"ถ้าพี่จะกรุณาวางมือถือลงแล้วหันมาคุยกับผมดีๆ ก็น่าจะเวิร์กกว่านะครับ... หรือว่าแชตเมื่อกี้มันมีสาระสำคัญระดับชาติ ที่ทำให้พี่ละสายตาจากผมไม่ได้เลยล่ะครับ คุณคีย์"
เสียงทุ้มต่ำที่จงใจลากเสียงยาวอย่างกวนประสาทดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของไทป์ที่ขยับเข้ามาเบียดชิดจนไหล่แทบจะเกยกันบนโซฟาตัวยาวในคาเฟ่สุดชิค ไทป์ไม่ได้แค่พูดเปล่า แต่เจ้าตัวยังถือวิสาสะยื่นมือมาดึงโทรศัพท์มือถือในมือฉันไปหน้าตาเฉย ก่อนจะกดล็อกหน้าจอแล้วคว่ำมันลงกับโต๊ะอย่างไม่เกรงใจ
ฉันสะดุ้งสุดตัว รีบถดสะโพกหนีจนติดพนักโซฟาอีกฝั่ง พร้อมกับถลึงตาใส่ร่างสูงที่ทำหน้ามึนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ข้างๆ
"ไทป์! นี่นายไม่มีมารยาทเอาซะเลยนะ มาก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของคนอื่นได้ยังไง! เอาโทรศัพท์ฉันคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!" ฉันโวยวายเสียงหลง พยายามจะเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์คืน แต่ไทป์กลับไวกว่า อาศัยความได้เปรียบเรื่องความสูงและช่วงแขน ยกโทรศัพท์เครื่องนั้นหลบขึ้นเหนือหัวแถมยังทำหน้าล้อเลียนใส่กันอีกต่างหาก
"ไม่ได้จะก้าวก่ายสักหน่อยครับ... แค่หวง" ไทป์ยักิ้วกวนๆ รอยยิ้มมุมปากที่ส่งมามันช่างน่าหมั่นไส้เสียจนฉันอยากจะหยิกแขนเขาสักที "ก็หน้าจอพี่เด้งแจ้งเตือนรัวเป็นเจ้าเข้าขนาดนั้น แถมชื่อผู้ส่งยังเป็นไอ้รุ่นพี่คณะบริหารคนนั้นอีก... ผมนั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคน ทำไมพี่ต้องไปสนใจหน้าจอมากกว่าหน้าผมด้วยล่ะครับ"
ให้ตายเถอะ! นี่เขาเรียกว่าหน้าไม่อายชัดๆ!
นั่นแหละค่ะ คือชนวนเหตุที่ทำให้ "สงครามประสาท" ระหว่างไทป์กับคู่แข่งหัวใจตัวฉกาจเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในบ่ายวันนี้ และบอกเลยว่ามันไม่ใช่แค่สงครามย่อมๆ ระหว่างเด็กหนุ่มสองคน แต่มันคือสมรภูมิเดือดที่ทำเอาคนเป็นพี่อย่างฉันอยากจะเอาหัวโขกโต๊ะหนีความวุ่นวายซะให้รู้แล้วรู้รอด
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คาเฟ่แห่งนี้ควรจะเป็นสถานที่สงบๆ ให้ฉันได้นั่งเคลียร์งานออกแบบโปรเจกต์ส่งอาจารย์ แต่ความสงบสุขนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ เมื่อ "พี่กรณ์" รุ่นพี่ปีสี่สุดเนี๊ยบจากคณะบริหารธุรกิจ—คนที่ตามจีบฉันมาได้สักพักใหญ่ๆ แบบนิ่มๆ แต่เดินหน้าจีบไม่พัก—บังเอิญเดินเข้ามาทักทายและขอแชร์โต๊ะด้วยเพราะโต๊ะอื่นเต็มหมด
ในตอนแรก บรรยากาศมันก็ดูปกติดีค่ะ พี่กรณ์เป็นคนสุภาพ นุ่มนวล พูดจาไพเราะ และมักจะมีของว่างอร่อยๆ ติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ ซึ่งมันช่างตรงกันข้ามกับไทป์—เด็กวิศวะปีสองสุดกวนที่โผล่พรวดพราดเข้ามาทีหลังราวกับมีเรดارจับความเคลื่อนไหวของฉันได้
และนั่นแหละค่ะ ความบรรลอ... เอ๊ย ความบันเทิงจึงบังเกิด
"อ้าว น้องไทป์ เพื่อนคีย์เหรอครับ นั่งด้วยกันก่อนสิครับ พอดีพี่ซื้อเค้กมาเผื่อ... เผื่อน้องคีย์ทานไม่หมดน่ะครับ" พี่กรณ์เอ่ยทักด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ ดวงตาเรียวรีภายใต้กรอบแว่นทรง,เอRมี่ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ พร้อมกับเลื่อนจานเค้กสตรอว์เบอร์รีชีสเค้กมาทางฉัน
ไทป์ที่เพิ่งเดินถือแก้วกาแฟกลับมาจากเคาน์เตอร์ ชะงักกึกไปนิด ดวงตาคมกริบกวาดมองพี่กรณ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายประเมินนิ่งๆ ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยิ้มขึ้นนิดๆ แบบที่เห็นแล้วรู้เลยว่า "พ่อคุณเตรียมหาเรื่องกวนประสาทเต็มที่" แล้วค่ะ
"อ๋อครับ... ขอบคุณนะครับพี่" ไทป์ลากเสียงยาวอย่างจงใจ ทรุดตัวลงนั่งเบียดกับฉันบนโซฟาตัวเดิมแบบแนบชิดชนิดที่เรียกว่าแทบจะสิงร่างกันได้อยู่แล้ว "แต่พอดีว่าแฟนผม... เอ๊ย พี่คีย์เขาไม่ค่อยชอบกินของหวานที่มีคนอื่น "ซื้อเผื่อ" สักเท่าไหร่หรอกครับ โดยเฉพาะของที่คนอื่นตั้งใจเอามา "จีบ" น่ะครับ เพราะแฟนผมเขาชอบให้ผมป้อนมากกว่า... เนอะครับคุณคีย์"
ประโยคหลัง ไทป์หันมาขยับตาปริบๆ ใส่ฉัน พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน ฉันนี่หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีจนแทบจะระเบิด อยากจะยกมือขึ้นฟาดปากเด็กนี่สักทีที่พูดจาพล่อยๆ ออกไปแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น
"เอ่อ... แฟน?" พี่กรณ์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าเจื่อนลงไปถนัดตา แต่ก็ยังรักษามารยาทไว้ได้ดี พี่กรณ์ปรายตามองฉันเพื่อหาความจริงจัง "น้องคีย์ครับ... ตกลงว่า..."
"ไม่ใช่แฟนสักหน่อยนะคะ!" ฉันรีบละล่ำละลักปฏิเสธหน้าตาตื่น พยายามจะขยับตัวหนีไทป์แต่ก็ทำไม่ได้เพราะโดนวงแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายโอบเอวไว้หลวมๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ "พี่กรณ์อย่าไปฟังเด็กนี่นะคะ ไทป์มันก็พูดจาเรื่อยเปื่อยไปตามประพฤืตินั่นแหละค่ะ! เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย!"
"อ้าว... พี่คีย์ใจร้ายจังครับ พูดแบบนี้ผมเสียใจแย่เลยนะ" ไทป์แกล้งทำหน้าหงอย ทำปากคว่ำเหมือนเด็กโดนขัดใจ แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์แบบสุดๆ "เมื่อคืนเราเพิ่งจะ... อุ๊บ!"
ฉันพุ่งมือไปปิดปากหนาๆ ของไทป์ไว้แทบไม่ทัน หัวใจเต้นรัวโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ให้ตายเถอะ! เด็กบ้านี่คิดจะพูดเรื่องอะไรออกไปวะเนี่ย! เรื่องแชตบ้าๆ เมื่อคืนที่มีทั้งคำขู่และคำสารภาพรักกึ่งบังคับนั่น ถ้าเอามาพูดต่อหน้าคนอื่นมีหวังฉันได้เอาปี๊บคลุมหัวเดินออกจากคาเฟ่แน่ๆ!
"เงียบไปเลยนะไทป์! ถ้าพูดอะไรอีกคำเดียวฉันจะตัดเงินค่าขนม... เอ๊ย จะไม่คุยกับนายไปตลอดชีวิตเลยคอยดู!" ฉันขู่ฟอด แว่นตาเลื่อนหลุดลงมาอยู่ที่ปลายจมูกแต่ก็ไม่มีเวลามาสนใจ
พี่กรณ์มองภาพคนทั้งคู่ที่กำลังยื้อยุดฉุดย้อมกันไปมาด้วยแว่นตาที่สะท้อนแสงไฟในร้าน รอยยิ้มสุภาพถูกคลี่ออกอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่คนมองอย่างฉันรู้สึกหนาวยะเยือกแปลกๆ
"เข้าใจแล้วครับ..." พี่กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบฉบับคนใจเย็น "ดูเหมือนว่าพี่จะมาช้าไปก้าวหนึ่งสินะครับ... แต่ก็นะ การแข่งขันมันเพิ่งเริ่มต้นเองนี่ครับ น้องไทป์"
ประโยคหลัง พี่กรณ์หันไปสบตากับไทป์ตรงๆ รังสีความกดดันบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากตัวของชายหนุ่มทั้งสองคนจนบรรยากาศรอบโต๊ะอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด ไทป์ไม่ได้หลบสายตา แถมยังยิ้มรับคำท้านั้นด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
นี่มันไม่ใช่การจีบกันแบบเด็กๆ แล้วค่ะ... แต่มันคือสงครามประสาทที่กำลังคุกรุ่นและดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่ว่าใครกะพริบตาก่อนคือคนแพ้!
"ยินดีต้อนรับนะครับพี่... แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า ทางนี้เขาจองทั้งตัวและหัวใจไว้หมดแล้ว พี่ไม่มีทางแทรกกลางระหว่างเราได้หรอกครับ" ไทป์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น้ำเสียงและแว่นตาที่มองตรงไปนั้นจริงจังจนฉันเผลอกลั้นหายใจ
พี่กรณ์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยิบกระเป๋าเอกสารขึ้นมาพาดบ่า "งั้นเหรอครับ... งั้นเราคงต้องรอดูกันยาวๆ แล้วล่ะครับ ตัวตนที่แท้จริงบางทีอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่ใครคิดก็ได้นะ... ขอตัวก่อนนะครับ น้องคีย์ แล้วเจอกันใหม่ครับ"
ร่างของพี่กรณ์เดินลับหายออกไปจากประตูร้าน ทิ้งให้ฉันนั่งหน้าเครียดอยู่กับเด็กยักษ์จอมกวนประสาทที่ตอนนี้หันมาส่งยิ้มหวานเชื่อมให้ฉันแทน
"มองอะไรเล่า! นายทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างไหมเนี่ย!" ฉันหันไปแหวใส่ไทป์ทันทีที่ลับตาพี่กรณ์ "ไปประกาศตัวแบบนั้นได้ยังไง พี่เขาจะคิดยังไงกับฉันล่ะทีนี้!"
"ก็ให้เขาคิดว่าพี่เป็นของผมไงครับ... จะได้เลิกตื๊อสะที" ไทป์ตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้ม มือหนาเอื้อมมาขยับแว่นตาให้ฉันเข้าที่อย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาและอ่อนโยนจนความโกรธที่มีเมื่อครู่ระเหิดหายไปในพริบตา
"คนฉวยโอกาส..." ฉันบ่นงումงำ หลบสายตาคมคริบที่มองมาอย่างมีความหมาย
"ฉวยโอกาสแค่กับพี่คนเดียวนั่นแหละครับ" ไทป์กระซิบเสียงพร่าข้างหู ก่อนจะถือวิสาสะคว้ามือฉันมากุมไว้แน่น "แล้วก็... เรื่องเมื่อคืนที่ยังคุยกันไม่จบ พี่เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดีเถอะครับ เพราะหลังจากนี้... ผมไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแทรกกลางระหว่างเราอีกแน่"
ดวงตาคู่คมของไทป์ทอประกายความจริงจังวับวับ ชนิดที่ทำให้หัวใจของคนฟังสั่นไหวรุนแรงจนควบคุมไม่อยู่
และก่อนที่ฉันจะทันได้อ้าปากเถียงอะไรกลับไป หน้าจอโทรศัพท์ที่ถูกคว่ำไว้บนโต๊ะก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชต... แต่มันไม่ใช่ข้อความจากพี่กรณ์
มันคือข้อความจากไทป์ที่ส่งตรงเข้ามาในหน้าจอของฉันเอง พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าวไปทั้งหน้า
*[Type]: "คืนนี้... เตรียมตัวโดนปรับข้อหาทำให้ผมหึงจนแทบคลั่งได้เลยครับคุณแฟนตัวแสบ"*
ตาย... ฉันตายแน่ๆ ค่ะรี้ดขา!
ขอบคุณรี้ดทุกคนที่แวะมาปาสติกเกอร์และคอมเมนต์น่ารักๆ ให้กำลังใจสมุดบันทึกสีน้ำตาลเสมอนะคะ
ขอร้องล่ะอย่ามาทำตัวน่ารักใส่คนอย่างผม•ตอนที่ 32
สงครามประสาทที่เริ่มดุเดือด
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอร้องล่ะอย่ามาทำตัวน่ารักใส่คนอย่างผม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!