เสียงเคาะสามครั้งบนกระจกฝ้าไม่ได้บ่งบอกถึงมารยาท แต่มันคือการประกาศการมาเยือนของบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของตารางธาตุและฟิสิกส์ นิติเวชไม่ใช่สถานที่สำหรับต้อนรับแขกยามวิกาล ยิ่งเป็นชั้นห้าของตึกที่ถูกตัดงบประมาณบำรุงรักษาจนลิฟต์ตัวเก่ากลายเป็นเพียงกล่องเหล็กขึ้นสนิม ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์เนื้อหนังจะปีนป่ายขึ้นมาโดยไร้ซึ่งเสียงของเชือกหรือแรงโน้มถ่วง
รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเรียวที่กำลังถือแฟ้มประวัติโบราณวัตถุยุคราชวงศ์ถังเผลอกำสันปกจนยับย่น ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นไร้ขอบจ้องเขม็งไปยังบานหน้าต่างกระจกฝ้า เงาสะท้อนจากแสงไฟนีออนสีขาวโพลนบนเพดานสาดส่องให้เห็นเงาทะมึนของร่างหนึ่ง—ร่างที่ยืนนิ่งสนิทอย่างไร้ความเคลื่อนไหว ทว่ากลับสร้างแรงกดดันจนอากาศในห้องชันสูตรดูเหมือนจะเบาบางลงจนน่าใจหาย
"คุณได้ยินไหม..." เสียงของรินรดากระซิบแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าคลื่นเสียงของตนจะไปรบกวนบางสิ่งในความมืดเบื้องนอก "ศรุต... มีใครบางคนอยู่ที่หน้าต่าง"
ศรุตยังคงยืนอยู่หน้าโต๊ะสเตนเลสที่มีร่างไร้ลมหายใจของเหยื่อคดีปริศนานอนอยู่ แสงไฟผ่าตัดสีขาวนวลสะท้อนบนสันจมูกโด่งคมและแววตาสีเทาที่ฉายแววเรียบเฉย เขาไม่ได้หันไปมองตามเสียงทักนั้นทันที ทว่ากล้ามเนื้อสันกรามกลับขยับเกร็งเล็กน้อย—ปฏิกิริยาทางกายภาพเพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่หลุดรอดจากสายตาของแพทย์ผู้ยึดมั่นในตรรกะ
มีเพียงความเงียบงันที่ลอยวนอยู่ในห้อง กลิ่นอายของฟอร์มาลีนและเลือดจางๆ ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมแปลกประหลาด—กลิ่นหอมหวานเอียนของดอกไม้ป่าที่ผรกำเนิดในดินแดนไร้แสงตะวัน กลิ่นที่รินรดารู้จักดีจากหน้ากระดาษสมุดบันทึกโบราณของตระกูลอคิน กลิ่นอายของความตายที่ยังมีลมหายใจ
"ไม่มีใครทั้งนั้น รินรดา" ศรุตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเยียบเย็นจนน่ากลัว เขาวางมีดผ่าตัดสแตนเลสลงบนถาดโลหะจนเกิดเสียงกระทบกันกริบ "ตึกนี้ปิดปรับปรุง ลมอาจจะพัดเศษกิ่งไม้มากระทบกระจก คุณทำงานจนประสาทหลอนไปเองแล้ว หรือไม่ก็... กำลังเอาเรื่องเล่าเพ้อเจ้อในห้องสมุดมาปะปนกับความเป็นจริง"
"ฉันไม่ได้ตาฝาด!" รินรดาโต้กลับทันควัน ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ เธอก้าวเท้าเข้าไปใกล้หน้าต่างบานนั้นทีละน้อย แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก "คุณก็รู้ว่ามันไม่ใช่ลม... ศรุต คุณเองก็สัมผัสได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ ทำไมคุณถึงต้องปฏิเสธความจริงที่อยู่ตรงหน้าตลอดเวลาด้วย วิทยาศาสตร์ไม่ได้แปลว่าการปิดตาข้างหนึ่งแล้วบอกว่าโลกนี้มีแต่สิ่งที่พิสูจน์ได้เท่านั้น!"
เธอหยุดยืนอยู่ห่างจากกระจกบานใหญ่เพียงแค่ก้าวเดียว เงาดำด้านนอกยังคงนิ่งสนิท ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... รอยนิ้วมือสีดำคล้ำขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนกระจกฝ้าทีละรอย ทีละรอย ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังทาบกดลงมาจากด้านนอก รอยนิ้วมือนั้นลากผ่านผิวสากของกระจก ทิ้งคราบไอเย็นเป็นฝ้าขาว และที่น่ากลัวที่สุดคือ—มันอยู่สูงจากพื้นเกินกว่าที่มนุษย์ปกติจะเอื้อมถึง เกือบจะติดขอบบนของกรอบหน้าต่างด้วยซ้ำ
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วเอื้อมมือไปหมายจะผลักบานหน้าต่างออกให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะสัมผัสโดนขอบโลหะ มือหนาแข็งกระด้างของศรุตก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงและสั่นเทาเล็กน้อยอย่างผิดวิสัยของแพทย์หนุ่มผู้เยือกเย็น
"อย่าเปิด" ศรุตเอ่ยกระซิบชิดริมหู ดวงตาสีเทาเข้มหันมามองเธออย่างใกล้ชิด ระยะห่างระหว่างกันสั้นลงจนรินรดาได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอายความตายที่แผ่ออกมาจากตัวเขา "ถ้าคุณเปิด... สิ่งที่อยู่ข้างนอกนั้นจะไม่ใช่แค่แขกยามวิกาล แต่มันจะเข้ามาข้างใน และมันกำลังมองหาคุณ... รินรดา"
คำพูดนั้นทำให้รินรดาชะงัก เธอมองลึกลงไปในดวงตาของเขา และสิ่งที่เธอเห็นไม่ได้มีเพียงความดุดันหรือความหวังดีทั่วไป แต่แววตาสีเทาคู่นั้นกำลังสะท้อนภาพของเงาดำที่อยู่นอกหน้าต่าง—เงาดำที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกับศรุตอย่างไร้ผิดเพี้ยน
ขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของศรุตก็กรีดร้องทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างกะทันหัน หน้าจอเรืองแสงสีฟ้าสว่างวาบ ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้ศรุตต้องขมวดมวลคิ้วเข้าหากันอย่างหนักหน่วง
*‘ดร.อคิน’*
ศรุตปล่อยมือจากข้อมือของรินรดาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยท่าทีนิ่งสงบ ทว่าสันมือที่ถือเครื่องกลับขึ้นรอยขาวเพราะแรงบีบ เขาเหลือบมองรินรดาก่อนจะกดรับสายและเปิดสపీคเกอร์โฟนโดยไม่ลังเล เพื่อให้หญิงสาวได้ยินบทสนทนาอันน่าสะพรึงกลัวนั้นชัดเจน
"ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ หมอศรุตกับคุณรินรดายังคงขยันขันแข็งกันอยู่ที่ตึกเก่าสินะครับ" เสียงทุ้มนุ่มนวลและเยือกเย็นของดร.อคินดังลอดออกมาจากลำโพง ราวกับเขากำลังยืนแอบมองพวกเขาทั้งสองคนจากมุมมืดมุมใดมุมหนึ่งในตึกนี้ "ระวังหน่อยนะครับ... ของที่พวกคุณกำลังพยายามค้นหา มันไม่ใช่แค่โบราณวัตถุ แต่มันคือพันธนาการ และตอนนี้... วิญญาณที่ถูกพรากไปกำลังทวงคืนร่างเดิมของมันแล้ว"
ก่อนที่ศรุตจะได้ทันเอ่ยปากตอบโต้ เสียงเคาะกระจกสามครั้งก็ดังขึ้นอีกครั้ง—แต่คราวนี้... มันไม่ได้มาจากนอกหน้าต่างชั้นห้า
แต่มันดังมาจาก *ด้านหลังแผ่นหลังของศรุตเอง* จากภายในห้องชันสูตรที่ควรจะมีเพียงเขากับรินรดาเท่านั้น!
รินรดากรีดร้องออกมาเบาๆ เมื่อเห็นเงาสีดำทึบยื่นมือผ่านความว่างเปล่ามาแตะลงบนไหล่ขวาของศรุตอย่างแผ่วเบา ขณะที่ริมฝีปากซีดเซียวของร่างไร้ชีวิตบนโต๊ะสเตนเลสเริ่มขยับยิ้มขึ้นทีละน้อย ท่ามกลางเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังขึ้นข้างหูของแพทย์หนุ่มโดยตรง
*“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ศรุต”*
----------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— เงาจันทราลี้ลับ
นิติเวชผู้ลบล้างเงา กับภัณฑารักษ์ไร้ชีพจร•ตอนที่ 4
กลิ่นอายความตาย
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้ลบล้างเงา กับภัณฑารักษ์ไร้ชีพจร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!