กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งหนาแน่นจนแทบกลืนกินลมหายใจ ความมืดมิดในคุกใต้ดินแห่งก้นหุบผาดาราดับไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อกักขังร่างกาาย หากแต่มีไว้เพื่อบดขยี้จิตวิญญาณของผู้ที่กล้าท้าทายอำนาจมืดให้แหลกสลายกลายเป็นธุลี
"คนที่สาม... กำลังรอเจ้าอยู่ที่ก้นหุบผาดาราดับ"
คำพูดนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของมู่หรงเฉิน ราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกภูมิ ทันทีที่ร่างของทั้งสองร่วงหล่นผ่านม่านค่ายกลลวงตา ประตูหินหนักอึ้งนับหมื่นชั่งก็ปิดตายลงเบื้องหลัง ดึงเอาแสงสว่างสุดท้ายแห่งโลกภายนอกหายลับไปในพริบตา รอบกายเวลานี้มีเพียงความเวิ้งว้างอันหนเหน็บและกำแพงศิลาเย็นเฉียบที่อาบไล้ด้วยคราบโลหิตแห้งกรัง
หลี่จิ่วเหยาขยับกายอย่างยากลำบาก ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจากหัวไหล่ขวา นางกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ รสชาติฝาดเฝื่อนนั้นช่วยเรียกสติที่กำลังพร่าเลือนให้กลับคืนมา นางปรายตามองรอบกายด้วยแววตาเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งแกะสลัก แม้สถานการณ์เบื้องหน้าจะตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง แต่นางหาได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"หבากตานี้... ดูท่าพวกมันจงใจเดินหมากให้เราตกลงมาตายในกระดานนี้ตั้งแต่แรกแล้วกระมัง" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา
มู่หรงเฉินไม่เอ่ยคำใด ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทของเขายืนตระหง่านดั่งภูผา มือข้างที่กุมด้ามกระบี่ไร้พ่ายสั่นระริกเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะไอพิษประหลาดที่แทรกซึมเข้ามาทางผิวสัมผัส มันกำลังกัดกินลมปราณในตันтяียนของเขาอย่างช้าๆ กระบี่ไร้พ่ายที่เคยแผ่รัศมีเจิดจ้าดั่งดวงตะวันยามนี้กลับหม่นแสงลง คมดาบที่เคยสะบั้นได้แม้แต่วิญญาณกลับถูกพันธนาการไว้ด้วยอักขระมารโบราณที่สลักไว้บนผนังคุก
"ระวังตัวด้วย จิ่วเหยา..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ดวงตาคมกริบกวาดมองความมืดเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง "ที่นี่ไม่ใช่คุกธรรมดา แต่มันคือ 'ค่ายกลกลืนวิญญาณเก้าชั้นฟ้า' ทุกย่างก้าวคือความเป็นความตาย"
สิ้นเสียงของมู่หรงเฉิน พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าก็พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!
*ครกด... ครกด...*
เสียงกลไกโบราณทำงานดังสนั่นหวั่นไหว ดั่งเสียงหัวใจของอสูรร้ายที่กำลังตื่นจากการหลับใหล เงาร่างสีดำนับร้อยสายพุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิดรอบทิศทาง พวกมันไม่ใช่คน ไม่ใช่ภูตผีปีศาจ หากแต่เป็น 'หุ่นเชิดโลหิต' ที่หลอมรวมขึ้นจากซากศพของยอดฝีเย็บในอดีต ดวงตาสีแดงฉานเปล่งประกายวับวามในความมืด กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบตัวแทบกลายเป็นของแข็ง
"หึ คิดจะใช้ของเล่นเหล่านี้มาต้อนรับพวกเราหรือไร" หลี่จิ่วเหายแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ สองมือเรียวบางสะบัดออกเบื้องหน้า ปรากฏขวดกระเบื้องสีหยกนับสิบใบพุ่งแหวกอากาศออกไปราวกับดาวตก
*เปรี้ยง! เปรียง! เพล้ง!*
ละอองพิษสีม่วงเข้มกระจายตัวออกเป็นวงกว้าง ทันทีที่สัมผัสถูกหุ่นเชิดโลหิต ร่างของพวกมันก็ส่งเสียงแผดร้องโหยหวน ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากผิวหนังที่กำลังหลอมละลายลงอย่างรวดเร็วด้วยพิษสลายกระดูกของนาง ทว่า... จำนวนของพวกมันมีมากเกินไป ราวกับไฮดร้าที่มีหัวไม่มีวันหมดสิ้น ล้มลงหนึ่งตัว สองตัวใหม่ก็ก้าวขึ้นมาแทนที่ทันที
มู่หรงเฉินขมวดคิ้วมุ่น ความอดทนของเขามาถึงขีดจำกัด ปราณกระบี่ไร้พ่ายระเบิดออกตูมใหญ่รอบกาย กวาดล้างหุ่นเชิดนับสิบคราให้แหลกสลายเป็นผุยผงในกระบวนท่าเดียว ทว่าการฝืนใช้พลังในยามที่ลมปราณกำลังถูกพิษกัดกิน ทำให้เลือดคำโตพุ่งทะลักออกจากมุมปากของเขาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างสูงเซถลาไปข้างหลังเล็กน้อย หลี่จิ่วเหยาเห็นดังนั้นก็รีบพุ่งเข้ามาประคองเอวสอบของเขาไว้ทันที ปลายนิ้วเรียวรีบกดจุดชีพจรเพื่อสกัดกั้นพิษที่กำลังลุกลามเข้าสู่หัวใจ
"ท่านพี่... อย่าเพิ่งฝืนใช้ลมปราณขั้นสูงสุด!" นางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่สวยฉายแววเจ็บปวดลึกซึ้งยามมองใบหน้าซีดเผือดของบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด
"ข้าไม่เป็นไร..." มู่หรงเฉินฝืนยิ้มบางเบา มือหนายกขึ้นกุมมือเย็นเฉียบของนางไว้แน่น "ต่อให้ต้องแตกดับสลายไป ณ ที่แห่งนี้ ข้าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเส้นผม"
ท่ามกลางบรรยากาศอันบีบคั้นและกลิ่นอายความตายที่โอบล้อม สายตาของทั้งสองสอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง ถ่ายทอดความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดออกมาได้ ในห้วงเวลาที่ความตายอยู่ห่างแค่เอื้อมมือ หัวใจที่เคยปิดตายกลับเต้นระรัวเป็นจังหวะเดียวกัน ทว่าช่วงเวลาแห่งความอาลัยรักนั้นสั้นเสียยิ่งกว่ากระพริบตา
*ตึง!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาจากมุมมืดลึกที่สุดของคุกใต้ดิน น้ำหนักของการกดทับจากปราณสังหารระดับเซียนขั้นสมบูรณ์แบบแผ่ซ่ายกดทับจนลมหายใจของทั้งคู่ติดขัด เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดทีละน้อย ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ทว่าตัดเย็บด้วยด้ายสีเลือด บนใบหน้าสวมหน้ากากเงินลายอสูรครึ่งซีก ปิดบังรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวไว้เบื้องหลัง
"ยอดเยี่ยม... ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง ประมุขมู่หรง... คุณหนูหลี่..." น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังขึ้น ราวกับเสียงก้องมาจากก้นบึ้งของขุมนรก "ยินดีต้อนรับสู่สุสานส่วนตัวของพวกเจ้า"
มู่หรงเฉินหรี่ตาลงจ้องมองบุคคลเบื้องหน้า สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยให้รู้ว่าคนผู้นี้อันตรายยิ่งกว่าอสรพิษร้ายนับพันตัวรวมกัน พลังปราณรอบตัวของอีกฝ่ายบริสุทธิ์และลึกล้ำจนน่าสะพรึงกลัว ราวกับยืนอยู่เบื้อง ภูเขาไท่ซานที่พร้อมจะทับถมพวกเขาให้แหลกเหลวในพริบตา
"เจ้าคือ 'คนที่สาม' อย่างนั้นหรือ?" มู่หรงเฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี คมกระบี่ในมือส่งเสียงร้องคำรามเบาๆ ราวกับกระหายเลือดของศัตรู
ผู้สวมหน้ากากเงินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ท่าทางเย่อหยิ่งและมั่นใจในชัยชนะอย่างยิ่งยวด ค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดหน้ากากออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้ร่มเงานั้น...
ดวงตาของมู่หรงเฉินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรก ความเย็นเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลังยามที่ได้เห็นใบหน้าของบุคคลผู้นั้นชัดเจน
"ไม่... เป็นไปไม่ได้..." มู่หรงเฉินพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเป็นครั้งแรกในชีวิต
หลี่จิ่วเหยาเองก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อสายตา หมากตานี้... หาใช่เกมการเมืองในยุทธภพ หากแต่เป็นหลุมพรางที่ขุดขึ้นฝังอดีตอันเจ็บปวดของตัวเขาเองโดยเฉพาะ!
...และในวินาทีที่ความจริงอันโหดร้ายกำลังจะถูกเปิดเผย ปลายกระบี่ของบุคคลปริศนาก็จ่อตรงมาที่ลำคอของมู่หรงเฉิน พร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันที่กล่าวประโยคพลิกผันโลกทั้งใบ
"อาจารย์ของเจ้า...ฝากความคิดถึงมาถึงเจ้าด้วย มู่หรงเฉิน"
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเส้นทางกระบี่อันยาวนานนี้นะคะ)
กระบี่ไร้พ่ายกับสตรีผู้ซ่อนคมดาบ•ตอนที่ 19
หมากตานี้เดิมพันด้วยชีวิต
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้พ่ายกับสตรีผู้ซ่อนคมดาบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!