กลิ่นคาวสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นหอมเย็นของแอมเบอร์และมัสก์ที่อบอวลอยู่ในเซฟเฮาส์ไร้เสียงแห่งนี้ มันคือกลิ่นอายของความตายและความปรารถนาที่ถูกบดขยี้เข้าด้วยกันอย่างไม่ปรานี
"เธอโง่มาก... รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์นักล่าดังขึ้นชิดริมใบหู คีรินไม่ได้สนใจบาดแผลลึกที่ต้นแขนซ้ายของตนเองเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเลือดสีเข้มจะไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทจนชุ่มโชก หยดลงกระทบพื้นพรมราคาแพงทีละหยด ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นจ้องมองร่างระหงที่ถูกตรึงไว้กับผนังห้องด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนน่ากลัว รอยข่วนยาวบนสันหนוดของเขาจากเล็บคมๆ ของเธอเมื่อครู่ยังคงมีคราบเลือดสดๆ เคลือบอยู่ แต่นั่นกลับยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวอัลฟ่าหนุ่มให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มพิกัด
รินรดาหอบหายใจจนอกอิ่มกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง เส้นผมสีดำขลับที่เคยรวบไว้บัดนี้หลุดลุ่ยไม่เป็นทรง ปอยผมเปียกชื้นด้วยเหงื่อลู่แนบไปกับกรอบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้น ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อบวมเจ่อและมีรอยแตกจากการถูกบดขยี้ด้วยจูบอันป่าเถื่อนเมื่อครู่ เธอยังคงเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้เรี่ยวแรงทั้งหมดจะถูกสูบฉีดหายไปจากการต่อสู้ยื้อยุดฉุดกระชากที่กินเวลานานนับชั่วโมง
"ปล่อย... ฉัน..." เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววท้าทายกลับสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก เมื่อรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่แนบชิดอยู่กับหน้าท้องแบนราบของเธอ มันไม่ใช่แค่ความรุนแรงจากการปะทะคมกระบี่หรือหมัดมวยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความร้อนรุ่มอันตรายที่กำลังแปรเปลี่ยนรูป
"ปล่อยงั้นเหร5?" คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นและดุดัน "ตอนที่เธอเอามีดเล่มนั้นจ่อที่คอฉัน เธอยังไม่คิดจะปล่อยฉันไปเลยไม่ใช่หรือไง รินรดา? ทีนี้... พอถึงตาฉันเป็นฝ่ายกุมเกมเธอบ้าง ทำไมถึงทำหน้าเหมือนลูกกวางตื่นตระหนกแบบนั้นล่ะ?"
มือหนาหยาบกร้านที่มีรอยด้านจากการจับอาวุธเลื่อนขึ้นบีบกรามมนของเธอไว้มั่น บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากเขาอย่างจำยอม นิ้วหัวแม่มือไหล่งผ่านริมฝีปากที่เปื้อนคราบเลือดของเขาเองซึ่งติดอยู่บนกลีบปากของเธอ มันเป็นภาพที่ทุรนทุรายและงดงามในคราวเดียวกัน เลือดของเขา... ผสมผสานอยู่บนเรียวปากของเธอ ราวกับพิธีการทำพันธะสัญญาที่ไม่อาจลบเลือน
รินรดาสะบัดหน้าหนีด้วยความถือดี แต่คีรินไม่มีทางยอม ปลายคางของเธอถูกตรึงไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม ดวงตาของเขามืดสนิทไร้ก้นบึ้ง ราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า แรงปะทะจากการต่อสู้เมื่อครู่ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและหยาดเหงื่อ บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาอย่างรุนแรงจนน่ากลัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดในกายของหญิงสาวกรีดร้องเตือนภัย แต่ร่างกายกลับทรยศด้วยการสั่นสะท้านเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาลูบไล้ลงมาตามลำคอระหง ผ่านกระดูกไหปลาร้าที่ไหวระริก จนมาหยุดอยู่ที่สาบเสื้อที่ฉีกขาดวิ่น
"คุณมัน... ปีศาจ..." เธอกระซิบเสียงพร่า ความเย่อหยิ่งทระนงตนถูกบดขยี้จนแทบไม่เหลือชิ้นดี ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาอย่างหิวกระหาย
"ใช่... ฉันคือปีศาจที่เธอเป็นคนปลุกมันขึ้นมาเอง"
สิ้นคำพูดนั้น คีรินก็ก้มลงประกบจูบลงมาอีกครั้งอย่างไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทันตั้งตัว มันไม่ใช่ความนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่เป็นการจูบที่ดุดัน เอาแต่ใจ และเรียกร้อง ราวกับต้องการสูบวิญญาณของคนใต้ร่างให้หลอมละลายไปพร้อมกับเขา ลิ้นร้อนรุกรานเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รินรดาพยายามทุบตีอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและคราบเลือด แต่แรงอันน้อยนิดนั้นกลับยิ่งทำให้เธอดوเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อในกำมือของราชสีห์
รสชาติเค็มปร่าของเลือดผสมผสานกับความหวานล้ำ ทำให้จูบครั้งนี้ลึกล้ำและเร่าร้อนจนแทบขาดใจ คีรินผ่อนลมหายใจร้อนผ่าวรดรดต้นคอขาวผ่องเมื่อเขาผละริมฝีปากออกชั่วครู่เพื่อให้เธอได้สูบฉีดออกซิเจน แต่ทว่ามืออีกข้างของเขากลับไม่ยอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระ เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเดียวตรึงไว้กับผนังด้วยแรงมหาศาล ขณะที่มือหนาอีกข้างลูบไล้สำรวจไปตามส่วนโค้งเว้าของสรีระภายใต้ร่มผ้าที่ยับยู่ยี่
"อื้ม..." เสียงครางประท้วงหลุดรอดจากลำคอของรินรดา เมื่อสัมผัสวาบหวามจากฝ่ามือที่หยาบแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์เร่าร้อนลากผ่านสะโพกผายและต้นขาเรียวยาว ความตึงเครียดทางเพศพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด อากาศในห้องราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งสองที่ประสานกันเป็นจังหวะ
คีรินซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่นของเธอ สูดดมกลิ่นกายสาวที่ผสานกับความหวาดกลัวและหยาดเหงื่อ ปลายจมูกโด่งคมคลอเคลียอยู่กับผิวเนียนนุ่ม ขบเม้มเบาๆ จนเกิดรอยแดงช้ำเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เลือดจากแผลที่ต้นแขนของเขาเปรอะเปื้อนลงบนลาดไหล่เปลือยเปล่าของเธอ สร้างภาพลักษณ์อันตรายและเย้ายวนใจเกินกว่าจะบรรยาย
"คุณ... อีธาน... มันกำลังมา..." รินรดาเอ่ยชื่อศัตรูตัวฉกาจออกมาด้วยน้ำเสียงขาดห้วง ในยามที่สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือนจากสัมผัสอันเร่าร้อนของคนที่อยู่เบื้องหน้า "ถ้ามัน... รู้ว่าเราอยู่ที่นี่..."
ชื่อของอีธานทำให้มือที่กำลังลูบไล้เรือนร่างของคีรินชะงักกึกทันที ดวงตาสีนิลวับวาวด้วยความดุดันและโทสะที่ถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เยียบเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลก แต่ร่างกายส่วนล่างยังคงแนบชิดและบดเบียดเข้าหาเธออย่างเรียกร้อง
"ปล่อยให้มันมา..." คีรินกระซิบชิดริมฝีปากของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม "เพราะต่อให้มันมาเหยียบที่นี่ สิ่งแรกที่มันจะได้เห็น... ก็คือศพของคนที่มันส่งมา และร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเธอ... ที่นอนอยู่ใต้ร่างของฉันคนนี้"
เขาล็อกคางเธอไว้ด้วยมือเดียวอีกครั้ง บังคับให้เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ดวงตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันดิบเถื่อนและการครอบครองที่ไม่มีวันสิ้นสุด รินรดาใจกระตุกวูบ ความหวาดกลัวแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง แต่ในขณะเดียวกัน ความเร่าร้อนจากสัมผัสของเขากลับทำให้เธอแทบยืนไม่อยู่
ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าฝีหนาหนักหลายคู่ก็ดังขึ้นที่บริเวณหน้าประตูเซฟเฮาส์ พร้อมกับเสียงเคาะประตูสามครั้งตามด้วยเสียงปืนเก็บเสียงที่ดังขึ้น "ปัง!" ประตูนิรภัยหนาเตอะถูกแรงกระแทกจากระเบิดแรงดันสูงจนบานพับสะเทือน
คีรินไม่แม้แต่จะหันไปมองต้นเสียง เขายังคงจ้องมองรินรดาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเหี้ยมเกรียม ก่อนจะโน้มใบลงกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายเธอน้ำแข็งจับตัว
"ดูเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คิด... แต่จำไว้ รินรดา เธอเป็นของฉัน... แม้แต่ความตายก็ไม่มีสิทธิ์พรากเธอไปจากเตียงของฉันได้"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเหยื่อผู้เย่อหยิ่ง•ตอนที่ 16
รอยจูบที่เปื้อนเลือด
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเหยื่อผู้เย่อหยิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!