะปนกับกลิ่นโลหะจางๆ ที่ลอยมาจากร่างของสตรีเบื้องหน้า
หลี่จิ่วเหยานั่งนิ่งสงบอยู่หลังม่านโปร่งแสง แสงเทียนขับเน้นใบหน้าด้านข้างของนางให้คมชัดดั่งภาพวาดหมึกจีน ทว่าแววตากลับลึกล้ำดั่งเหวลึกที่ไร้ก้นบึง นางรินสุราลงในจอกของตนเองอย่างเชื่องช้า เสียงรินสุรากระทบผิวถ้วยดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน ราวกับเสียงนับถอยหลังของลมหายใจที่เหลืออยู่
"ท่านคงคิดว่า ข้าเป็นเพียงคุณหนูตกอับผู้ใช้พิษเพื่อเอาตัวรอดในยุทธภพสินะคะ..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง
มู่หรงเฉินไม่เอ่ยวคำใด ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จับจ้องนางไม่วางตา เขายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง ทว่าหัวใจกลับไหววูบอย่างประหลาด ยามที่กลิ่นอายความโศกเศร้าอันเข้มข้นแผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้น
"สิบปีก่อน ตระกูลหลี่ของเราไม่ได้มีชื่อเสียงแค่เรื่องวิชาแพทย์ช่วยคน..." หลี่จิ่วเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มของนางงดงามแต่ขื่นขมยิ่งนัก "แต่เราคือผู้กุม 'คัมภีร์โลหิตสวรรค์' สมบัติล้ำค่าที่สำนักใหญ่ครึ่งยุทธภพหมายตา บิดาข้าผู้เป็นแพทย์เทวดาช่วยเหลือคนนับพัน กลับต้องสังเวยชีวิตด้วยน้ำมือของมิตรสนิทที่แปรเปลี่ยนเป็นศัตรู"
นางค่อยๆ เลิกแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นสีดำสนิทที่ลากยาวจากข้อมือพาดผ่านชีพจร รอยแผลนั้นบิดเบี้ยวคล้ายรอยเขี้ยวของอสรพิษไฟ เป็นร่องรอยจากพิษสะท้านวิญญาณที่เกือบพรากชีวิตนางไปในคืนเพลิงผลาญตระกูล
มู่หรงเฉินขมวดคิ้วมุ่น ความเย็นชาบนใบหน้าสลายหายไปในพริบตา เขารู้จักพิษนี้ดี มันคือ "พิษโลหิตอสูร" ของสำนักมารร้อยอัคคี สำนักเดียวกับที่เคยสังหารอาจารย์ของเขาเมื่อสิบปีก่อนเช่นกัน!
"เจ้า... ถูกพิษชนิดนี้ฝังรากลึกถึงแก่นปราณกระนั้นหรือ?" มู่หรงเฉินเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังกว่าทุกครา
"ใช่ค่ะ..." หลี่จิ่วเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตานั้นไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาที่สะท้อนแสงเทียน ทว่านางไม่ยอมให้มันร่วงหล่นลงมา "คืนนั้น ข้าเห็นมารดาถูกสังหารต่อหน้าต่อตา เห็นพี่ชายน้องสาวถูกตรึงร่างด้วยกระบี่นับร้อยเล่ม ส่วนข้า... ถูกบังคับให้กลืนกินเศษเสี้ยวพิษร้ายเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ต่อมาเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ท่านฟัง"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง บรรยากาศหนักอึ้งราวน้ำหนักของขุนเขา ท่ามกลางลมหายใจที่สอดประสานกัน มู่หรงเฉินพลันรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดอันแปลกประหลาด ความเจ็บปวดที่เขาเก็บงำไว้ในใจมาเนิ่นนานราวกับมีเพื่อนร่วมทาง สตรีผู้นี้ไม่ได้ซ่อนเพียงแค่คมดาบและพิษร้าย แต่นางซ่อนทะเลเพลิงแห่งความแค้นไว้ภายในดวงตาคู่นั้น
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านม่านโปร่งแสงเข้าไปใกล้ ยื่นมือออกไปสัมผัสข้อมือเรียวบางของนางเบาๆ ถ่าย-ทอดกระแสปราณอุ่นร้อนเพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากรอยแผลเป็นนั้น หลี่จิ่วเหยาสั่นสะท้านเล็กน้อย นางมิได้ถดถอยหนี กลับปล่อยให้ปลายนิ้วแข็งแกร่งของเขาโอบกุมข้อมือตนเองไว้
"ความแค้นของตระกูลหลี่..." มู่หรงเฉินกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง เสียงของเขาช่างทรงพลังและหนักแน่นดั่งคำมั่นสัญญา "นับจากนี้... จะเป็นภาระที่กระบี่ในมือข้าจักต้องทวงคืนร่วมกับเจ้า"
ทว่า ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังจะหลอมรวมเข้าหากันผ่านความเงียบงันยามวิกาลนั้นเอง...
*ตูมมม!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องล่างแผดเผาความเงียบสงบให้พังทลายลงในพริบตา กำแพงไม้ของโรงเตี๊ยมระเบิดกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยว เปลวเพลิงสีครามพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี พร้อมกับเงาร่างนับสิบลอยเคว้งคว้างกลางอากาศด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว
ที่น่าตกใจที่สุดคือ ผู้นำเงาร่างนั้นสวมหน้ากากรูปอสูรโลหิต พร้อมกับเอ่ยวาจาด้วยเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังก้องกังวานไปทั่วสารทิศ—
"คุณหนูหลี่... ที่แท้ท่านก็ซ่อนตัวอยู่กับไอ้หนูสำนักกระบี่ไร้พ่ายนี่เอง ขอบคุณที่ช่วยนำทางพวกเรามาพบกับ 'คัมภีร์โลหิตสวรรค์' ตัวจริง... หึหึหึ"
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับความเข้มข้นในบทนี้นะคะ
กระบี่ไร้พ่ายกับสตรีผู้ซ่อนคมดาบ•ตอนที่ 13
อดีตที่ฝังกลบ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้พ่ายกับสตรีผู้ซ่อนคมดาบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!