เงาสะท้อนสลับวิญญาณอาถรรพ์•ตอนที่ 17

ทวงถามความจริง

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กระดาษแผ่นบางเบาในซองเอกสารสีน้ำตาล ถูกสั่นสะท้อนด้วยแรงบีบจากปลายนิ้วหนาของ คินน์ อัครเดโช จนมุมกระดาษยับย่น ความเงียบงันภายในห้องรับรองวีไอพีของสำนักงานทนายความชื่อดัง ไม่ได้แปลว่าความสงบ หากแต่มันคือความกดดันชนิดที่สามารถบดขยี้ปอดของคนให้แหลกละเอียดได้ในคราวเดียว คำสั่งศาลฉบับล่าสุดที่เพิ่งถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้สักทอง ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา—*สิทธิ์การปกครองบุตรแต่วันเดียว*—มันคือถ้อยคำเย้ยหยันที่กฎหมายมอบให้ และเป็นคมมีดที่กรีดลึกลงกลางหัวใจของคนที่เคยโง่เขลาคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จะยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อรอคอยการหันกลับมามองของเขา รินลดา นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้ารูปไข่ที่ครั้งหนึ่งเคยซีดเซียวและมีแต่คราบน้ำตา บัดนี้ถูกเคลือบไว้ด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง เธอดูนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาเพื่อการแก้แค้นโดยเฉพาะ ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้สะท้อนความอ่อนแอให้เขาได้เห็นแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มหยันจางๆ ที่มุมปาก ซึ่งบาดลึกยิ่งกว่าปลายมีดโกน “คุณไม่มีสิทธิ์...” เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจและเย่อหยิ่งของคินน์ บัดนี้กลับแหบพร่าและสั่นเครืออย่างน่าสมเพช ดวงคมกราบกรานมองหน้าอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกที่ตีรวนระคนกันระหว่างความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความจริงอันน่าตกตะลึงที่เพิ่งกระแทกเข้าตา “ริน คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่... เด็กคนนั้น... เด็กคนนั้นเป็นใครกันแน่?” คำถามพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยวัยสองขวบที่มีดวงตากลมโตและแพขนตายาวงอน—ดวงตาคู่เดียวกับที่เขามองเห็นเมื่อส่องกระจกเงา—ยังคงวนเวียนหลอกหลอนเขาไม่ยอมหยุด มันชัดเจนเสียจนเขาไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไปว่าเด็กคนนั้นเป็นเพียงลูกของคนอื่น รินลดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาที่เธอมอบให้เขาอย่างไม่ปิดบัง “เด็กคนนั้นจะเป็นใคร... มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยหรือคะ, คุณคินน์?” รินลดาย้อนถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม บาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง “ในเมื่อตอนที่เด็กคนนี้กำลังเติบโตอยู่ในท้องของฉัน ตอนที่ฉันต้องนอนร้องไห้ทรมานอยู่บนเตียงโรงพยาบาลโดยไม่มีใครเหลียวแล... คุณอยู่ที่ไหนคะ? คุณกำลังกอดอยู่กับศิรินทร์ไม่ใช่หรือไง?” ชื่อนั้น... ชื่อของผู้หญิงคนที่เคยหลอกลวงเขา ทำให้คินน์รู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียนออกมาเป็นเลือด ความผิดพลาดในอดีตโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์สึนามิที่พร้อมจะกลืนกินเขาทั้งเป็น เขาเคยตาบอด เคยโง่เขลา และปล่อยให้เพชรแท้หลุดมือไปเพียงเพราะเศษกรวดไร้ค่า คินน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาทั้งสองข้างกำ หมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความอัดอั้นตันใจ เขายอมลดทิฐิและศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีลง แทบจะคุกเข่าอ้อนวอนผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอให้จมดิน “ผมขอโทษ... ริน ผมรู้ว่าผมมันเลว ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำกับคุณมันไม่มีวันให้อภัยได้...” คินน์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะ ร่างสูงสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ “แต่เด็กคนนั้น... สายเลือดของผมใช่ไหม? บอกผมมาสิริน... น้องลินน์... ลูกของเราใช่ไหม?” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ รินลดาเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามี ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า ไร้เยื่อใย ไร้ความรัก และที่สำคัญที่สุดคือ—ไร้ความหวังที่จะรื้อฟื้นเรื่องราวเก่าๆ “สายเลือดเหรอคะ?” รินลดาพูดทวนคำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเช่นกัน เสื้อผ้าตัดเย็บอย่างประณีตเสริมให้เธอดูสง่างามและทรงอำนาจราวกับราชinีผู้ครองบัลลังก์ “คุณเพิ่งจะมารู้จักคำว่าสายเลือดเอาตอนนี้เนี่ยนะ? สายตาที่คุณมองเด็กคนนี้ในวันแรกที่สนามบิน... สายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและคำดูถูกเหยียดหยาม... คุณลืมมันไปแล้วหรือไงคะ?” หัวใจของคินน์กระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์วันนั้นย้อนกลับมาทิ่มแทงซ้ำ วันที่เขาเดินผ่านเด็กหญิงตัวน้อยแล้วพ่นคำพูดดูแคลนใส่เพราะคิดว่าเป็นลูกติดของเธอ วันที่ความเย่อหยิ่งทำให้เขาทำลายโอกาสเดียวที่จะได้พบหน้าสายเลือดแท้ๆ ของตัวเองด้วยมือของเขาเอง “ริน... ได้โปรด...” คินน์ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าข้อมือเรียวเล็กนั้น แต่กลับถูกปัดออกอย่างไม่ใยดีด้วยความรังเกียจ “อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!” รินลดาตวาดเสียงกร้าว ดวงตาดุดันขึ้นมาทันที “จำเอาไว้ซะนะคะ คุณคินน์... สิทธิ์การปกครองบุตรที่ฉันถืออยู่ตอนนี้ คือเครื่องยืนยันว่ากฎหมายไม่อนุญาตให้คนไร้มนุษยธรรมอย่างคุณเข้าใกล้ลูกสาวของฉันแม้แต่ก้าวเดียว! และต่อให้คุณจะพยายามพลิกแผ่นดินหาหลักฐานหรือใช้เงินซื้ออำนาจแค่ไหน... คุณก็ไม่มีวันได้แตะต้องลูกของเรา... ไม่มีวัน!” สิ้นคำประกาศิตอันเฉียบขาด รินลดาหันหลังให้กับอดีตสามีทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตามองความเจ็บปวดร้าวรานบนใบหน้าของเขาอีก เธอก้าวเดินออกจากห้องรับรองด้วยท่าทีที่มั่นคง เด็ดเดี่ยว และสง่างาม ทิ้งให้คินน์ยืนแข็งค้างอยู่ท่ามกลางความมืดมนของอารมณ์ที่ดิ่งลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง คินน์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความหมดแรง มือหนายกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ ความเสียใจและความแค้นใจผสมปนเปกันจนหายใจไม่ออก เขารู้ดีว่าตนเองสมควรได้รับบทลงโทษนี้แล้ว แต่การสูญเสียลูกสาวที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองไปต่อหน้าต่อตา โดยไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่า ‘พ่อ’ มันคือการลงที่สาสมและโหดร้ายที่สุดที่สวรรค์ประทานให้ ทว่า ในขณะที่ความมืดมนกำลังกลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาจนหมดสิ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องรับรอง พร้อมกับร่างของเลขาคนสนิทที่พรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ราวกับเพิ่งไปเห็นผีกลางวันแสกๆ “คุณคินน์ครับ!แย่แล้วครับ... คุณศิรินทร์... เธอ... เธอแอบไปดักรอคุณหนูน้องลินน์ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า และตอนนี้...” คินน์สะดุ้งเฮือก ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจขีดสุด สัญชาตญาณดิบเตือนภัยกรีดร้องลั่นหัวใจ สมองของเขาขาวโพลนในพริบตา “ตอนนี้อะไรวะ! พูดมาให้จบ!” คินน์คำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด “คุณศิรินทร์กำลังจะพาตัวคุณหนูขึ้นรถไปครับ! รินลดาตามไปเห็นพอดี ตอนนี้กำลังยื้อยุดกันชุลมุนอยู่ที่ชั้นใต้ดิน... และดูเหมือนว่า... เบรกมือรถของคุณศิรินทร์ถูกปลดออกแล้ว!” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดและการชำระแค้นครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาสะท้อนสลับวิญญาณอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%