กลิ่นอายความเย็นเยียบของไนโตรเจนเหลวและฟอร์มาลีนยังคงอบอวลอยู่ในห้องชันสูตรศพยามวิกาล แสงไฟนีออนสีขาวโพลนสะท้อนบนพื้นกระเบื้องเคลือบจนระยับราวกับผืนน้ำแข็ง
รินรดาสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังบอบบางชนเข้ากับแผ่นอกกว้างของศรุตที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว ลมหายใจของเธอกระชั้นถี่ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด สัมผัสจากไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเขาตัดกับความเย็นเฉียบของบรรยากาศรอบกายอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ศรุตไม่ได้ขยับหนี เขากลับโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้เสียจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของกันและกัน
"ถอยไปค่ะ..." เสียงของรินรดากระซิบลอดไรฟัน พยายามควบคุมความสั่นพร่าในน้ำเสียงไม่ให้หลุดรอดออกไป
"ผมกำลังพยายามรักษาความปลอดภัยให้คุณต่างหาก ภัณฑารักษ์รินรดา" ศรุตเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าแววตาคมกริบหลังกรอบแว่นโลหะกลับพินิจพิเคราะห์ใบหน้าตื่นตระหนกของเธออย่างไม่วางตา มือหนาของเขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอเกินความจำเป็น แต่ไอร่างกายที่แนบชิดกลับสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาที่ทำให้ห้องแคบๆ นี้แทบไร้อากาศหายใจ
เขาค่อยๆ ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว เปิดโอกาสให้เธอได้ตั้งหลัก แต่สายตาคู่เดิมยังคงจับจ้องไปที่ร่างไร้ลมหายใจบนเตียงสแตนเลส—ร่างของชายหนุ่มที่ถูกพบในห้องเก็บสมบัติโบราณ ซึ่งมีรอยสักประหลาดสลักลึกด้วยคมมีดลงบนผิวหนัง และที่น่าตกใจที่สุดคือ อุณหภูมิร่างกายของศพนี้ยังคงอยู่ที่สามสิบเจ็ดองศาเซลเซียส ราวกับเพิ่งสิ้นใจไปไม่ถึงหนาที ทั้งที่สภาพเซลล์เนื้อเยื่อเน่าสลายไปไกลเกินกว่าจะอธิบายด้วยตำราแพทย์แผนปัจจุบัน
"คุณยังเชื่อมั่นในตรรกะทางวิทยาศาสตร์ของคุณอยู่ไหมคะ, คุณหมอศรุต" รินรดาเอ่ยถาม น้ำเสียงของเธอกลับมาแข็งกร้าวขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวเมื่อครู่ ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังรอยแผลบนหน้าอกของศพ "รอยกรีดพวกนี้ไม่ได้เกิดจากเครื่องมือแพทย์ หรือแม้แต่มีดผ่าตัดทั่วไป มันคืออักษรคูนิฟอร์มยุคบาบิโลนโบราณ... เป็นภาษาที่ใช้เรียกวิญญาณกลับจากยมโลก ซึ่งฉันแปลมันได้ทุกตัวอักษร"
ศรุตแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน เขาสวมถุงมือยางอีกครั้ง เดินอ้อมเตียงชันสูตรไปหยิบอุปกรณ์สแกนความหนาแน่นของผิวหนังขึ้นมาใช้งาน ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงราวกับรูปสลักหินอ่อน
"อย่าเอาความเชื่อทางไสยศาสตร์มาปะปนกับกระบวนการทางนิติเวชเลยครับ... เอ่อ, หมายถึงว่า มันต้องมีเหตุผลทางกายภาพรองรับเสมอ" ศรุตเกือบเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นเคย แต่เขาก็เปลี่ยนสรรพนามในใจทันทีเพื่อรักษาช่องว่างระหว่างเขากับผู้หญิงอันตรายคนนี้ "รอยกรีดพวกนี้อาจเกิดจากกรดเคมีชนิดพิเศษที่กัดกร่อนผิวหนังตามแนวลายเส้นเรขาคณิต ส่วนอุณหภูมิที่ผิดปกติ... อาจเป็นปฏิกิริยาเคมีจากสารพิษตกค้างในกระแสเลือดที่ยังคายความร้อนออกมา ความบังเอิญทางชีวเคมีมีอยู่จริงเสมอในโลกใบนี้"
"คุณกำลังหลอกตัวเอง, ศรุต" รินรดาเดินเข้าไปใกล้เตียงอีกฝั่ง ดวงตากลมโตสีนิลคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาเข้มของเขา "คุณปฏิเสธสิ่งเหนือธรรมชาติเพราะคุณกลัว... กลัวว่าอุบัติเหตุในวัยเด็กที่คุณจำฝังใจ จะไม่ใช่แค่ความบังเอิญตามกฎฟิสิกส์อย่างที่คุณพยายามบอกตัวเองมาตลอดชีวิต"
คำพูดนั้นราวกับมีดผ่าตัดที่คมกริบ กรีดทะลวงเข้าตรงจุดเปราะบางที่สุดในจิตใจของศรุต มือที่กำลังถือเครื่องมือสแกนชะงักก้างค้างกลางอากาศ แววตาของแพทย์หนุ่มไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่กำแพงความเย็นชาจะถูกยกขึ้นมาปิดกั้นไว้อย่างรวดเร็ว
"อย่าก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผม ภัณฑารักษ์" ศรุตกดเสียงต่ำลง บรรยากาศรอบตัวคุกรุ่นด้วยแรงปะทะทางอุดมการณ์ที่ไม่อาจประนีประนอม ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันข้ามเตียงชันสูตร คนหนึ่งยึดมั่นในเหตุผลและวิทยาศาสตร์จนสุดโต่งเพื่อปกป้องตนเอง อีกคนหนึ่งยอมรับความมืดดำและปาฏิหาริย์โบราณเพราะมันคือความจริงที่เธอสัมผัสได้
ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เสียงกริ่งเตือนภัยระบบระบายอากาศของห้องชันสูตรก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟนีออนที่กะพริบถี่แล้วดับวูบลง เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานที่สาดส่องสลับไปมา
พรึบ!
ความมืดเข้าปกคลุมห้องทั้งห้องในเสี้ยววินาที รินรดาก้าวเท้าถอยหลังชนกับตู้เก็บอุปกรณ์แพทย์จนเกิดเสียงโลหะกระทบกันกังวาน "เกิดอะไรขึ้น... ระบบไฟสำรองตัดเหรอคะ?"
ศรุตไม่ตอบ เขาควักไฟฉายขนาดเล็กจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ กดเปิดลำแสงสีขาวพุ่งตรงไปยังเตียงชันสูตรทันทีสัญชาตญาณนักสืบและแพทย์นิติเวชตื่นตัวเต็มพิกัด มืออีกข้างเอื้อมไปคว้าข้อแขนของรินรดาให้มาหลบอยู่ด้านหลังโดยอัตโนมัติ
ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้าภายใต้ลำแสงไฟฉาย กลับทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึก
เตียงสแตนเลสว่างเปล่า!
ร่างของชายหนุ่มที่มีอุณหภูมิสามสิบเจ็ดองศาเซลเซียสและรอยสลักอักษรโบราณ... ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงหยดน้ำสีดำคล้ายน้ำมันดิบที่หยดติ๋งลงบนพื้นกระเบื้อง และรอยเท้าเปียกชื้นที่ลากยาวมุ่งตรงไปยังประตูทางออกฉุกเฉินที่ควรจะถูกล็อกตายจากด้านใน
ศรุตขบกรามแน่น สายตาดุดันกวาดมองไปรอบห้อง ความเชื่อมั่นในตรรกะและวิทยาศาสตร์ของเขาเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อหลักฐานทางกายภาพตรงหน้าไม่อาจหาคำอธิบายใดๆ มาหักล้างได้อีกต่อไป
ก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัว เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก... เป็นเสียงลากเท้าช้าๆ ที่คุ้นเคยอย่างประหลาด และตามมาด้วยเสียงเคาะกระจกเบาๆ สามครั้งจากบานหน้าต่างห้องชันสูตรที่ตั้งอยู่บนชั้นห้าของตึกไร้ผู้คน
--------------------------------------------------
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความมืดมิดและปริศนานี้ด้วยกันนะคะ - เงาจันทราลี้ลับ
นิติเวชผู้ลบล้างเงา กับภัณฑารักษ์ไร้ชีพจร•ตอนที่ 3
ทฤษฎีที่สั่นคลอน
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้ลบล้างเงา กับภัณฑารักษ์ไร้ชีพจร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!