เสียงรองเท้าบูทหนักหน่วงที่ย่ำเข้ามาบนพื้นหินอ่อนของดันเจี้ยนระดับ S ดังก้องสะท้อนผนังถ้ำระยิบระยับ แสงสว่างจ้าจากคบเพลิงเวทมนตร์วับวามสะท้อนกับคราบเขม่าดินปืนและหยาดเหงื่อบนโครงหน้าคมคายของฟีนิกซ์ หัวหน้าหน่วยกู้ภัยผู้ขึ้นชื่อเรื่องความไร้รอยยิ้มและระเบียบวินัยเหล็กไหล ทว่าในเวลานี้ หัวใจภายใต้เครื่องแบบรัดกุมกลับเต้นรัวผิดจังหวะ ราวกับกลองศึกที่รัวเร่งเร้าจนแทบทะลุออกมานอกอก
เหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาท ความอบอุ่นจากฝ่ามือของสไนเปอร์จอมกวนประสาทที่เอื้อมมาเช็ดคราบเลือดบริเวณโหนกแก้มให้—อย่างระมัดระวังเกินกว่าความจำเป็นของสถานการณ์—ยังคงทิ้งสัมผัสซ่านสยิวไว้บนผิวเนื้อ กำแพงน้ำแข็งที่ฟีนิกซ์ใช้ปกป้องความรู้สึกมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตาเดียว เหลือเพียงความอุ่นซ่านที่แผ่ซ่านลามเลียไปถึงใบหู
"เฮ้ย! ทางนี้มีกลิ่นอายมานาผิดปกติ! ระวังตัวด้วย!"
เสียงตะโกนห้าวทุ้มของลูกทีมหน่วยกู้ภัยที่ตามหลังมาดังขึ้น ทำลายบรรยากาศเงียบงันและเปราะบางระหว่างคนทั้งสองลงอย่างสิ้นเชิง ฟีนิกซ์สะดุ้งสุดตัว เปลือกตากะพริบถี่เพื่อดึงสติกลับมาสู่ความเป็นจริง เขารemove มือที่เผลอเอื้อมไปแตะริมฝีปากตัวเองออกทันที หันขวับไปเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ด้วยใบหน้าบึ้งตึงและแววตานิ่งสนิทราวกับทะเลสาบน้ำแข็ง เพื่อกลบเกลื่อนความว้าวุ่นภายใน
ทว่า... คนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาในตอนนี้กลับไม่ใช่ฟีนิกซ์คนเดิมที่ชอบตีหน้ายักษ์ใส่ใครต่อใคร
คีย์ไหวไหล่เบาๆ สลัดคราบความจริงจังเมื่อครูทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย รอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับดวงตาพราวระยับที่ฉายแววเจ้าเล่ห์
"แหม... ส่งเสียงเอะอะโวยวายกันซะดังเชียว กลัวว่ามอนสเตอร์มันจะไม่ได้ยินพวกเราหรือไงครับท่านหัวหน้าหน่วย? หรือว่า... กลัวผมจะแอบ ‘ทำมิดีมิร้าย’ อะไรคุณเข้าจริงๆ ถึงได้รีบส่งเสียงขัดจังหวะซะขนาดนั้น"
คำพูดกวนประสาทพร้อมน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบชิดริมหูทำเอาฟีนิกซ์เกือบเผลอยกศอกขึ้นกระแทกซี่โครงคนข้างๆ หากไม่ติดว่าหน่วยกู้ภัยอีกสามนายกำลังเดินเลี้ยวโค้งเข้ามาเห็นพอดี
"หุบปากไปเลยนะ คีย์... นายไม่มีสิทธิ์มาพูดจาไร้สาระตอนนี้" ฟีนิกซ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสคมกริบส่งสัญญาณเตือนเป็นนัยว่า *‘ถ้าไม่อยากตายด้วยน้ำมือฉัน เลิกกวนประสาทแล้วทำตัวให้มันปกติซะ’*
แต่มีหรือที่คนอย่างคีย์จะสะท้าน มือเรียวยาวที่เพิ่งลั่นไกสังหารบอสประจำดันเจี้ยนไปหมาดๆ กลับยกขึ้นเสยผมสีเข้มที่ชื้นเหงื่อของตัวเองอย่างลวกๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวฟีนิกซ์อีกนิด—ในระยะที่ใกล้เสียจนฟีนิกซ์ได้กลิ่นจางๆ ของดินปืนและกลิ่นกายสะอาดของผู้ชายคนนี้
"ไม่ได้ไร้สาระสักหน่อยครับ..." คีย์ลดระดับเสียงลงจนกลายเป็นกระซิบกระซาบที่ได้ยินกันแค่สองคน สายตาที่เคยแพรพราวระยับเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใยลึกซึ้งที่วาบผ่านเข้ามาเพียงเสี้ยววินาที จนฟีนิกซ์เกือบจับสังเกตไม่ทัน "เมื่อกี้... หน้าผากคุณไปโขกกับผนังหินตอนหลบลูกหลงเวทมนตร์ของบอสไม่ใช่เหรอครับ? ไหน... ขอผมเช็คดูหน่อยซิว่าสมองกระทบกระเทือนจนจำชื่อผมไม่ได้หรือยัง"
"ฉันไม่ได้เป็นอะไร... ถอยไปนะ คีย์!" ฟีนิกซ์เอ่ยเสียงแข็ง ขยับตัวถอยหลังก้าวหนึ่งแต่กลับถูกผนังถ้ำด้านหลังบล็อกเอาไว้ ปลายจมูกของคนทั้งสองเกือบจะชนกันอยู่รำไร หากไม่ใช่เพราะเสียงฝีเท้าและแสงไฟจากลูกทีมที่สาดเข้ามาใกล้เสียก่อน
คีย์แกล้งทำเป็นถอยหลังออกไปยืนเว้นระยะห่างอย่างสุภาพในเสี้ยววินาทีพพอดี ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใบหน้ายียวนกลับมาประดับบนรอยยิ้มอีกครั้งในตอนที่หน่วยกู้ภัยก้าวเข้ามาถึงจุดเกิดเหตุ
"โอ้โห มากันช้าซะจริงนะครับ หน่วยกู้ภัยไร้รอยยิ้มเนี่ย ถ้ามาเร็วกว่านี้อีกนิดผมคงไม่ต้องเหนื่อยจนเหงื่อหยดติ๋งๆ แบบนี้หรอกนะ" คีย์เอ่ยแซวทีเล่นทีจริง พลางใช้ปลายนิ้วเขี่ยกระสุนเวทมนตร์สำรองในซองคาดเอวเล่นอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน
หัวหน้าหน่วยย่อยที่วิ่งนำหน้าเข้ามามองซากบอสขนาดมหึมาที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่บนพื้น สลับกับมองสภาพเสื้อผ้าของฟีนิกซ์และคีย์ที่มีร่องรอยการต่อสู้อย่างดุเดือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
"คะ... 1 คน? คีย์ นายจัดการบอสระดับ S ตัวนี้คนเดียวเหรอ!? แล้วสภาพท่านหัวหน้า... ทำไมถึง..." ลูกทีมหนุ่มอ้าปากค้าง มองหน้าฟีนิกซ์สลับกับสไนเปอร์หนุ่มด้วยความสงสัยระคนทึ่ง
ฟีนิกซ์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ กวาดสายตามองลูกทีมด้วยอำนาจเด็ดขาดในฐานะหัวหน้า
"ไม่มีอะไรเสียหาย บอสถูกกำจัดแล้ว พลวัตมานาในดันเจี้ยนกำลังลดระดับลง เตรียมตัวเก็บกวาดพื้นที่และตรวจสอบรอยแยกมิติทางทิศเหนือได้เลย... ส่วนนาย คีย์ เลิกทำตัวเป็นภาระแล้วมาช่วยเคลียร์เส้นทางข้างหน้าซะที" ประโยคหลัง ฟีนิกซ์จงใจหันไปตวัดสายตาคมกริบใส่คนข้างกาย
คีย์ยิ้มกริ่ม ไหล่ไหวราวนึกสนุก "รับทราบครับท่านหัวหน้า... ว่าแต่คำว่า ‘ภาระ’ นี่หมายถึงผม หรือหมายถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่คุณเก็บซ่อนไว้ข้างในกันแน่นะครับ?"
ฟีนิกซ์กัดฟันกรอด ไม่ตอบโต้อะไรนอกจากสะบัดหน้าหนีเดินนำหน้าลึกเข้าไปในอุรุมดันเจี้ยน ทว่าใบหูที่ขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงต้นคอ กลับไม่สามารถรอดพ้นจากสายตาคมกริบของสไนเปอร์จอมกวนไปได้เลย
บรรยากาศในดันเจี้ยนเริ่มสงบลง ความกดอากาศที่เคยบีบคั้นหัวใจค่อยๆ เจือจางลงทีละน้อย หน่วยกู้ภัยแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ขณะที่คีย์เดินทอดน่องตามหลังฟีนิกซ์ในระยะห่างที่พอเหมาะ สายตาคมปลาบกวาดมองสำรวจรอบด้านอย่างระแวดระวัง แม้ปากจะพร่ำบ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ผ่านช่องสื่อสารส่วนตัวไม่หยุดหยุ่น แต่ฝ่ามือที่กุมปืนสไนเปอร์คู่ใจกลับกระชับแน่น พร้อมเหนี่ยวไกปกป้องคนข้างหน้าได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องรอให้สั่ง
แต่แล้ว... ความเงียบสงบที่ควรจะดำเนินต่อไป กลับถูกกระชากกระชั้นด้วยเสียงบางอย่าง
*ครืนนนนน...*
พื้นหินอ่อนใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับแผ่นดินไหวขนาดย่อม รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางโถงถ้ำ มานาสีม่วงเข้มทะลักทลายออกมาจากรอยแยกนั้นราวกับกระแสน้ำพุร้อน พร้อมกับเสียงคำรามต่ำทุศที่สั่นประสาทจนแก้วแทบแตก
ฟีนิกซ์ชะงักกุน หมุนตัวกลับมามองเบื้องหลังด้วยสีหน้าเปลี่ยนสี "แย่แล้ว! นั่นมันไม่ใช่รอยแยกธรรมดา... มิติกำลังจะพังทลาย!"
สิ้นคำพูดของหัวหน้าหน่วย ร่างเงาสง่าน่าเกรงขามนับสิบพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกมิติด้วยความเร็วสูง ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองสิ่งมีชีวิตทุกตัวในโถงถ้ำด้วยความกระหายเลือด
และเป้าหมายแรกของพวกมัน... พุ่งตรงมาที่ฟีนิกซ์ซึ่งยืนอยู่ใกล้รอยแยกที่สุด!
"ระวัง!"
คีย์ตะโกนลั่น เสียงหัวเราะกวนประสาทหายวับไปกับตา ร่างสูงโปร่งพุ่งตัวเข้ามาคว้าเอวบางของฟีนิกซ์ไว้ด้วยความเร็วแสง เหวี่ยงร่างของหัวหน้าหน่วยกู้ภัยให้หลบพ้นรัศมีกรงเล็บมรณะที่พุ่งเฉียดผ่านหน้าไปเพียงมิลลิเมตรเดียว
ทว่า ในจังหวะที่แรงกระชากพาพวกเขาทั้งคู่กลิ้งหลบไปกระแทกกับผนังถ้ำด้านข้าง แรงระเบิดจากมานาสีม่วงก็ซัดเข้าใส่แผงควบคุมระบบป้องกันของดันเจี้ยนจนเกิดประกายไฟระยิบระยับ แสงสว่างจ้าดับวูบลง เหลือเพียงความมืดมิดที่กลืนกินทุกสิ่ง
ในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งสรรพเสียง มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งสองที่แนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น
ฟีนิกซ์เบิกกว้างในความมืด เมื่อสัมผัสได้ว่าแผ่นหลังของตนถูกโอบกอดด้วยอ้อมแขนแข็งแกร่งของคีย์ที่ปกป้องเขาไว้อย่างแน่นหนา และก่อนที่ฟีนิกซ์จะได้เอ่ยปากดุหรือผลักไส คีย์ก็โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดข้างแก้ม
เสียงกระซิบแผ่วเบา ทว่าจริงจังอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ดังลอดผ่านความมืดเข้ามาในโสตประสาท
"ถ้าคุณเป็นอะไรไปอีกคน... คราวนี้ผมคงหาข้ออ้างกวนประสาทใครไม่ได้อีกแล้วนะครับ... ฟีนิกซ์"
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่หัวใจของฟีนิกซ์กระตุกวูบด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงระบบแจ้งเตือนภัยระดับวิกฤตที่ดังลั่น... และเงาดำมหึมาที่แผ่รังสีอำมหิตกว่าเดิมหลายเท่า ก็ก้าวออกมาจากใจกลางรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้เลือดในกายแข็งเป็นน้ำแข็ง!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความกวนที่แฝงความห่วงใยของพ่อหนุ่มสไนเปอร์เรานะครับ!
สไนเปอร์สายโหมดกวนกับหน่วยกู้ภัยไร้รอยยิ้ม•ตอนที่ 15
เมื่อความกวนคือความห่วงใย
ผลงานโดย ชาโดว์ฮันเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาโดว์ฮันเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สไนเปอร์สายโหมดกวนกับหน่วยกู้ภัยไร้รอยยิ้ม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!