กลิ่นหอมหวานของสายไหม น้ำตาลเคี่ยวไหม้ และเสียงดนตรีลูกทุ่งเปิดสลับกับเสียงหัวเราะของผู้คนนับร้อยในงานวัดประจำจังหวัด มันตีรวนอยู่ในหัวฉันจนแทบจะแยกไม่ออกแล้วค่ะว่าอันไหนคือเสียงรอบข้าง อันไหนคือเสียงหัวใจตัวเองที่กำลังเต้นโครมครามจนคนข้าง ๆ น่าจะจับพิรุธได้
ให้ตายสิ... ประโยคบ้านั่นของไทป์ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท *“เงยหน้าขึ้นมาสิครับ... คนน่ารักของผม”*
ฮื่อ! ไอ้บ้าเอ้ย! เกิดมาเป็นหนุ่มแว่นเจ้าระเบียบผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน แต่ทำไมพอเจอสายตาพราวระยับกับรอยยิ้มมุมปากของนายวิศวะคนนี้ทีไร สมองฉันถึงได้รวนจนแทบจะショート (ชอร์ต) ทุกทีเลยล่ะคะ!
"นี่! เดินดี ๆ หน่อยสิ ไทป์! คนเยอะจะตายอยู่แล้วเนี่ย เห็นไหมว่าไหล่เบียดคนอื่นไปหมดแล้ว!"
ฉันแกล้งโวยวายกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่ลามเลียลามไปถึงใบหู พยายามดึงชายเสื้อยืดสีดำสนิทของเขาไว้แน่น ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดกันเดินราวกับผึ้งแตกรัง งานวัดปีนี้จัดใหญ่โตมโหฬารจนไม่น่าเชื่อ ผู้คนต่างพากันสวมชุดลำลองเดินขวักไขว่ แผงลอยขายของกินเรียለรายยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ทั้งปลาหมึกย่างน้ำจิ้มแซ่บ ๆ ลูกชิ้นทอดควันโขมง และเสียงประกาศจากชิงช้าสวรรค์ที่ดังแข่งกับเพลงลูกทุ่งหมอลำ
"โห, ตัวเล็กแค่นี้ จะเอาแรงที่ไหนไปแหวกฝูงชนล่ะครับคุณคีย์ ถ้าไม่ให้เดินเบียด แล้วจะให้ทำยังไง หื้ม?"
ไทป์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความเอ็นดูเสียจนฉันอยากจะเอาพัดกระดาษตีหน้าผากเขาแรง ๆ สักที หมอนี่หันกลับมามองฉันด้วยสายตาแพรวพราว แสงไฟนีออนหลากสีจากร้านยิงปืนตุ๊กตาอาบไล้ใบหน้าคมคายของเขาให้ดูโดดเด่นสะดุดตา จนสาว ๆ แถวนั้นต้องแอบเหลียวหลังมองกันเป็นแถบ
แล้วจังหวะนั้นเอง... ก่อนที่ฉันจะทันได้อ้าปากบ่นอะไรกลับไป ฝ่ามือหนาที่แห้งและอุ่นจัดก็เอื้อมมาคว้าข้อมือฉันไว้ทันที
ไม่ใช่แค่การจับแบบหลวม ๆ นะคะ แต่ปลายนิ้วแข็งแรงสอดประสานเข้ากับร่องนิ้วของฉันอย่างไร้รอยต่อ กระชับแน่นจนไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน ราวกับกลัวว่าถ้าเผลอปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที ฉันจะหลุดลอยหายไปกับสายลมและผู้คนมากมายเหล่านี้
"ไทป์! ทำบ้าอะไรเนี่ย ปล่อยเลยนะ คนมองเต็มเลย!" ฉันสะดุ้งสุดตัว หัวใจกระโจนขึ้นมาตีรัวที่คอหอย พยายามบิดข้อมือหนีแต่ก็ไร้ผล เพราะอุ้งมือของเขาราวกับคีมเหล็กที่หล่อขึ้นมาเพื่อกักขังฉันไว้โดยเฉพาะ
"ไม่ปล่อยหรอกครับ..." ไทป์หันมามองตรง ๆ ดวงตาคมกริบภายใต้แสงไฟสลัวเต็มไปด้วยความจริงจังที่หาได้ยาก "เดินหลงกันขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบหัวใจผมล่ะครับ หึ? จับมือแบบนี้แหละ ปลอดภัยที่สุดแล้ว... สำหรับผมนะ"
บ้าเอ้ย... แพ้อีกแล้ว
ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงขยันทำให้ใจเต้นแรงในสถานการณ์ไร้สาระแบบนี้ได้ตลอดเวลาวะคะเนี่ย!
ฉันเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีก เพราะกลัวเหลือเกินว่าเขาจะเห็นรอยยิ้มที่พยายามห้ามเท่าไหร่ก็ห้ามไม่ไหวบนใบหน้าของตัวเอง ได้แต่ปล่อยให้เขาจูงมือเดินฝ่าฝูงชนต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่ปลายนิ้วของเรายังคงเกี่ยวพันกันแนบแน่น ความอุ่นซ่านจากฝ่ามือของอีกฝ่ายมันแผ่ขยายเข้ามาในอก นุบนิบเสียจนพาลทำให้รู้สึกว่าเสียงจอแจรอบตัวเมื่อครู่มันเงียบลงไปถนัดตา
เราเดินลัดเลาะผ่านซุ้มปาเป้า ลูกโป่งสวรรค์ และร้านขายของเล่นโบราณ ไทป์ยังคงทำหน้าที่เป็น 'การ์ดจำเป็น' คอยเอาไหล่กว้าง ๆ ของตัวเองกันฝูงคนที่เดินสวนมาไม่ให้กระแทกโดนฉัน แม้ปากจะบ่นอุบอิบว่าเกะกะ แต่ลับหลังกลับคอยดูแลเอาใจใส่ทุกฝีก้าว จนฉันแอบคิดในใจไม่ได้เลยว่า... ถ้าวันหนึ่งไม่มีผู้ชายคนนี้คอยกวนประสาท ชีวิตประจำวันอันแสนสงบสุขของนายคีย์คนนี้คงเหงาจนเฉาตายไปเลยมั้งคะ
"อยากกินน้ำมะพร้าวไหมครับ? หรือว่าอยากลองปาลูกโป่งเอาตุ๊กตาหมีตัวนั้นดี?" ไทป์หยุดเดินกะทันหันหน้าซุ้มเกมยิงปืน ชี้ชวนให้ดูตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ยักษ์ที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่บนชั้นวาง
"ไม่เอาอ่ะ เด็ก ๆ จะตาย..." ฉันตอบเสียงสะบัด ทั้งที่แอบเหลือบมองตุ๊กตาหมีตัวนั้นตาเป็นมัน
"ปากแข็งอีกแล้วนะเรา..." ไทป์หัวเราะหึ ๆ ก่อนจะหันไปควักกระเป๋าจ่ายเงินค่ากระสุนปืนให้พี่เจ้าของร้านอย่างรวดเร็ว "รอดูฝีมือวิศวะเครื่องกลคนนี้ได้เลยครับคุณคีย์ ถ้าผมยิงโดนหมดทุกนัด... คุณต้องยอมให้ผมหอมแก้มเป็นรางวัลนะ"
"เพ้อเจ้อ! ใครเขาจะไปยอมนายกันเล่า! ไอ้คนฉวยโอกาส!" ฉันแหวใส่หน้าแดงก่ำ ยกมือขึ้นผลักไหล่เขาเบา ๆ
"อ้าว, ไม่ลองก็ไม่รู้นะครับ..." ไทป์ยิ้มกริ่ม ยกปืนยาวขึ้นเล็งเป้าด้วยท่าทางจริงจังจนน่าหมั่นไส้
บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงปืนดังปั้ง ๆ สลับกับเสียงเชียร์ของชาวบ้าน ยิ่งทำให้ค่ำคืนนี้ยาวนานและน่าประทับใจขึ้นไปอีก ไทป์หันมาขยิบตาให้ฉันทีหนึ่งก่อนจะเหนี่ยวไกนัดสุดท้ายเข้าเป้าดัง *เปรี้ยง!* จนลูกโป่งลูกสุดท้ายแตกสนิท ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราวของคนรอบข้าง
"เห็นไหมครับ? ผมบอกแล้วว่าผมแม่น..." ไทป์ย่อตัวลงมารับตุ๊กตาหมีตัวโตจากพี่เจ้าของร้าน ก่อนจะยื่นมันมาตรงหน้าฉัน รอยยิ้มอบอุ่นระบายอยู่บนใบหน้าของเขา "สำหรับคนน่ารักของผมครับ"
ฉันรับตุ๊กตาหมีตัวนุ่มนิ่มมาถือไว้แน่น ซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีจัดไว้หลังตัวตุ๊กตาตัวใหญ่ กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำขอบคุณสักหน่อย...
แต่ทว่า ในจังหวะที่ไทป์กำลังจะก้าวเข้ามาใกล้เพื่อพูดอะไรบางอย่างนั้นเอง จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของเขาก็สั่นครืดคราดขึ้นมาติดต่อกันหลายครั้ง
ไทป์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญ ควักโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แสงไฟจากสมาร์ทโฟนสะท้อนเข้ากับแว่นตาของฉันพอดี ทำให้เห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอไลน์ได้อย่างชัดเจน
*‘น้องมิน: พี่ไทป์คะ... อยู่ไหนเหรอคะ มินอยู่ที่งานวัดเหมือนกัน พอดีหากลุ่มเพื่อนไม่เจอ ช่วยมารับมินหน่อยได้ไหมคะ...’*
รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของไทป์หายวับไปในพริบตา แทนที่ด้วยความชะงักงันที่ฉายชัดขึ้นมาในดวงตาคมคาย เขาเงยหน้าขึ้นสบตาฉันทันที ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์บางอย่างที่ทำเอาบรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงถนัดตา
"คีย์... คือว่า..." ไทป์อ้าปากเหมือนจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่เสียงประกาศจากโฆษกงานวัดและเสียงผู้คนรอบข้างก็ดังกลบจนมิด
"อ๋อ... ไปรับน้องเขาสิคะ" ฉันหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่ฝืดเคืองที่สุดในชีวิต พร้อมกับยื่นตุ๊กตาหมีคืนให้เขาโดยที่พยายามดึงมือตัวเองกลับจากการกุมมือเมื่อครู่อย่างนิ่มนวลที่สุด "น้องเขารอนานแล้วมั้งคะ... เชิญตามสบายเลยนะ"
**สมุดบันทึกสีน้ำตาล**
*(ขอบคุณที่แวะมาDIVEหัวใจไปพร้อมกับความหน่วงเบา ๆ ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ!)*
ขอร้องล่ะอย่ามาทำตัวน่ารักใส่คนอย่างผม•ตอนที่ 21
งานวัดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอร้องล่ะอย่ามาทำตัวน่ารักใส่คนอย่างผม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!