เสียงสะอื้นไห้ที่กลืนกลายไปกับความเงียบงันของค่ำคืนนั้น ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคินน์ อัครเดโช ราวกับเสียงกัมปนาทที่คอยทุบทำลายกระดูกสันหลังของเขาให้แหลกสลายเป็นผุยผง ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่หน้าประตูห้องพักไร้ผู้คน ร่างกายที่เคยสง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจ บัดนี้กลับสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต
ภาพดวงตากลมโตใสแป๋วที่สะท้อนเงาใบหน้าของเขาอย่างไร้เดียงสา รอยยิ้มบริสุทธิ์ที่คลี่คลายออกมาพร้อมกับคำว่า "คุณพ่อ" กลับกลายเป็นคมมีดนับพันเล่มที่กรีดแทะหัวใจของประธานหนุ่มผู้เย็นชาจนเลือดโชก เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า โลกทั้งใบที่เขาเคยคิดว่าตนเองเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาอันว่างเปล่าที่เขาเป็นผู้ทำลายมันลงด้วยมือของตัวเอง
คินน์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นเทา ปลายนิ้วที่ยังคงเย็นเฉียบกดหมายเลขโทรศัพท์มือถือของรินลดาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นครั้งที่ร้อยของคืนนี้ ทว่าสิ่งที่ดังกลับมามีเพียงสัญญาณรอสายที่ยาวนาน ราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่นับถอยหลังความอดทนของเขาจนหมดสิ้น
"รับสายเถอะ... ริน... ได้โปรด" เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบและเต็มไปด้วยความถือดี บัดนี้กลับแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
ไม่มีเสียงตอบรับ... มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่ตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
เช้าวันใหม่ไม่ได้นำพาความสดใสมาให้ หากแต่เป็นความอึมครึมของหมอกหนาที่ปกคลุมทั่วเมือง คินน์ในชุดสูทตัวเดิมที่ยับยู่ยี่จากค่ำคืนแห่งการรอคอย ก้าวเท้าผลักประตูห้องทำงานส่วนตัวในเพนต์เฮาส์หรูด้วยสภาพไม่ต่างจากคนใกล้ตาย ใต้ตาสีคล้ำบ่งบอกถึงการไม่ได้นอนหลับแม้แต่วินาทีเดียว โทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมถูกกำไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู เลขาฯ ส่วนตัวของเขาก็รีบสาวเท้าเข้ามาหาด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านประธานคะ... ดิฉันมีเรื่องสำคัญต้องรายงานค่ะ" น้ำเสียงของเลขาฯ สาวสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของเจ้านายหนุ่มที่ดูราวกับปีศาจไร้จิตวิญญาณ
"เรื่องอะไร... ถ้าไม่ใช่เรื่องของรินลดา ก็ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าฉัน!" คินน์ตวาดกร้าว นัยน์ตาคมกริบฉายแววดุดันจนอีกฝ่ายต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความหวาดกลัว
"คือ... เป็นเรื่องของคุณรินลดาค่ะ..." เลขาฯ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้ "ทางฝ่ายทรัพยากรบุคคลแจ้งว่า คุณรินลดาได้ยื่นจดหมายลาออกมีผลทันทีตั้งแต่วายวอน... และ... และเมื่อสักครู่ ดิฉันให้คนไปตรวจสอบที่คอนโดมิเนียมส่วนตัวของคุณรินลดาตามที่คุณคินน์สั่ง..."
คินน์คว้ากระดาษแผ่นนั้นมาขยำไว้ในมือแน่นจนยับยู่ยี่ "ว่ายังไง! เธออยู่ที่ไหน พูดมา!"
"ห้องพักถูกแจ้งยกเลิกสัญญาเช่าและย้ายออกไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วค่ะ... ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างถูกเก็บเกลี้ยง ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยของการจองตั๋วเครื่องบินหรือการเดินทางออกนอกประเทศ ระบบสะกดรอยทุกอย่าง... ว่างเปล่าค่ะท่านประธาน ราวกับว่า... ราวกับว่าเธอตั้งใจหายตัวไปโดยไม่ให้ใครตามเจอเลยค่ะ"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล คินน์รู้สึกหูอื้อตาลายจนต้องเซถอยหลังไปพิงขอบโต๊ะทำงาน ลมหายใจติดขัดราวกับคนจมน้ำ รินลดาไม่ได้แค่หลบหน้าเขา แต่เธอกำลัง "ลบ" ตัวตนของตัวเองออกจากชีวิตของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ แบบที่ผู้หญิงอ่อนแอคนเดิมไม่มีวันทำได้
นี่หรือคือผลลัพธ์ของการกระทำอันแสนเย็นชาที่เขาเคยประทานให้เธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา? นี่คือการเอาคืนจากผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเงาไร้ค่าในบ้านหลังนั้นอย่างนั้นหรือ?
"ไปสืบมา... ใช้ทุกเส้นสายที่มี หาตัวเธอให้พบ!" คินน์คำรามลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความเจ็บปวดที่ระอุอยู่ภายใน "ต่อให้พลิกแผ่นดินหา ฉันก็ต้องเจอตัวเธอ!"
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟกึ่งห้องสมุดอันเงียบสงบ ห่างไกลจากย่านธุรกิจใจกลางเมือง รินลดานั่งไขว่ห้างจิบชาคาโมมายล์อุ่นๆ อย่างใจเย็น แสงแดดอ่อนยามสายตกกระทบลงบนใบหน้ารูปไข่ที่เรียบนิ่งและไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตากลมโตคู่สวยภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาทอประกายความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว ราวกับไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวกับที่เคยถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีในอดีต
ข้างกายเธอคือกระเป๋าเดินทางใบย่อม และรถเข็นเด็กสีดำสนิทที่ถูกคลุมด้วยผ้าโปร่งบางเบา เสียงอื้ออึงของผู้คนรอบข้างไม่ได้ทำให้เธอกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกถึงอิสรภาพที่เพิ่งได้คืนมาเป็นครั้งแรกในชีวิต
ปลายนิ้วเรียวสวยหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ออกมาจากกระเป๋า หน้าจอแสดงผลการแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับนับร้อยสายจากเบอร์เดิมที่เธอจำได้ขึ้นใจ รินลดาจ้องมองมันด้วยมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความสมเพชเวทนาที่ฉายชัดอยู่ภายใน
"ดิ้นรนให้พอก็แล้วกันค่ะ... คินน์ อัครเดโช" เธอกระซิบกับตัวเองเบาๆ น้ำเสียงเรียบเฉยแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เพราะต่อจากนี้ไป สิ่งที่คุณจะได้พบ จะมีเพียงแค่เงาสะท้อนแห่งความเจ็บปวด ที่คุณไม่มีวันเอื้อมมือไปคว้ามันไว้ได้อีกตลอดกาล"
ทว่า ในขณะที่รินลดาเกือบจะกดปิดเครื่องโทรศัพท์เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างถาวร หน้าจอกลับสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากระบบธนาคารที่ระบุยอดเงินโอนเข้าจำนวนมหาศาลจากบัญชีส่วนตัวของคินน์ พร้อมข้อความสั้นๆ ที่แนบมาด้วยความสิ้นหวัง
*‘ริน... พี่ขอร้อง อย่าทำร้ายพี่แบบนี้ อยากให้พี่กราบเท้าขอโทษตรงไหน บอกพี่มา...’*
รินลดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เธอพิมพ์ข้อความตอบกลับไปสั้นๆ เพียงสามคำ ก่อนจะกดปิดเครื่องแล้วโยนมันลงไปในถังขยะสาธารณะข้างโต๊ะอย่างไม่ไยดี
ทันทีที่โทรศัพท์เครื่องนั้นถูกทิ้งลงไป เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของใครบางคนก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่หน้าประตูทางเข้าร้านกาแฟ ร่างสูงสง่าในชุดสูทราคาแพงที่หอบหายใจจนอกกระเพื่อมไหว กวาดสายตาดุดันมองหาบุคคลที่เขาตามล่ามาตลอดค่ำคืนด้วยความกระวนกระวาย
ดวงตาคมกริบของคินน์กวาดผ่านโต๊ะต่างๆ จนกระทั่งมาหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่โต๊ะมุมสุดของร้าน... ร่างระหงของอดีตภรรยาที่กำลังยืนขึ้นพร้อมกับจัดเสื้อโค้ทอย่างใจเย็น โดยมีรถเข็นเด็กคันเล็กตั้งอยู่เคียงข้าง
คินน์เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ขาที่ก้าวไม่ออกกลับขยับวิ่งเข้าไปหาเธอราวกับคนเสียสติ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือคว้าชายเสื้อโค้ทของเธอไว้ รินลดาก็หันกลับมาสบตาเขาตรงๆ ด้วยแววตานิ่งสนิทที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น
ก่อนที่เธอจะเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำลายทุกความหวังของเขาจนแหลกสลาดยิ่งกว่าเดิม
"สายเกินไปแล้วค่ะคุณคินน์... คนที่คุณตามหา ไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความแค้นและการไถ่บาปครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
เงาสะท้อนสลับวิญญาณอาถรรพ์•ตอนที่ 5
ร่องรอยของคนจากไป
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาสะท้อนสลับวิญญาณอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!