เสียงก๊อกน้ำที่เปิดทิ้งไว้ดังซ่ากลบความเงียบในห้องครัวจนหมดสิ้น แต่ถึงอย่างนั้น ฉัน... เอ๊ย คีย์คนนี้ก็ยังได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นโครมครามดังยิ่งกว่าเสียงน้ำซะอีกค่ะ
ให้ตายเถอะ นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกันเนี่ย!
ร่างสูงของไทป์ที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังในระยะประชิด ทำให้แผ่นหลังของฉันแนบชิดกับอกแกร่งของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องพยายามเลยสักนิด ไอร้อนจากตัวหมอนั่นแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาจนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าเตาอบ ทั้งที่ความจริงเราแค่อยากจะล้างจานมื้อค่ำที่เพิ่งกินกันไปเมื่อสิบนาตรีก่อนเท่านั้นเอง
"ขยับไปเลยนะ ไทป์! นายจะยืนเบียดอะไรนักหนาเนี่ย แค่นี้ก็ไม่มีอากาศหายใจอยู่แล้วนะ!" ฉันโวยวายเสียงอุบอิบ พร้อมกับพยายามดันศอกไปข้างหลังเพื่อไล่ให้ไอ้คนตัวโตถอยออกไปห่างๆ แต่มีหรือที่คนอย่างนายไทป์จะสะเทือน เขากลับยิ่งก้าวเท้าเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนแทบจะสิงร่างฉันอยู่แล้วแถมยังโน้มใบหน้าลงมาเกยคางไว้บนไหล่ฉันหน้าตาเฉย
"ก็ตรงนี้มันที่ยืนของผมอ่ะพี่คีย์ จะให้ไปยืนตรงไหนล่ะครับ" เสียงทุ้มต่ำกระซิบอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัวจนต้องหดคอหนีแทบไม่ทัน "อีกอย่าง... ถ้าผมไม่ยืนบังไว้ เดี๋ยวฟองยาสล้างจานมันก็กระเด็นใส่เสื้อตัวโปรดของพี่หมดสิครับ คนยิ่งซุ่ม่ามอยู่ด้วย"
"ใครซุ่มซ่ามไม่ทราบ! ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามสักหน่อย นายต่างหากที่ชอบแกล้งฉัน!" ฉันหันขวับกลับไปหมายจะต่อว่าให้รู้เรื่อง แต่ลืมไปว่าระยะห่างระหว่างเรามันแทบจะเป็นศูนย์ ปลายจมูกของเราจึงเฉียดผ่านกันไปอย่างฉิวเฉียด ชนิดที่ว่าถ้าขยับอีกมิลลิเมตรเดียวคงได้แตะโดนกันจริงๆ
จังหวะนั้นเอง ไทป์ก็เงียบเสียงลง รอยยิ้มกวนประสาทที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นเลือนหายไป เหลือเพียงนัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นที่ทอดมองมานิ่งสนิท ดวงตาที่มักจะพราวระยับด้วยความขี้เล่น ยามนี้กลับเต็มไปด้วยความลึกซึ้งบางอย่างที่ทำให้คนมองอย่างฉันเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะถูกดูดกลืนหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นแข่งกันในความเงียบ
ทำไม... ทำไมสายตาแบบนั้นถึงทำให้ฉันรู้สึกวูบวาบในท้องแปลกๆ ล่ะคะ
ตั้งแต่รู้จักกันมา ไทป์เข้ามาปั่นป่วนชีวิตระเบียบจัดของฉันจนพังไม่เป็นท่า หมอนี่คอยตามรับตามส่ง ซื้อของกินที่ฉันชอบมาวางไว้บนโต๊ะทำงานอย่างไร้สาเหตุ คอยบ่นเรื่องที่ฉันชอบหักโหมอ่านหนังสือจนลืมกินข้าว และไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น ไทป์จะเป็นคนแรกเสมอที่ก้าวเข้ามาจัดการให้โดยที่ฉันไม่ต้องเอ่ยปากขอร้องด้วยซ้ำ
ดีเกินไป... ดีจนบางครั้งมันน่ากลัว
มือที่ถือจานอยู่สั่นน้อยๆ ความอึดอัดระคนสับสนตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่อก จนกระทั่งทนเก็บความสงสัยที่ค้างคาใจมานานหลายวันไม่ไหวอีกต่อไป ฉันตัดสินใจวางจานลงในอ่างเสียงดังเคร้ง แล้วหันไปเผชิญหน้ากับคนตัวสูงเต็มตัว
"ไทป์..." เสียงของฉันเบากว่าที่ตั้งใจไว้ แต่มันก็จริงจังพอที่จะทำให้รอยยิ้มของไทป์ชะงักไป
"ครับ? เป็นอะไรไปครับพี่ หน้าเครียดเชียว" ไทป์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยทำทีเป็นยิ้มกลบเกลื่อนเหมือนเคย แต่แววตากลับไหววูบไปชั่วขณะเมื่อเห็นสีหน้าของฉัน
"ฉันมีคำถาม..." ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะตัดสินใจพรั่งพรูสิ่งที่อัดอั้นอยู่ออกมา "นายทำแบบนี้ทำไมวะ... ทำไมถึงต้องมาคอยดูแล ใส่ใจ และทำดีกับคนอย่างฉันขนาดนี้ด้วยล่ะ?"
คำถามนั้นทิ้งค้างไว้กลางอากาศ ไทป์นิ่งงันไปทันที รอยยิ้มกวนๆ มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาคู่คมมองตรงมาที่ฉันด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังชั่งใจอะไรบางอย่างอยู่ภายใต้ความเงียบงันนั้น
ไม่มีเสียงตอบรับจากคนตรงหน้า มีเพียงแววตาที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเรื่อยๆ จนฉันเริ่มใจคอไม่ดี
ให้ตายสิ รู้งี้ไม่น่าถามออกไปเลย...
"พี่อยากรู้จริงๆ เหรอครับ..." น้ำเสียงของไทป์เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงเล่นหัวแบบทุกที แต่มมันทุ้มต่ำและจริงจังจนน่าใจหาย มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นมาจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันไว้เบาๆ ไม่ให้ขยับหนีไปไหน
"เออ... ก็ถ้านายไม่ได้รำคาญ ฉันก็แค่อยากรู้เหตุผล" ฉันพยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า แม้ว่าขาสองข้างจะเริ่มสั่นพับๆ จนแทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้วก็ตาม
ไทป์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน สัมผัสอุ่นร้อนจากลมหายใจของเขาทำให้สติสตั้นของฉันกระเจิดกระเจิงไปหมด ปลายจมูกโด่งรั้นอยู่ห่างแค่คืบเดียว และวินาทีนั้นเองที่เสียงกระซิบแผ่วเบาลอดริมฝีปากของเขาก็ดังขึ้น
"ที่ผมทำดีกับพี่ขนาดนี้..."
ไทป์เว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ดวงตาคมกริบมองลึกเข้ามาในดวงตาฉันราวกับต้องการจะทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
"...ก็เพราะว่าผม..."
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวดังขึ้นทำลายความเงียบงันและบรรยากาศอันชวนหัวใจวายนั้นลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ ไทป์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ส่วนฉันก็ได้แต่ยืนอ้าปากพะงาบๆ หายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เหมือนคนเพิ่งรอดตายจากการจมน้ำ
ให้ตายเถอะ... เกือบไปแล้วไหมล่ะ!
ฉันรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยมืออันสั่นเทา หวังจะกลบเกลื่อนความประหม่าเมื่อครู่ แต่พอปลดล็อกหน้าจอและเห็นชื่อผู้ส่งข้อความ ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจทันที
ข้อความจากรุ่นพี่คนสนิทที่หายหน้าหายตาไปนานส่งตรงมาหน้าจอ พร้อมกับรูปถ่ายคู่กันในอดีต และประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ
*['คีย์... พี่กลับมาถึงไทยแล้วนะ คิดถึงจัง เจอกันหน่อยไหม?']*
ฉันช็อกค้างไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้อนทับกันในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ และก่อนที่ฉันจะทันได้ทำอะไร มือหนาของไทป์ที่ชะโงกหน้ามามองหน้าจอด้วยความบังเอิญ ก็ทำให้บรรยากาศในห้องครัวดิ่งวูบลงจนติดลบในทันที
แววตาที่เคยมีความอบอุ่นและล้อเล่นเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันขึ้นมาอย่างน่ากลัว ไทป์แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาฉันด้วยรอยยิ้มที่ส่งไม่ถึงดวงตา
"พี่ชายคนสนิทคนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง... กลับมาแล้วสินะครับ?"
---
ขอบคุณที่แวะมาอ่านและร่วมอมยิ้มไปกับความวุ่นวายของเจ้าแว่นขี้โวยวายกับเด็กวิศวะคลั่งรักด้วยกันนะคะ!
ขอร้องล่ะอย่ามาทำตัวน่ารักใส่คนอย่างผม•ตอนที่ 19
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอร้องล่ะอย่ามาทำตัวน่ารักใส่คนอย่างผม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!