นิติเวชผู้ลบล้างเงา กับภัณฑารักษ์ไร้ชีพจร•ตอนที่ 8

บันทึกของบรรพกาล

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
กลิ่นอายความชื้นของห้องเก็บรักษาโบราณวัตถุใต้ดิน ยามเมื่อค่ำคืนล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเวลาวิกาล ช่างให้ความรู้สึกราวกับเรากำลังยืนอยู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง ปลายลิ้นของดิฉันฝาดขื่นด้วยรสชาติของความหวาดกลัวที่พยายามกลืนลงคอ ภาพของชายหนุ่มผู้ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านในกองเพลิงมรณะเมื่อสามวันก่อน กำลังยืนเด่นตระหง่านอยู่หลังตู้จัดแสดงโบราณวัตถุตระกูลขอมโบราณ แววตาของดร.อคินสะท้อนแสงไฟนีออนสีนวลราวกับสัตว์นักล่าในความมืด เขาไม่ได้แสดงความตกใจแม้แต่น้อยที่ถูกพบตัว ตรงกันข้าม รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากคู่นั้นกลับกรีดลึกลงไปในโสตประสาทของดิฉัน จนเส้นขนทั่วร่างลุกชันขึ้นพร้อมเพรียงกัน "คุณไม่ได้ตาย... ในเหตุการณ์ระเบิดที่ห้องปฏิบัติการนิติเวชเมื่อคืนวันก่อน" ศรุตเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของแพทย์นิติเวชหนุ่มราบเรียบ เย็นชา และเต็มไปด้วยการควบคุมสติอย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าร่างสูงใหญ่ในชุดกราวน์สีขาวของเขาจะก้าวเข้าไปยืนขวางหน้าดิฉันไว้โดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังกว้างนั้นแผ่ซ่านไออุ่นเจือกลิ่นยาฆ่าเชื้อและโลหะจางๆ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ยึดโยงดิฉันไว้กับความเป็นจริงในวินาทีนี้ "ความตายเป็นเพียงแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ที่จำกัดเกินไปค่ะคุณศรุต..." เสียงทุ้มนุ่มของดร.อคินลอยละลิ่วมาตามความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศ เขาค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว แสงไฟสาดส่องให้เห็นรอยแผลไหม้จางๆ ที่ข้างลำคอ แต่นอกเหนือจากนั้น ร่างกายของเขากลับสมบูรณ์แบบราวกับปาฏิหาริย์ "เช่นเดียวกับคำสาป... ที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่พยายามปฏิเสธ แต่กลับไม่เคยหาคำอธิบายที่แท้จริงได้เลยว่า ทำไมสมาชิกในตระกูล 'วรวงศ์' ถึงต้องจบชีวิตด้วยการควักหัวใจตัวเองทุกๆ รอบสิบปี" ดิฉันสะดุ้งเฮือก มือที่กำชายเสื้อแจ็คเก็ตของศรุตสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ความลับที่ดิฉันพยายามฝังกลบไว้ใต้กองเอกสารโบราณคดีและตรรกะอันเย็นชา บัดนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมากลางดงกระดูกและคัมภีร์โบราณอย่างง่ายดาย "คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง..." รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงความเข้มแข็งของภัณฑารักษ์สาวผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครกลับคืนมา แต่ดวงตาคู่สวยกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีเทาเข้มของอคินที่เต็มไปด้วยความลับดำมืด "เพราะผมคือคนที่จะปลดปล่อยมันยังไงล่ะครับ... หรือต้องเรียกว่า 'สานต่อ' ดีนะ?" อคินหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและชวนให้รู้สึกอึดอัดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดหลอดลม "คุณรินรดา คุณคิดจริงๆ หรือว่ารอยสักรูปงูพ่นไฟบนแผ่นหลังของบรรพบุรุษคุณเมื่อสามร้อยปีก่อน เป็นเพียงแค่ศิลปะบนผิวหนัง? มันคือพันธสัญญาเลือด ที่ผูกวิญญาณของตระกูลคุณไว้กับ 'ความมืด' ใต้พิภพนี้ และคืนนี้... ครบกำหนดรอบทศวรรษพอดี เลือดหยดสุดท้ายของทายาทสายตรงกำลังจะคืนความสมบูรณ์ให้แก่พิธีกรรม" ศรุตไม่รอให้ชายตรงหน้าพูดจบ มือเรียวยาวดึงด้ามโลหะของเครื่องมือแพทย์ชิ้นเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อกราวน์อย่างรวดเร็ว แววตาของแพทย์นิติเวชไร้ซึ่งความกลัว มีเพียงความฉุนเฉียวของคนที่ไม่เชื่อเรื่องงมงายและพร้อมจะพิสูจน์ความจริงด้วยคมมีดผ่าตัด "คำสาปอะไรนั่นมันก็แค่เรื่องหลอกลวงของฆาตกรต่อเนื่องที่ใช้จิตวิทยาเชิงความเชื่ออำพรางคดีฆาตกรรม" ศรุตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวอคินทีละน้อย บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มสองคนคุกรุ่นไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่ปะทะกันอย่างดุเดือด "และไม่ว่าคุณจะรอดมาจากกองเพลิงได้ยังไง... กฎหมายและห้องชันสูตรศพก็มีวิธีต้อนรับคุณในแบบที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้เสมอ" "คุณหมอศรุตผู้ยึดติดกับความจริง..." อคินยิ้มเยาะ ดวงตาคมกริบกวาดมองศรุตด้วยความเวทนาปนสมเพช "คุณเชื่อมั่นในสิ่งที่ตาเห็น บนโต๊ะผ่าตัดที่มีแต่ซากเนื้อไร้ชีวา แต่คุณเคยถามตัวเองไหมว่า... ทำไมรินรดาถึงมักจะได้ยินเสียงกระซิบจากความว่างเปล่า? ทำไมเธอถึงฝันเห็นเงาคนยืนอยู่ปลายเตียงทุกครั้งที่พระจันทร์เต็มดวง? นั่นไม่ใช่โรคประสาทครับ แต่มันคือสายเลือดที่กำลังเรียกหาเจ้าของที่แท้จริงต่างหาก" ดิฉันรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ภาพความฝันอันเลวร้ายที่หลอกหลอนมาตั้งแต่เด็ก เสียงกรีดร้องโหยหวนในความมืด และรอยแผลเป็นแปลกประหลาดที่มักจะปรากฏขึ้นบนผิวหนังยามตื่นนอน ทุกอย่างไหลทะลักเข้ามาในหัวจนแทบหายใจไม่ออก ดิฉันทรุดตัวลงเล็กน้อย ดีที่ท่อนแขนแข็งแรงของศรุตเอื้อมมารับเอวสอบของดิฉันไว้ได้ทัน ความอบอุ่นจากตัวเขาแผ่ซ่านเข้ามาตัดกับความเย็นยะเยือกของบรรยากาศรอบตัว "อย่าไปฟังเขา รินรดา..." เสียงกระซิบของศรุตที่อยู่ใกล้แค่หู นุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่นัยน์ตากลับดุดันและแข็งกร้าวเมื่อหันไปมองอคิน "คุณไม่มีทางทำอะไรเธอได้ ขณะที่ผมยังยืนอยู่ตรงนี้" "โอ้... คุณหมอผู้ปกป้องความยุติธรรม ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง" อคินปรบมือช้าๆ เสียงก้องกังวานไปทั่วห้องโถงใต้ดิน ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจะจางหายไป กลายเป็นความเย็นชาที่น่ากลัว "แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่ง... ว่าสิ่งที่คุณกำลังปกป้องอยู่นั้น ไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็น 'ภาชนะ' ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับพิธีบูชามายาวนานนับศตวรรษ" สิ้นคำพูดนั้น แสงไฟนีออนเหนือศีรษะก็กระพริบถี่รัวก่อนจะดับวูบลงเหลือเพียงความมืดสนิท ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของดิฉันและศรุตที่ประสานกันอยู่ในความมืด "จับมือผมไว้ อย่าปล่อยนะ" ศรุตกระซิบชิดริมหูของดิฉัน น้ำเสียงของเขาจริงจังและเด็ดเดี่ยว ในความมืดสนิทนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็เริ่มดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง ไม่ใช่แค่เสียงของดร.อคินคนเดียว แต่เป็นเสียงฝีเท้าของคนนับสิบที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปิดล้อมพวกเราไว้ตรงกลางห้องจัดแสดงโบราณวัตถุ และก่อนที่สติของดิฉันจะหลุดลอยไปกับความหวาดกลัว ปลายเรียวนิ้วที่เย็นเฉียบราวกับศพไร้ชีพจรก็แตะลงบนหัวไหล่ด้านหลังของดิฉัน พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังขึ้นชิดใบหู... *"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ทายาทแห่งเงาจันทรา"* พร้อมกับที่มือข้างหนึ่งของศรุตคว้าจับวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นใกล้ข้อเท้าของเขาขึ้นมาสัมผัส แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นในเสี้ยววินาทีเผยให้เห็นหลักฐานชิ้นใหม่ที่ทำให้เลือดในกายของศรุตและดิฉันเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล—มันคือมีดผ่าตัดสแตนเลสสลักตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลวรวงศ์ ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสดๆ ของคนที่เพิ่งถูกสังหาร... และด้ามจับนั้น สลักชื่อย่อของ 'ผู้อำนวยการโรงพยาบาล' ผู้ซึ่งควรจะเกษียณอายุและอยู่ต่างประเทศไปตั้งแต่เดือนก่อน! --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ *เงาจันทราลี้ลับ*
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้ลบล้างเงา กับภัณฑารักษ์ไร้ชีพจร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%