"ถ้าพวกท่านยังกล้าเอาชื่อตระกูลลู่มาข่มขู่จะเอาส่วนแบ่งจากร้านค้าของฉันอีกแม้แต่หยวนเดียว อย่าหาว่าฉันคนนี้ไม่ไว้หน้า ส่งป้ายตระกูลคืนให้ทางการไปตรวจสอบความประพฤติเสียให้เข็ด!"
เสียงประกาศกร้าวของหลินซูหยินดังขึ้นท่าศาลาประชาคมกลางหมู่บ้าน ตัด10ความโลภของป้าสะใภ้ใหญ่ที่หน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแต่ไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงเถียงกลับสักคำ ยุคแปดสิบเช่นนี้ กฎหมายการค้าเริ่มผ่อนปรนแต่กฎระเบียบเรื่องความประพฤติและตระกูลยังคงเข้มงวด ยิ่งสามีของนางเป็นนายทหารผู้มีอนาคตไกลในกองทัพ การจะเล่นงานคนตระกูลลู่ที่ชอบทำตัวเป็นปลิงสูบเลือดด้วยข้อหาสร้างความวุ่นวายในที่สาธารณะ จึงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับการพลิกฝ่ามือ
ซูหยินสะบัดหน้าหนี ปล่อยให้พวกตัวแสบยืนหน้าชาอยู่เบื้องหลัง นางจูงมือเจ้าแฝดเป่าเปาและเป่าเป้ยเดินกลับบ้านด้วยฝีเท้ามั่นคง กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งสาลีและน้ำมันหมูที่ลอยโชว์มาจากในครัวมิติลับในห้วงความคิด ทำให้มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ วันนี้ยอดขายเกี๊ยวหมูสามชั้นและซาลาเปาไส้ผักป่าจากมิติพุ่งกระฉูดจนกระเป๋าเสื้อแทบฉีก ความเหนื่อยล้าจากการรับมือกับญาติจอมปลอมพลันมลายหายสิ้น เหลือเพียงความสุขในการสร้างความมั่งคั่งให้ครอบครัว
เมื่อก้าวพ้นประตูรั้วบ้านไม้เก่าแก่ที่ได้รับการซ่อมแซมจนมั่นคง ลู่ถิง สามีหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารที่เพิ่งกลับจากค่ายก็ก้าวออกมาต้อนรับ ดวงตาคมกริบที่มักจะดุดันยามเผชิญหน้ากับคนนอก บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อมองมาที่ภรรยา
"เหนื่อยไหม?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามพร้อมกับยื่นมือหนามาแย่งตะกร้าผ้าในมือของนางไปถือไว้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
"ไม่เหนื่อยเลยค่ะ แค่จัดการพวกปลิงไร้ยางอายพวกนั้น ถือเป็นการออกกำลังกายย่อยอาหารเย็นไปในตัวด้วยซ้ำ" ซูหยินหัวเราะเบาๆ ดวงตาคู่สวยระยิบระยับด้วยความสะใจ
เป่าเปาและเป่าเป้ยวิ่งดุ๊กๆ เข้าไปกอดขาพ่อ ลู่ถิงย่อตัวลงอุ้มลูกแฝดขึ้นมาแนบ It กอดคนละข้างอย่างรักใคร่ ภาพความอบอุ่นนี้ทำให้หัวใจของซูหยินที่เคยต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตลอดนับตั้งแต่ทะลุมิติมา รู้สึกราวกับว่ารากเหง้าของนางได้หยั่งลงลึกในดินแดนยุค 80 นี้อย่างมั่นคงแล้ว
ค่ำคืนนั้น หลังต้มซุปกระดูกหมูตุ๋นรากบัวในหม้อดินจนส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณบ้าน จนเพื่อนบ้านข้างเคียงต่างแอบกลืนน้ำลายด้วยความอิจฉา ครอบครัวตัวลู่ก็อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า เจ้าแฝดกินจนพุงกางหลับปุ๋ยไปบนเตียงเตาอุ่นๆ ซูหยินจึงปลีกตัวออกมานั่งรับลมเย็นยามดึกที่ลานบ้าน ใต้แสงดาวพราวระยับบนท้องฟ้าสีครามเข้ม
สายลมหนาวพัดโชยกลิ่นอายดินและพงหญ้ามาเบาๆ ซูหยินยกมือขึ้นกอดอกเพื่อคลายความหนาวสะท้อน ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ขยับตัวเข้าหาความอบอุ่น ท่อนแขนแข็งแกร่งของลู่ถิงก็โน้มเข้าโอบกอดนางจากด้านหลังอย่างนุ่มนวล พร้อมกับเสื้อคลุมผ้าฝ้ายหนานุ่มที่ถูกคลุมทับลงบนไหล่บางของนางอย่างใส่ใจ
"ดึกแล้ว ข้างนอกลมแรง เดี๋ยวจะไม่สบายเอา" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณต้นคอ ทำให้ซูหยินรู้สึกวูบวาบในอกอย่างประหลาด
นางไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้ตนเองจมดิ่งสู่อ้อมกอดที่กว้างใหญ่และมั่นคงนี้ ลู่ถิงกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ราวกับต้องการปกป้องนางจากลมหนาวและโลกอันโหดร้ายภายนอกทั้งหมด
"คุณลู่... วันนี้ฉันอาจจะดูใจร้ายไปหน่อยที่หักหน้าป้าสะไภ้ใหญ่ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน..." ซูหยินเอ่ยเสียงเบา ความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ลอดผ่านเข้ามาในความรู้สึก นางไม่ใช่คนยุคนี้ แท้จริงแล้วนางคือหญิงสาวจากโลกอนาคตที่เด็ดเดี่ยวและไร้ความอดทนต่อความอยุติธรรม บางครั้งนางก็กลัวว่าสามีที่เป็นทหารหัวโบราณอาจจะมองว่านางก้าวร้าวเกินไป
ลู่ถิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฝังใบหน้าคมคายลงบนซอกคอของนางสูดดมกลิ่นหอมสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์ของภรรยา มือหนาลูบไล้กลุ่มผมนุ่มอย่างทะนุถนอม
"หยินหยิน... เธอทำถูกแล้ว" เสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง "ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอต้องแบกรับอะไรไว้มากมายเพื่อฉันและลูก ฉันต่างหากที่ละอายใจ ที่ปล่อยให้ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องคอยปกป้องครอบครัวจากพวกคนเห็นแก่ตัวเหล่านั้น"
ซูหยินเม้มปากแน่น หัวใจพองโตขึ้นด้วยความตื้นตัน นางหันตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตสบประสานกับดวงตาคมที่เต็มไปด้วยประกายระยิบระยับยิ่งกว่าหมู่ดาวบนฟ้า
ลู่ถิงใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการฝึกฝนทางทหารเกลี่ยปอยผมที่ระแก้มให้อย่างอ่อนโยน ดวงตาของเขาฉายแววรักใคร่ลึกซึ้งจนคนมองแทบละลาย
"ฟังฉันนะซูหยิน..." ลู่ถิงกระซิบคำรักอ่อนโยนข้างหู น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก "ไม่ว่าวันข้างหน้าโลกใบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือเราจะต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ยากลำบากแค่ไหน ขอแค่มีเธอและลูกอยู่เคียงข้าง ผมให้สัญญา... สัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชายและทหารของชาติคนนี้ ว่าจะดูแลปกป้องเธอและลูกไปชั่วชีวิต จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายรังแกเธอได้อีกแม้แต่ปลายเล็บ"
คำสัญญาที่เอ่ยออกมาท่ามกลางแสงดาวพร่างพราวและเสียงจิ้งหรีดเรไรขับกล่อม ช่างหนักแน่นและทรงพลังยิ่งกว่าคำสาบานใดๆ ในโลก ซูหยินรู้สึกถึงหยาดน้ำใสๆ ที่คลอหน่วยด้วยความซาบซึ้ง นางพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะโอบกอดรอบเอวสอบของเขาแน่น ซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างที่เต้นเป็นจังหวะมั่นคง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานซึ้งและอบอุ่นจนแทบจะหลอมละลายหัวใจคนทั้งสอง ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระแทกระทึกรัวอย่างบ้าคลั่งจากหน้าบ้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบสงบยามวิกาล พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายด้วยความตื่นตระหนกของเพื่อนบ้านที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในเขตรั้ว
"ผู้กองลู่! คุณซูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! โกดังเก็บสินค้าหลังหมู่บ้าน... ถูกคนลอบวางเพลิง ไฟกำลังลามไหม้สินค้าทั้งหมดในนั้นจนวอดวายแล้ว!"
ลู่ถิงชะתักกึก ดวงตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งในฉับพลัน ในขณะที่ซูหยินผละออกจากอ้อมกอด รอยยิ้มอ่อนโยนถูกแทนที่ด้วยแววตาเฉียบคมที่ซ่อนความเหี้ยมเกี้ยมไว้ภายใต้ความนิ่งสงบ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
คุณแม่ลูกแฝดกับมิติลับยุค 80: สะใภ้ตัวแสบขอรวยเงียบๆ คนเดียว!•ตอนที่ 30
คำสารภาพรักใต้แสงดาว
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกแฝดกับมิติลับยุค 80: สะใภ้ตัวแสบขอรวยเงียบๆ คนเดียว! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!