คราบเลือดบนพื้นเรือนพักรับรองยังคงสดใหม่ ไอร้อนระอุของพลังปราณที่เพิ่งถูกใช้หักโหมยังอบอวลอยู่ในอากาศ คล้ายร่องรอยของวิญญาณอาฆาตที่ปฏิเสธจะเลือนหาย มู่หรงเฉินยืนนิ่งค้างดั่งรูปปั้นหินสลัก นิ้วเรียวยาวที่กุมด้ามกระบี่สั่นระริกเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์อันบ้าคลั่งที่กำลังกัดเซาะจิตใจที่เคยเยือกดั่งน้ำแข็งของเขาให้พังทลาย
ตัวอักษรสีแดงชาดบนใบดาบยังคงเรืองแสงวาบดั่งดวงตาของปีศาจ และเสียงหัวเราะอันคุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียนนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันคือเสียงของมู่หรงเฉิน... ไม่สิ, เสียงของคนที่เขากราบไหว้เป็นอาจารย์ ผู้ซึ่งเผาไหม้ร่างตัวเองหายไปในกองเพลิงแห่งคัมภีร์วิญญาณเมื่อสิบปีก่อน
"ท่านอาจารย์..." เสียงกระซิบของมู่หรงเฉินแหบพร่า เลือดในกายเดือดพล่านจนเกือบทะลักออกจากลำคอ "สิบปีผ่านไป... ท่านเล่นตลกอันใดกับข้ากันแน่!"
"อย่าเพิ่งเสียสติไป ประมุยมู่หรง"
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูดังขึ้นจากมุมมืด หลี่จิ่วเหยาค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากเงาเสา แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษสะท้อนใบหน้างดงามที่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงแววตาคมกริบดั่งใบมีดที่กำลังวิเคราะห์ซากศพเบื้องหน้า นางก้มลงใช้ปลายนิ้วแตะคราบของเหลวสีดำที่ไหลรินออกจากร่างไร้ลมหายใจของผู้อาวุโสประจำสำนัก ก่อนจะยกขึ้นมาดมเบาๆ แล้วขมวดคิ้วมุ่น
"ไม่ใช่ฝีมือคนนอก" จิ่วเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมจนดึงสติของชายหนุ่มกลับมาสู่ความเป็นจริง "ร่องรอยการตายนี้... คล้ายคลึงกับบันทึกโบราณที่ข้าเคยเห็นในหอคัมภีร์ต้องห้าม ตราประทับพลังปราณที่ทะลวงจุดชีพจรหัวใจ เป็นวิชา 'หัตถ์เงาโลหิต'—วิชาประจำตัวของมู่หรงเฉินผู้อาวุโสในตำนาน"
มู่หรงเฉินหันขวับมามองนาง นัยน์ตาคมกริบแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ "เจ้ากำลังจะบอกว่าอาจารย์ของข้า... เป็นคนฆ่าลูกศิษย์ในสำนักตัวเองอย่างนั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้! อาจารย์สละชีวิตเพื่อปกป้องสำนักกระบี่ไร้พ่ายเมื่อสิบปีก่อน ข้าเห็นกับตาตัวเอง!"
"คนเราตายไปแล้วฟื้นคืนชีพไม่ได้หรอกค่ะท่านประมุข แต่... 'เงา' ของคนที่ตายไปแล้ว อาจจะยังคงอยู่เพื่อทวงถามบางสิ่งบางอย่าง" จิ่วเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางฉายแววซับซ้อนยากหยั่งถึง "ความจริงบางอย่างที่ถูกฝังกลบไว้ใต้กองเถ้าถ่านแห่งความกตัญญูจอมปลอมของพวกท่าน"
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงทันที เสียงลมหายใจของคนทั้งสองประสานไปกับเสียงหยดน้ำค้างที่เกาะตามชายคา
มู่หรงเฉินขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนูน เขารู้ดีว่าหลี่จิ่วเหยาไม่ใช่สตรีที่จะพูดจาเหลိုးไหล นางเป็นหมอผู้กุมความลับและพิษร้ายแห่งยุทธภพ หากนางกล่าวเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าเบาะแสเบื้องหน้ามีความเชื่อมโยงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เขาคาดคิด
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร..." มู่หรงเฉินเค้นเสียงถาม ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าว จนกระทั่งกลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางลอยปะทะนาสิก "พูดความจริงทั้งหมดออกมา จิ่วเหยา!"
หลี่จิ่วเหยาไม่ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว แม้ความกดดันจากพลังปราณขั้นสมบูรณ์ของประมุขหนุ่มจะแผ่ซ่านออกมารอบกายจนเสื้อผ้าของนางปลิวไสว "ความจริงก็คือ... คดีฆาตกรรมในสำนักเงียบแห่งนี้ ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในคืนนี้หรอกค่ะ แต่มันเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ท่านยอมก้มหน้ารับตำแหน่งประมุข โดยไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า... ศพที่ถูกเผาในกองเพลิงวันนั้น แท้จริงแล้วคือร่างของใครกันแน่"
คำพูดนั้นดั่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หรงเฉิน ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ภาพความทรงจำเมื่อสิบปีก่อน ภาพร่างที่ถูกเปลวเพลิงกลืนกิน ภาพความโศกเศร้าที่เขาแบกรับไว้ด้วยความจงรักภักดี—ทั้งหมดกำลังถูกสั่นคลอนด้วยประโยคเดียวของสตรีตรงหน้า
"เจ้าโกหก..." เขากระซิบ เสียงสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ข้าไม่เคยพูดคำเท็จ โดยเฉพาะกับท่าน..." จิ่วเหยาเอื้อมมือเรียวบางออกไปหมายจะแตะแขนเขาเพื่อปลอบประโลม แต่ทว่า
*ฉึบ!*
เสียงแหวกอากาศอันรวดเร็วดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมๆ กับจิตสังหารอันเย็นเยียบที่พุ่งตรงมายังจุดตายของคนทั้งสองอย่างไร้เสียงเตือนล่วงหน้า!
มู่หรงเฉินปฏิกิริยารวดเร็วดั่งอสุนีบาต มือขวาตวัดกระบี่ประจำกายออกจากฝักในพริบตา แสงสีเงินวาววับตวัดวาดเป็นวงโค้ง ป้องกันการจู่โจมจากเงามืดได้อย่างเฉียดฉิว แรงปะทะทำให้เศษไม้และฝุ่นผงกระจายไปทั่วห้อง
ทว่า เมื่อควันจางลง สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของมู่หรงเฉินหยุดชะงัก
บนขื่อคาบ้าน มีร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังยืนไขว่ห้าง ใบหน้าถูกปกก้มด้วยหน้ากากกระบี่ร้าวราน และในมือของมัน... กำลังถือป้ายคำสั่งประจำตัวของอาจารย์มู่หรงเฉิน—ป้ายหยกมังกรทองที่ควรจะถูกฝังอยู่ใต้สุสานหลวง!
"ยินดีต้อนรับกลับสู่หลุมศพของท่านเอง... ศิษย์รัก" เงาดำนั้นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหัวเราะแหบแห้ง ก่อนที่ร่างนั้นจะสลายกลายเป็นควันสีดำจางหายไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายพิษประหลาดที่ค่อยๆ แพร่กระจายเข้าสู่ร่างของหลี่จิ่วเหยาที่ยืนอยู่ใกล้จุดปะทะที่สุด!
"จิ่วเหยา!" มู่หรงเฉินอุทานด้วยความตกใจ รีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวหญิงสาวที่ทรุดฮวบลงอ้อมแขนของเขา
หลี่จิ่วเหยากระอักเลือดสีดำออกมาคำโต ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ริมฝีปากซีดเผือดขยับเอ่ยเสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน
"พิษ... พิษสลายวิญญาณ... มัน... มันรอเราอยู่ที่นี่... ตั้งแต่แรกแล้ว..."
และก่อนที่สติของนางจะดับวูบลงในอ้อมแขนของเขา มู่หรงเฉินก็เหลือบไปเห็นตัวอักษรเลือดที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนผนังห้องนอนของผู้อาวุโส—ตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือของอาจารย์ตนเองอย่างชัดเจน:
*[คนที่สาม... กำลังรอเจ้าอยู่ที่ก้นหุบผาดาราดับ]*
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันยุทธภพอันโหดร้ายนี้ไปพร้อมกับข้าค่ะ หลิวเยี่ยนซี
กระบี่ไร้พ่ายกับสตรีผู้ซ่อนคมดาบ•ตอนที่ 18
คดีฆาตกรรมสำนักเงียบ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้พ่ายกับสตรีผู้ซ่อนคมดาบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!