เงาสะท้อนสลับวิญญาณอาถรรพ์•ตอนที่ 16

ปฎิเสธหัวใจตัวเอง

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้องกังวานอยู่เบื้องหลังเปรียบเสมือนเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลัง ลมหายใจของรินลดาหอบกระชั้น ร่างเพรียวในชุดสูทลำลองสีเข้มก้าวฉับๆ ไปตามทางเดินยาวของสถานีรถไฟใต้ดินที่มีผู้คนพลุกพล่าน มือข้างหนึ่งกำข้อมือเล็กๆ ของลูกสาววัยสองขวบไว้แน่นจนแทบจะกลายเป็นรอยแดง ขณะที่มืออีกข้างลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่ส่งเสียงล้อบดกับพื้นคอนกรีตดังครืดคราด "แม่จ๋า... ลินน์เหนื่อย ลินน์เดินไม่ไหวแล้วค่ะ" เสียงเล็กๆ ที่เอ่ยขึ้นมาด้วยความงอแงทำให้หัวใจของคนเป็นแม่กระตุกวูบ รินลดาเสี้ยวหน้ากลับไปมองลูกสาว ดวงตากลมโตคู่นั้น... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากผู้ชายคนนั้นอย่างไร้ที่ติ ทำให้ความกลัวพวยพุ่งขึ้นมาในอกจนจุกแน่น เธอไม่อาจหยุด พักไม่ได้เป็นอันขาด หากถูกเขาตามทัน ทุกสิ่งที่เธอเพียรสร้างและปกป้องตลอดสามปีที่ผ่านมาจะพังทลายลงในพริบตา "อีกนิดเดียวนะคะคนดีของแม่ เดี๋ยวเราจะได้ขึ้นรถกันแล้วนะ" รินลดากลั้นใจพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น เธอย่อตัวลงช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอก สัมผัสได้ถึงน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นตามวัย พร้อมกับเสียงหัวใจของลูกที่เต้นรัวแข่งกับเธอ แต่ทว่า... โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุนเมื่อเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมาบังแสงไฟนีออนเบื้องบน ร่างของคินน์ อัครเดโช ยืนขวางทางออกสุดท้ายไว้ด้วยความเร็วที่เธอคาดไม่ถึง เขายืนหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าคมคาย ชุดสูทที่เคยเนี้ยบยับย่นเล็กน้อยจากการวิ่งไล่ตาม แต่นัยน์ตาคู่คมสีดำสนิทคู่นั้นกลับเบิกกว้างราวกับคนสูญเสียสติ มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโหยหา และความจริงอันน่าสะเทือนใจที่เพิ่งกระจ่างชัด "ริน..." เสียงเรียกนั้นแหบพร่า สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความรู้สึกนับล้านที่อัดอั้นอยู่ภายใน คินน์ก้าวเท้าเข้ามาหาช้าๆ ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่พร้อมจะสลายหายไปหากเขาขยับแรงเกินไป สายตาดุดันที่เคยใช้กด ขี่เธอกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเปราะบางอย่างที่รินลดาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายที่ชื่อคินน์ อัครเดโช รินลดาถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ แขนเรียวกระชับกอดน้องลินน์แน่นขึ้นจนเด็กน้อยส่งเสียงประท้วงเบาๆ ดวงตาคมกริบของอดีตภรรยาฉายแววเย็นชา ไร้เยื่อใย และเต็มไปด้วยกำแพงน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษซากความชอกช้ำในอดีต "ถอยไปค่ะคุณคินน์" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นเยียบจนน่าใจหาย ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ มีเพียงความแข็งกร้าวของแม่เสือที่พร้อมปกป้องลูกในไส้ "ริน... เธอใจร้ายเกินไปแล้วนะ" คินน์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำด้วยความรู้สึกที่ตีรวนกันอยู่ในอก ทั้งสำนึกผิด ทั้งโกรธตัวเอง และทั้งเจ็บปวดจนแทบกระอัก "ลูก... แกเป็นลูกของฉัน ทำไม... ทำไมเธอถึงกล้าซ่อนลูกจากฉันตั้งสามปีเต็ม!" ประโยคนั้นไม่ใช่คำถามเชิงปรักปรำ แต่มันคือเสียงสะท้อนของหัวใจที่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงเขา วันที่เขาเซ็นใบหยดด้วยความเย็นชา วันที่เขาไล่เธอออกจากบ้านโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง และวันที่เธอเดินจากไปพร้อมกับความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต รินลดาแค่นหัวเราะออกมาเบื้องต่ำ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีแต่ความสมเพชและหยามเหยียดที่สาดซัดกลับไปยังอดีตสามีผู้สูงส่ง "ใจร้ายเหรอคะ?" เธอย้อนถาม ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้นที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเงียบงันมานาน "แล้วสิ่งที่คุณทำกับฉันตลอดเวลาที่เราแต่งงานกันมันเรียกว่าอะไรล่ะคะคุณคินน์? การที่คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉัน ยกผู้หญิงคนอื่นขึ้นมาเทียบชั้น และมองฉันเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน มันเรียกว่าความใจดีงั้นเหรอ!" คินน์ชะงักไป คำพูดของเธอเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลสดที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นเอง เขาก้าวเข้าไปอีกก้าวด้วยความเจ็บปวดที่จุกแน่นในลำคอ "ฉันยอมรับ... ฉันมันเลว ฉันโง่เง่าเองที่มองไม่เห็นค่าของเธอในวันที่เธออยู่ตรงนั้น แต่ตอนนี้... ให้โอกาสฉันได้แก้ไขได้ไหมริน ฉันอยากทำหน้าที่พ่อ อยากชดใช้ให้เธอกับลูก..." "สายไปแล้วค่ะ!" รินลดากระแทกเสียงตัดบท ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสแต่เธอปฏิเสธที่จะปล่อยให้มันไหลลงมาประจานความอ่อนแอ "สามปีที่คุณปล่อยให้ฉันเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยว สามปีที่คุณใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่เคยสนใจว่าเราจะตายหรืออยู่ สามปีนั้นคุณไปอยู่ไหนมาคะคุณคินน์? วันนี้พอรู้ว่าเขามีสายเลือดเดียวกับคุณ คุณถึงวิ่งแจ้นมาทวงสิทธิ์ความเป็นพ่ออย่างนั้นเหรอ? น่าสมเพชค่ะ!" คำว่า 'น่าสมเพช' กระแทกใจคินน์อย่างจัง ร่างสูงเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าฉานฉาก ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจนลมหายใจสะดุด เขาไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้เลย เพราะทุกสิ่งที่เธอพูดคือความจริง—ความจริงอันโหดร้ายที่เขาเป็นคนลงมือเขียนมันขึ้นมาเอง บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ผู้คนรอบข้างต่างเดินสวนกันไปมาโดยไม่ล่วงรู้เลยว่า ตรงมุมหนึ่งของสถานีรถไฟใต้ดินแห่งนี้ สงครามจิตวิทยาอันดุเดือดระหว่างอดีตสามีภรรยากำลังพรากวิญญาณของคนทั้งคู่ไปทีละน้อย น้องลินน์ที่ซบอยู่บนอกแม่เริ่มส่งเสียงสะؤิกสะอื้นเบาๆ ด้วยความตกใจกับบรรยากาศที่ตึงเครียด รินลดาผ่อนลมหายใจร้อนผ่าวออกจากปาก พยายามควบคุมมือไม่ให้สั่น เธอมองหน้าผู้ชายที่เคยเป็นเจ้าของหัวใจทั้งดวงด้วยสายตาที่ว่างเปล่าไร้ก้นบึ้ง "หลีกทางให้ฉันกับลูกด้วยค่ะ ถ้าไม่อยากให้ฉันแจ้งความข้อหาคุกคาม" พูดจบ รินลดาก็เบี่ยงตัวเตรียมจะเดินฝ่าเขาไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาอีก แต่ทว่า... ในวินาทีที่หัวไหล่ของเธอเฉียดผ่านร่างสูง คินน์กลับยื่นมือออกมาคว้าข้อศอกเธอไว้ด้วยแรงที่พอเหมาะ ไม่ได้บีบรัดจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะตรึงเธอให้อยู่กับที่ รินลดาหันขวับกลับมามองด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาวาวโรจน์พร้อมจะแผดเผาทุกอย่าง "ปล่อยนะ!" "ฉันไม่ปล่อย" คินน์เอ่ยเสียงต่ำ นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดขึ้นมาอย่างน่ากลัว "ต่อให้เธอจะเกลียดฉันแค่ไหน ต่อให้เธอจะเหยียบย่ำฉันให้จมดิน ริน... เธอจะเกลียดฉันยังไงก็ได้ แต่เธอไม่มีสิทธิ์พรากลูกไปจากฉันอีกแล้ว" เขาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะผินใบหน้าคมคายลงมามองเด็กน้อยในอ้อมแขนของเธอ แววตาที่มองน้องลินน์เต็มไปด้วยความรักและความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ รินลัดากำหมัดแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เธอรู้ดีว่าอำนาจเงินและอิทธิพลของตระกูลอัครเดโชสามารถทำอะไรได้บ้าง หากคินน์ต้องการจะแย่งลูกไปจริงๆ เธอย่อมไม่มีทางสู้เขาได้เลย ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจ แต่เธอก็แสดงมันออกมาไม่ได้เด็ดขาด "คุณไม่มีสิทธิ์..." เธอกัดฟันกรอด เสียงสั่นน้อยๆ "ฉันมีสิทธิ์ตามกฎหมาย และที่สำคัญที่สุด..." คินน์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและทรงพลังจนเธอต้องสะท้าน "เด็กคนนี้มีเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่ง... รินลดาลองคิดดูให้ดีนะ ว่าถ้าฉันยื่นเรื่องฟ้องศาลเพื่อขอสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรในตอนนี้ เธอคิดว่าศาลจะตัดสินให้แม่ที่พยายามลักพาตัวลูกหนี หรือพ่อที่มีพร้อมทุกอย่าง... ฝ่ายไหนจะมีภาษีดีกว่ากัน?" คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม รินลดาหน้าซีดเผือด ร่างกายชาดิกจนแทบไร้ความรู้สึก ความจริงข้อนี้คือสิ่งที่เธอกลัวที่สุด และตอนนี้มันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรองโดยผู้ชายเลือดเย็นคนเดิม ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดีดังขึ้น "ดูเหมือนว่า... ผมจะมาขัดจังหวะครอบครัวสุขสันต์ของคุณสิ่นะครับ, คุณคินน์" คินน์และรินลดาหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปรดของ 'ภาคิน' ทนายความมือฉกาจและเพื่อนสนิทของเธอ ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างรินลดาอย่างรู้จังหวะ ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะ ภาคินส่งยิ้มเยارให้คินน์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ก่อนจะชูซองเอกสารในมือขึ้นระดับอก "บังเอิญจริงๆ ที่ผมเพิ่งจัดการเรื่อง 'สิทธิ์การปกครองบุตรแต่วันเดียว' เสร็จพอดี... และเกรงว่า คุณคินน์ จะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าใกล้เด็กคนนี้ ตามคำสั่งศาลฉบับล่าสุดครับ" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาสะท้อนสลับวิญญาณอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%