"ถ้าคิดว่าตบแต่งหน้าตาด้วยแป้งกระสอบราคาถูกแล้วจะกลายเป็นคุณหนูในเมืองหลวงขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ ฉันว่าหลินซูหยินเธอควรไปส่องกระจกดูเงาหัวตัวเองเสียบ้างนะ! แต่งงานเข้าบ้านตระกูลลู่มาตั้งนาน มีแต่ทำให้พี่ใหญ่ต้องอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเขาไม่เว้นแต่ละวัน!"
เสียงแหลมสูงบาดแก้วหูของ 'จ้าวซิ่ว잉' ลูกพี่ลูกน้องฝ่ายสามีผู้มีศักดิ์เป็นถึงสะใภ้บ้านรองตระกูลจ้าว ดังแหวขึ้นกลางลานบ้านตระกูลลู่ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้ามา โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของบ้านอนุญาต
หลินซูหยินที่กำลังงทาน้ำหมักสมุนไพรสูตรลับลงบนซี่โครงหมูในชามกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามชะงักมือเล็กน้อย นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที แต่ปล่อยให้ความเงียบงันโรยตัวลงชั่วขณะ ราวกับว่าเสียงเห่าหอนของสุนัขข้างรั้วบ้านไม่ได้มีค่าพอให้ต้องใส่ใจ
เป่าเปาและเป่าเป้ยที่กำลังนั่งเคี้ยวแป้งทอดกรอบนุ่มหนึบหนับกันคนละคำ รีบวิ่งเตาะแตะมาหลบหลังชายเสื้อของมารดา เจ้าตัวเล็กทั้งสองกอดขาซูหยินแน่น ดวงตากลมโตฉายแววหวาดระแวงและไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เป่าเป้ยส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอราวกับลูกแมวป่าตัวน้อยที่พร้อมจะพองขนใส่ผู้บุกรุก
"แม่คะ... ป้าคนนี้น่ากลัวจังเลย" เป่าเป้ยกระซิบเสียงสั่น
ซูหยินวางตะเกียบไม้ไผ่ลงช้าๆ นางลูบศีรษะทุยของลูกสาวและลูกชายเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตาให้ผู้มาเยือน
"โอ้ ที่แท้ก็พี่สะใภ้รองจ้าวนี่เอง ลมอะไรหอบท่านมาถึงเรือนหลังเล็กๆ ของพวกเราล่ะคะ หรือว่าเสบียงในบ้านของท่านหมดจนต้องมาเดินขอทานกินตามบ้านคนอื่นอีกแล้ว? แต่ก็น่าเสียดายนะ บ้านฉันไม่ใช่โรงทาน และต่อให้มีอาหารเหลือเฟือ ฉันก็คงเลือกเอาไปให้สุนัขกินเสียยังดีกว่าจะแบ่งให้คนปากเสียอย่างท่าน"
คำพูดของซูหยินคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ หน้าของจ้าวซิ่วอิงเปลี่ยนเป็นสีเขียวสลับแดงด้วยความโกรธจัด นางเท้าสะเอว ชี้หน้าด่ากราดทันที
"หลินซูหยิน! นังสารเลว กล้าดียังไงมาปากดีใส่ฉัน! แกเป็นแค่สะใภ้ซื้อมา กินข้าวตระกูลลู่ ผลาญเงินเดือนทหารของพี่ใหญ่จนหมดเกลี้ยง ยังมีหน้ามาทำตัวกร่างอีกเรอะ วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกแทนพี่ใหญ่เอง!"
พูดจบล่วงเกิน จ้าวซิ่วอิงก็พุ่งตัวเข้ามาหมายจะตบหน้าซูหยินให้หายแค้น ทว่านางประเมินฝีมือของอดีตนักโภชนาการมือหนึ่งผู้ผ่านสังเวียนชีวิตมาโชกโชนต่ำไปเสียแล้ว
ซูหยินเพียงแค่ก้าวถอยหลังครึ่งก้าวอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวยาวคว้าจับถาดไม้ที่ใส่แป้งหมั่นโถวขึ้นมาตั้งรับตามสัญชาตญาณ แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ลงมือสั่งสอนญาติผู้พี่จอมหาเรื่องด้วยตัวเอง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกล้ามสีเขียวเข้มและกางเกงขายาวสีทหารก็ก้าวพรวดออกมาจากห้องครัวราวกับภูตผี
*ปึง!*
เสียงตบโต๊ะไม้สนกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวจนจ้าวซิ่วอิงสะดุ้งเฮือกถอยหลังไปสามก้าว ลู่ถิงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าภรรยา แผ่นหลังกว้างใหญ่บังร่างของซูหยินและลูกแฝดมิดชิด รังสีอำมหิตและไอสังหารของนายทหารผู้ผ่านสนามรบจริงแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับคลื่นความกดอากาศต่ำ จนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างฉับพลัน
"ใครอนุญาตให้เธอเข้ามาเหยียบที่นี่... และใครอนุญาตให้เธอมาขึ้นเสียงใส่ภรรยาของฉัน?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่ละคำหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางอก จ้าวซิ่วอิงหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก นางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้ลู่ถิงจะเป็นญาติห่างๆ แต่กิตติศัพท์ความดุร้ายและความแข็งกร้าวของเขาในกองทัพเป็นที่เลื่องลือ ไม่มีใครกล้าลองดีด้วยแม้แต่คนเดียว
"พี่... พี่ใหญ่ ฉัน... ฉันแค่จะมาตักเตือนแทนน้าหญิง..." จ้าวซิ่วอิงเสียงสั่นเครือ ถอยหลังกรูดจนเกือบสะดุดธรณีประตู
"ภรรยาของฉัน ฉันเป็นคนเลือก นางจะดีจะร้ายอย่างไรก็เป็นเรื่องของฉัน ส่วนลูกของฉัน ฉันเลี้ยงเองได้ ไม่หนักหัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น!" ลู่ถิงก้าวเข้าไปหาช้าๆ แรงกดดันมหาศาลทำให้จ้าวซิ่วอิงแทบทรุดลงไปกองกับพื้น "ถ้าคิดจะมาหาเรื่องที่บ้านนี้อีก จำใส่สมองเอาไว้ว่า ครั้งต่อไปฉันจะไม่พูดเตือนด้วยมือเปล่าแน่ ไสหัวไปซะ!"
ประโยคสุดท้ายถูกตวาดออกมาเสียงดังลั่นจนนกบนต้นไม้หน้าบ้านแตกตื่นบินหนีกันอลหม่าน จ้าวซิ่วอิงหน้าตาตื่นตระหนก นางลนลานวิ่งหนีออกจากบ้านตระกูลลู่อย่างไม่คิดชีวิต รองเท้าผ้าหลุดไปข้างหนึ่งก็ไม่กล้าก้มลงเก็บ
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ลานบ้านอีกครั้ง ลู่ถิงถอนหายใจยาวก่อนจะหันกลับมามองภรรยาและลูกแฝด แววตาดุดันเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและห่วงใยในเสี้ยววินาที เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าซูหยิน สำรวจเนื้อตัวนางอย่างละเอียดด้วยความร้อนรน
"น้องหยิน... น้องเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? มันทำอะไรน้องไหม?"
ซูหยินส่ายหน้าเบาๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นางยื่นมือไปจับฝ่ามือหนาหยาบกร้านของสามีที่มีรอยแผลเป็นจากการฝึกฝนอย่างทะนุถนอม ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากฝ่ามือของเขาสู่ใจนาง
"ฉันจะเป็นอะไรไปได้ล่ะคะพี่ลู่? มีสามีตัวโตคอยปกป้องขนาดนี้ ต่อให้มีคนมาอีกสิบคน ฉันก็ไม่กลัวหรอกค่ะ" ซูหยินเอ่ยหยอกเย้าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
ลู่ถิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาเอื้อมมือไปโอบกอดเอวบางของภรรยาเข้าหาตัวแน่น ซุกใบหน้าคมคายลงกับลาดไหล่ของนางสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและสบู่ดอกไม้ที่นางทำเอง เพื่อคลายความตึงเครียดในใจ
"พี่ไม่อยู่บ้านแค่แป๊บเดียว พวกมันก็กล้ามาหาเรื่องรังแกน้องกับลูกอีกแล้ว... ต่อไปพี่จะขออนุมัติผู้บังคับบัญชาลาพักร้อนยาวขึ้นดีไหม จะได้อยู่เฝ้าเมียกับลูกทุกวัน ไม่ให้ใครหน้าไหนกล้ามาเหยียบเรือนเราอีก" ลู่ถิงพึมพำเสียงอู้อี้ชิดซอกคอขาว ทำเอาซูหยินหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย
"พูดอะไรไม่เข้าท่าค่ะ หน้าลูกยังอยู่ตรงนี้นะคะเนี่ย" ซูหยินตีเบาๆ ที่ต้นแขนแกร่งของสามี แต่ไม่ได้ผลักไส นางปล่อยให้เขากอดอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและความเข้าใจ
ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่น ซูหยินก็เหลือบไปเห็นกระดาษห่อสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าที่ตกอยู่ตรงมุมประตู ซึ่งดูเหมือนว่าจ้าวซิ่วอิงจะทำ5หล่นไว้ระหว่างทางวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะผละออกจากอ้อมแขนของสามี เดินไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่ออกดู เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ด้านใน ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความลับบางอย่างที่ตระกูลจ้าวพยายามปิดบังมานานนับปีถูกเปิดเผยออกมาในบรรทัดสุดท้ายนั้นเอง...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
คุณแม่ลูกแฝดกับมิติลับยุค 80: สะใภ้ตัวแสบขอรวยเงียบๆ คนเดียว!•ตอนที่ 28
จัดการญาติผู้พี่ที่ชอบมาหาเรื่อง
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกแฝดกับมิติลับยุค 80: สะใภ้ตัวแสบขอรวยเงียบๆ คนเดียว! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!