"ห่อพัสดุจากเมืองหลวงชิ้นนี้... หากทางการตรวจสอบพบว่ามีเจตนาสวมชื่อหรือปกปิดเบาะแสของนายทหารยศสูง เกรงว่าโทษสถานเบาคือปลดพ้นราชการ สถานหนักคือริบทรัพย์สินทั้งตระกูลนะคะคุณแม่"
น้ำเสียงของหลินซูหยินไม่ได้ดังกรีดแหลม แต่มันราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงพลังราวกับมีก้อนน้ำแข็งกดทับลงกลางอกของทุกคนในห้องโถงบ้านใหญ่
บุรุษไปรษณีย์หน้าตาตื่นตระหนก รีบชักมือกลับราวกับห่อพัสดุในมือกลายเป็นเหล็กแดงเผาไฟ เขาเป็นเพียงคนส่งจดหมายธรรมดา หาญกล้าที่ไหนจะไปพัวพันกับคดีความระดับกองทัพ "คะ... คือว่า ผมแค่นำมาส่งตามจ่าหน้า ทางการจะตรวจสอบอะไร ผมไม่รู้เรื่องด้วยนะครับ!"
"ไม่ต้องกลัวค่ะพี่ชาย ท่านแค่ทำหน้าที่ส่งของให้ถูกที่ก็พอ ส่วนคนรับผิดชอบตัวจริง... กำลังจะแสดงตัวเดี๋ยวนี้แหละค่ะ" ซูหยินปรายตามองห่อกระดาษสีน้ำตาลหนาเตอะ ที่มุมซองประทับตราลับเฉพาะของหน่วยรบพิเศษเมืองหลวง ซึ่งเป็นสังกัดเดิมก่อนที่ลู่ถิงจะถูกย้ายมารักษาตัว
เพล้ง!
ถ้วยชาในมือของแม่เฒ่าลู่ร่วงหล่นแตกกระจาย น้ำชาสีเข้มสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกางเกงผ้าฝ้ายสีหม่น ใบหน้าเหี่ยวย่นยับยู่ยี่ด้วยความตกใจจนซีดขาวราวกับกระดาษสา นางอ้าปากพะงาบๆ คล้ายปลาขาดน้ำ ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อได้ยินคำว่า 'ริบทรัพย์สินทั้งตระกูล' และ 'ตรวจสอบจากทางการ'
"นัง... นังสะใภ้รอง แกพูดเหลวไหลอะไร! นั่นมันของของลูกชายข้า เป็นเงินทดแทนที่ทางการส่งมาให้บ้านเรา จะเอาไปเกี่ยวอะไรกับกองทัพตรวจสอบ!" แม่เฒ่าลู่แผดเสียงแหลมสูงเพื่อกลบเกลื่อนความร้อนรนในใจ สองมือเหี่ยวย่นสั่นเทาจนต้องจิกเกร็งเข้าหากันแน่น
"เงินทดแทนของสามีฉัน? น่าขันสิ้นดีนะคะ" ซูหยินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าว ส้นรองเท้าหนังแท้ขัดมันกระทบกับพื้นดินอัดแน่นเกิดเสียงก้องกังวานน่าเกรงขาม "ลู่ถิงเป็นทหารบาดเจ็บในหน้าที่ เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงย่อมต้องถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัว หรือส่งตรงถึงมือภรรยาและบุตรตามกฎหมายทหาร แต่นี่อะไรคะ? ห้าเดือนที่ผ่านมา เงินสักเหมาเดียวก็ไม่เคยตกถึงมือพวกเรา แม่สามีกลับกักตุนพัสดุและเงินเดือนของเขาไว้ใช้เอง แถมยังปล่อยให้ลูกหลานของฉันต้องกินน้ำข้าวเจือจางเกือบตาย แบบนี้ในทางกฎหมายเขาเรียกว่า 'ยักยอกทรัพย์สินทางราชการ' และ 'กักขังหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของทหารแนวหน้า' มีโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าสามปีนะคะ!"
คำว่า 'จำคุกสามปี' กระแทกเข้าใส่โสตประสาทของคนบ้านใหญ่เข้าอย่างจัง พี่สะใภ้ใหญ่ที่ยืนหลบอยู่หลังตู้ไม้ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ลู่ต้าเฉียง สามีของนางหน้าถอดสี รีบโบกไม้โบกมือปฏิសេធพัลวัน
"ซูหยิน... น้องสะใภ้ อย่าพูดจารุนแรงนักเลย อย่างไรเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เงินนั่น... แม่แค่เก็บรักษาไว้ให้พวกเธอต่างหาก กลัวว่าพวกเธอจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย!"
"เก็บรักษา? ช่างกล้าพูดนะคะพี่ใหญ่!" ซูหยินหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววเยาะหยันคมกริบ "เงินหยาดเหงื่อแรงกายและเลือดเนื้อของสามีฉัน กลายมาเป็นค่าแป้งสาลีขาวและเนื้อหมูสามชั้นบนโต๊ะอาหารบ้านพวกท่านทุกวี่ทุกวันอย่างนั้นหรือคะ? ดีล่ะ ในเมื่อพี่ใหญ่พูดเช่นนี้ วันนี้เรามาเคลียร์กันให้จบ ถ้าไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมิวนิตี้และสารวัตรทหารมาเคาะประตูบ้านตอนเที่ยงนี้... เชิญคุณแม่ควักเงินทั้งหมดคืนมาให้ครบทุกหยวน รวมถึงพัสดุลับชิ้นนั้นด้วยค่ะ!"
บรรยากาศภายในห้องโถงอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แม่เฒ่าลู่หอบหายใจถี่กระชั้น อกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัวระคนกัน นางเลี้ยงลูกชายมาจนเติบใหญ่ ส่งไปเป็นทหารก็เพื่อหวังจะเกาะกินเงินเดือนส่งกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตระกูลลู่ ใครจะคาดคิดว่าสะใภ้รองที่เคยหัวอ่อนและยอมคนผู้นี้ จะพลิกโฉมกลายร่างเป็นปีศาจทวงหนี้ที่น่ากลัวปานนี้
"แก... นังตัวดี แกกล้าขู่ย่าของสามีตัวเองรึ!" แม่เฒ่าลู่พยายามจะใช้ไม้ยันกายลุกขึ้นมาอาละวาดตามนิสัยเดิม
"ฉันไม่ได้ขู่ค่ะคุณแม่ แต่ฉันกำลัง 'แจ้งเตือน' ด้วยความหวังดีต่างหาก" ซูหยินยื่นมือออกไปรับห่อพัสดุจากบุรุษไปรษณีย์ที่ยืนตัวลีบอยู่หน้าประตูก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว นางเซ็นชื่อรับด้วยลายมือหวัดที่คมคายและมั่นคง ก่อนจะหันมาสบตากับแม่สามีด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ชวนให้ขนลุกซู่ "เวลาสามนาทีนะคะคุณแม่ ถ้าเงินสองร้อยหยวนของงวดนี้ไม่วางอยู่บนโต๊ะนี้ พร้อมกับจดหมายชี้แจงจากปากคุณแม่... ฉันจะเดินไปที่ทำการอำเภอด้วยตัวเอง และถึงตอนนั้น ต่อให้คุณแม่คุกเข่าร้องไห้กราบกราน ก็ไม่มีใครช่วยตระกูลลู่ได้อีกแล้วค่ะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องไปที่แม่เฒ่าลู่ซึ่งหน้าดำคร่ำเครียดสลับกับเขียวคล้ำ มือเหี่ยวย่นสั่นเทาระริกขณะล้วงเข้าไปในอกเสื้อเพื่อหยิบกุญแจกล่องไม้เก่าๆ ที่ซ่อนไว้ใต้ที่นอน
เสียงเปิดกล่องไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดท่ามกลางความเงียบงัน ตามมาด้วยเสียงนับธนบัตรปึกหนาที่ถูกโยนลงบนโต๊ะไม้ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวราจะขาดใจ "นี่! เงินของพวกแก... สองร้อยหยวนเต็มๆ ไม่ขาดสักเหมาเดียว!" แม่เฒ่าลู่เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
ซูหยินก้มลงนับธนบัตรในมืออย่างรวดเร็วและแม่นยำ เมื่อมั่นใจว่าครบถ้วนทุกหยวน นางจึงเก็บเงินเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างใจเย็น ก่อนจะคว้าห่อพัสดุปริศนาจากเมืองหลวงมาถือไว้แนบอก
นางหันหลังกลับก้าวเดินออกจากบ้านใหญ่ท่ามกลางสายตาระทึกขวัญของทุกคน ทว่า เมื่อเดินพ้นประตูรั้วออกมาได้ไม่ไกล สายตาก็ต้องสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของลู่ถิงที่ยืนรออยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ ร่างของสามีหนุ่มยืนนิ่งสนิท ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาดำขลับจ้องมองห่อพัสดุในมือของนางด้วยประกายประหลาดที่อ่านไม่ออก
"คุณ... รู้เรื่องพัสดุชิ้นนี้ตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมคะ?" ซูหยินเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อลู่ถิงค่อยๆ ยื่นมือมารับห่อกระดาษนั้นไป พร้อมกับเอמהกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึก
"ไม่ใช่แค่รู้หรอกนะซูหยิน... แต่คนที่ส่งมันมา กำลังรอเราอยู่ที่บ้านหลังน้อยของเราแล้วตอนนี้"
หลินซูหยินเบิกตากว้าง สัญชาตญาณเตือนภัยในร่างกรีดร้องลั่นเมื่อตระหนักว่า... คลื่นลูกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมกำลังจะซัดเข้าใส่ครอบครัวของนางแล้ว!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ผู้มีเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ซูหยินฟาดฟันความอยุติธรรมไปด้วยกันนะคะ!
คุณแม่ลูกแฝดกับมิติลับยุค 80: สะใภ้ตัวแสบขอรวยเงียบๆ คนเดียว!•ตอนที่ 22
ทวงเงินเดือนสามีคืนจากมือแม่เฒ่า
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ลูกแฝดกับมิติลับยุค 80: สะใภ้ตัวแสบขอรวยเงียบๆ คนเดียว! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!