"ถ้าคุณรินยังใช้สายตาแบบนั้นมองผม เกรงว่าสเต็กเนื้อชิ้นนี้คงไม่ต้องลงมือทำกันพอดีครับ..."
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัวยามวิกาล รินรดาถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย เผลอปล่อยคีมคีบสเต็กลงกระทบขอบกระทะเหล็กหล่อจนเกิดเสียงดัง *กริ๊ง* เบาๆ ใบหน้างามเห่อร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะเธอถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าแอบลอบมองใบหน้าด้านข้างของนายทหารหนุ่มที่กำลังงละม่อมอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบด้วยสมาธิอันแน่วแน่
ผู้กองศิลาไม่ได้หันกลับมามองทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วแกร่งบรรจงโรยเกลือหิมาลายันสีชมพูลงบนเนื้อสันนอกที่เพิ่งดึงมาจากมิติสวนป่าของรินรดา เนื้อชิ้นนี้มีความพิเศษตรงที่มันแทรกด้วยไขมันลายหินอ่อนสวยงามราวกับผลงานศิลปะ และที่สำคัญที่สุดคือมันให้กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรป่าที่รินรดาแอบปลูกไว้ในแปลงลับ
"ฉันเปล่ามองเสียหน่อยค่ะ... เอ้ย! มองเสียหน่อยที่ไหนเล่า" รินรดาเผลอหลุดคำลงท้ายแบบหญิงสาวทั่วไปออกมาด้วยความเคยชิน ก่อนจะรีบตวัดสายตาค้อนใส่แผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว "คุณศิลานี่หลงตัวเองเกินไปแล้วนะคะ ฉันแค่กำลังประเมินว่าคุณจะทำสเต็กของฉันไหม้ต่างหาก"
ผู้กองหนุ่มวางขวดเครื่องเทศลงบนเคาน์เตอร์ไม้สัก ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาทำให้ดวงตาคมกริบนั้นดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาด แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟเหนือเคาน์เตอร์ขับเน้นให้โครงหน้าคมเข้มของชายหนุ่มดูมีมิติ น่าค้นหา และชวนให้หัวใจของเชฟสาวผู้ผ่านศึกตบตีกับญาติจอมสูบเลือดสูบเนื้อมานักต่อนักถึงกับเต้นผิดจังหวะ
"ผมจะทำให้ของล้ำค่าชิ้นนี้เสียของได้อย่างไรครับ ในเมื่อเชફรินอุตส่าห์ไว้วางใจยอมเปิดประตูมิติย้ายวัตถุดิบชั้นยอดออกมาให้ผมปรุงยามดึกดื่นแบบนี้" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความนัยบางอย่างที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวราวกับสูงขึ้นอีกหลายองศา
บรรยากาศรอบกายในยามค่ำคืนช่างเป็นใจเสียเหลือเกิน เสียงจิ้งรีดเรไรร้องระงมมาจากแปลงผักออร์แกนิกด้านนอก ขับกล่อมให้ค่ำคืนนี้มีความพิเศษกว่าวันวาน กลิ่นหอมกรุ่นของเนยแท้ที่กำลังละลายในกระทะร้อนฉ่า ผสมผสานกับกลิ่นโรสแมรี่สดๆ ส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วห้องครัวสไตล์วินเทจ นี่คือช่วงเวลาสโลว์ไลฟ์ที่รินรดาโหยหามาตลอดหลังจากต้องเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งสารพัดจากป้าและลูกพี่ลูกน้องจอมโลภในตลาดอำเภอ
ทว่า ความสุขสงบนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยการมีอยู่ของนายทหารหนุ่มผู้เงียบขรึมแต่การกระทำชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
ตั้งแต่ศิลาเข้ามาช่วยจัดการปัญหาเรื่องโฉนดที่ดินและพวกอันธพาลท้องถิ่นที่ถูกส่งมาป่วนร้านเมื่อสัปดาห์ก่อน ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ก็ก้าวข้ามผ่านเส้น
"ถ้างั้นก็ตั้งใจทำเข้าค่ะ... เอ๊ย ทำเข้าสิคะ!" รินรดากัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดที่เผลอหลุดคำพูดติดปากออกมาอีกแล้ว เธอยกมือขึ้นกอดอก พยายามสร้างกำแพงความเย่อหยิ่งแบบเชฟมืออาชีพขึ้นมาป้องกันตัว ทว่าดวงตากลมโตกลับพยายามหลบเลี่ยงประกายตาคมปลาบที่มองตรงมาอย่างรู้ทัน
ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและอบอุ่นราวกับผิงไฟในหน้าหนาว เขาไม่ได้ถือSaสาคำพูดตะกุกตะกักของเธอ กลับก้าวเข้ามาประชิดกรอบเคาน์เตอร์ไม้ใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างที่ลดลงทำให้รินรดารับรู้ได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของชายหนุ่มและกลิ่นกายสะอาดๆ เจือจางด้วยกลิ่นอายดินและฝน
"คุณรินรู้ไหมครับว่าทำไมผมถึงชอบเวลาที่คุณอยู่ตรงนี้" จู่ๆ ศิลาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการสะกดให้เธอนิ่งงันอยู่ตรงนั้น
รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก "ทำไมล่ะคะ..." เธอถามเสียงแผ่วโดยไม่รู้ตัว
"เพราะเวลาที่คุณเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับคนพวกนั้น... หรือเวลาที่คุณเครียดกับการบริหารร้าน รอยยิ้มที่คุณซ่อนไว้เบื้องหลังความดุร้ายของคุณ มันคือสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่า... การได้กลับมาบ้านหลังนี้มันมีความหมายที่สุด"
คำพูดเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความจริงใจนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทกหัวใจของรินรดาอย่างจัง กำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกทรยศหักหลังในอดีต พลันสั่นคลอนและแตกสลายลงทีละน้อย ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอก ลามเลียไปจนถึงใบหู รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น สมองขาวโพลนจนคิดหาคำพูดโต้ตอบไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกด
ศิลาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนรินรดารับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปัดผ่านแก้มเนียน ความเงียบงันระหว่างคนทั้งคู่เต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย เป็นความหวั่นไหวที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง ราวกับเมล็ดพันธุ์ในสวนลับที่ได้รับการรดน้ำพรวนดินด้วยความใส่ใจจนผลิ
มือแกร่งของนายทหารหนุ่มค่อยๆ เอื้อมออกไป หมายจะสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียแก้มของเชฟสาว รินรดารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวระคนตื่นตระหนก เธอดึงดันระหว่างความต้องการที่จะถอยหนีตามสัญชาตญาณ กับแรงดึงดูดประหลาดที่รั้งเธอไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงทุบประตูกระจกหน้าร้านดังขึ้นอย่างรุนแรงและเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศโรแมนติกยามค่ำคืนลงในเสี้ยววินาที!
รินรดาสดุ้งโหย่ง ผละถอยหลัง1ก้าวใหญ่ด้วยความตกใจ ขณะที่ศิลาชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปแตะแก้มนวล ดวงตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุดันทันที บรรยากาศผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความตึงเครียดที่เข้าปกคลุมห้องครัว
ที่หน้าประตูกระจกหน้าร้าน ร่างเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังยืนทาบอยู่ พร้อมกับเสียงทุบกระจกซ้ำๆ และเสียงตะโกนโวยวายด้วยความเมามายที่ดังลอดเข้ามา
"เปิดร้านโว้ย! อีเชฟหน้าเลือด! มึงหลบหัวอยู่ที่ไหน ออกมาเคลียร์เรื่องที่ดินเดี๋ยวนี้!"
รินรดานิ่วหน้าทันที น้ำเสียงหยาบคายนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน... มันคือเสียงของ "ไอ้เกรียง" ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบที่เพิ่งถูกเธอตบหน้าสั่งสอนไปเมื่อกลางวัน ไม่คาดคิดว่ามันจะกล้าบุกมาอาละวาดถึงหน้าร้านยามวิกาลแบบนี้
ศิลาก้าวเท้าผ่านหน้าเธอไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงขึ้นด้วยโทสะที่ถูกกดทับไว้ นายทหารหนุ่มปรายตามองไปที่ประตูกระจก ก่อนจะหันมาสบตารินรดาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"อยู่ในครัวนี่แหละครับ... เดี๋ยวผมจัดการเอง" ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความน่ากลัวไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ทว่า ก่อนที่ศิลาจะทันได้เดินไปเปิดประตูหน้าร้าน เสียงกุญแจไขล็อกประตูกระจกจาก *ด้านนอก* ก็ดังขึ้น *กริ๊ก!*
ทั้งรินรดาและศิลาชะงักกึกพร้อมกัน ดวงตาทั้งสองคู่เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนแปลกใจ... ประตูกระจกหน้าร้านไม่ได้ถูกล็อกไว้จากด้านในอย่างนั้นหรือ? หรือว่า... มีใครบางคนในหมู่บ้านแอบขายกุญแจสำรองให้พวกมันตั้งแต่เมื่อไหร่?!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของฟาร์มเมอร์สุขใจเสมอมานะครับ
เชฟสาวร้านลับกับนายทหารที่ขอฝากท้องไว้ที่นี่•ตอนที่ 13
ค่ำคืนใต้แสงดาว
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวร้านลับกับนายทหารที่ขอฝากท้องไว้ที่นี่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!