สะเก็ดโลหิตสีชาดหยดลงบนพื้นหินอัคนี ส่งเสียงซู่ซ่าราวน้ำหยดใส่เตาหลอม ท่ามกลางซากปรักหักพังของประตูตระกูลหลี่ เงาร่างหนึ่งยังคงยืนหยัดตรงดั่งกระบี่เหล็กกล้า ปลายเท้าเหยียบย่ำทับป้ายตระกูลที่บดขยี้ด้วยแรงกดดันแห่งลมปราณ หลี่มู่เฉินมิได้หันกลับไปมองเบื้องหลังแม้แต่น้อย เบื้องหลังของเขาคืออดีตอันโสมม ความเน่าเฟะของตระกูลผู้ดีจอมปลอมที่ใช้ชีวิตบนคราบน้ำตาของผู้อื่น
"ตระกูลหลี่... พวกเจ้าจดจำไว้ วันนี้ข้า หลี่มู่เฉิน ตัดขาดจากสายเลือด บัญชีแค้นนี้ อีกไม่นานข้าจะกลับมาสะสางด้วยคมกระบี่ในมือ!"
สุ้มเสียงของเขาแหบต่ำ ทว่าก้องกังวานเสียดแทงฟ้าดิน ไอสังหารสีครามจางๆ แผ่พุ่งออกมาจากร่างจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
"นายน้อย... ท่านจะไปจริงๆ หรือขอรับ" ผู้อาวุโสรองผู้ภักดี คุกเข่าลงร่ำไห้ด้วยความอาลัย น้ำตาไหลอาบสองแก้มยับย่น
หลี่มู่เฉินปรายตามองเล็กน้อย แววตาที่เคยเย็นชารา่วน้ำแข็งปรากฏร่องรอยความอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความเด็ดขาดดั่งเดิม เขายื่นมือตบลงบนบ่าของอีกฝ่ายเบาๆ
"ท่านลุง... อยู่ที่นี่ต่อไปมีแต่จะภัยพาน จงหาที่สงบกบดานเสียเถอะ เส้นทางข้างหน้าของข้า คือการทลายประตูสำนักเซียนหมื่นกระบี่ เพื่อไปเอาสิ่งที่ควรเป็นของข้าคืนมา"
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อคราม ปราณกระบี่สายหนึ่งกรีดกรายลงบนพื้นศิลาเป็นทางยาว ฝากไว้ซึ่งรอยดาบกระบี่ที่ไม่มีผู้ใดลบเลือนได้ ก่อนจะทะยานร่างขึ้นสู่ท้องนภาราวกับมังกรครามทะยานสู่ห้วงเมฆ
การเดินทางข้ามผ่านเทือกเขานับพันลี้เพื่อมุ่งหน้าสู่ "สำนักเซียนหมื่นกระบี่" ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้าต่างใฝ่ฝันจะก้าวเท้าเข้าไปเหยียบ มิใช่เรื่องง่ายดาย ยิ่งย่างเข้าสู่เขตชายแดนรอยต่อระหว่างแดนมนุษย์กับเขตอณาจักรเซียน แรงกดดันจากอาคมธรรมชาติก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว
หลี่มู่เฉินก้าวเดินไปตามทางลาดชันของหุบเขาเมฆาอัคคี ฝ่าเท้ากระทบพื้นหินส่งเสียงก้องกังวาน ทุกย่างก้าวคือการโคจรลมปราณต้านทานแรงโน้มถ่วงอันมหาศาล เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากมน ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและท้าทาย
*ตึง!*
จู่ๆ แรงกดดันรอบกายก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ราวกับมีภูเขาขนาดยักษ์ร่วงหล่นกลันทับลงบนบ่าทั้งสองข้าง ร่างของหลี่มู่เฉินทรุดฮวบลงเล็กน้อย แต่เขากัดฟันกรอด ขาทั้งสองข้างเกร็งแน่นจนกล้ามเนื้อปูดโปน เสียงกระดูกลั่นกรอบดังลั่น
"คิดจะใช้ค่ายกลกดขี่ข้าตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าสำนักอย่างนั้นหรือ... ช่างสามหาวนัก!"
หลี่มู่เฉินแค่นเสียงเย็นเยียบในลำคอ จิตวิญญาณแห่งมหาเทพในอดีตกาลตื่น the beast ภายในกายคำรามก้อง ลมปราณเก้าสวรรค์ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ไอสีครามเข้มข้นระเบิดออกจากร่าง แผ่ขยายออกไปรอบด้านจนสามารถต้านทานแรงกดดันมหาศาลนั้นไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ณ ยอดเขาเบื้องบน ที่ซึ่งสายหมอกปกคลุมหนาทึบ ปรากฏเงาร่างสองร่างยืนมองเหตุการณ์เบื้องล่างผ่านม่านกระจกวิเศษ
คนหนึ่งคือชายชราไว้เคราขาวโพลน ดวงตาสว่างวาบดั่งดวงดารา อีกคนหนึ่งคือสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้างดงามล่มเมืองราวกับรูปสลักน้ำแข็ง นัยน์ตาคู่คมปลาบดצ่งถึงความเย็นชาและสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าสบมอง—นางคือ เซียนเฟยหลัน ศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสำนักเซียนหมื่นกระบี่
"ฮ่าๆๆๆ น่าสนใจยิ่งนัก ศิษย์น้องเฟยหลัน เจ้าดูเด็กหนุ่มคนนั้นสิ อายุเพียงเท่านี้แต่กลับมีจิตใจที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า สามารถต้านทานแรงกดดันระดับสามของ 'ค่ายกลหมื่นกระบี่คำรณ' ได้ด้วยกำลังกายตนเอง ช่างหาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี" ผู้อาวุโสสูงสุดลูบเคราหัวเราะอย่างชอบใจ
เซียนเฟยหลันยังคงนิ่งเงียบ ดวงตาคู่คู่หงส์จ้องมองเงาร่างของหลี่มู่เฉินที่กำลังก้าวเดินฝ่าพายุลมปราณขึ้นมาอย่างไม่ลดละ ภายในใจของนางเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ภาพของเด็กหนุ่มชุดครามผู้นั้น ซ้อนทับกับความทรงจำอันเลือนรางบางอย่างในห้วงภวังค์... ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ความรู้สึกที่ว่าการรอคอยอันยาวนานนับพันปีของนาง กำลังจะสิ้นสุดลงในวันนี้
"เขายังอ่อนหัดเกินไป..." เซียนเฟยหลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง "หากแม้แต่ค่ายกลด่านแรกยังผ่านไปไม่ได้ ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะมาเหยียบย่าง ณ ยอดเขาเซียนแห่งนี้"
"โอ้? ปากแข็งเช่นเคยนะเจ้าเด็กคนนี้" ผู้อาวุโสยิ้มเยาะ "แต่ข้าว่า... เขาจะต้องขึ้นมาถึงเบื้องหน้าของเจ้าได้อย่างแน่นอน เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดีเถอะ"
ทางด้านหลี่มู่เฉิน ยิ่งเดินเข้าใกล้จุดทดสอบเบื้องบน ความยากลำบากก็ยิ่งทวีคูณ ลมปราณในตัน티นของเขาเริ่มปั่นป่วนจากแรงต้านมหาศาล ทว่าในหัวใจกลับร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิง ใบหน้าของสตรีผู้เยือกเย็นนางหนึ่งลอยเด่นขึ้นมาในความทรงจำ
*“เฟยหลัน... ข้ากลับมาแล้ว”*
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่บินที่เหน็บอยู่ข้างเอว นิ้วเรียวยาวกำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน พลังปราณทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่ปลายนิ้วและคมกระบี่
ด่านทดสอบเบื้องหน้ามิใช่เพียงแค่การเดินผ่าน แต่คือการพิสูจน์วิถีกระบี่!
*ฉับพลัน!*
ท้องนฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทะมึน สายฟ้าสีครามแปลบปลาบคำรามลั่นสนั่นหู แรงกดดันระดับที่สี่ถูกปลดปล่อยลงมาอย่างฉับพลัน หมายจะบดขยี้ร่างของหลี่มู่เฉินให้แหลกสลายเป็นจุลในพริบตาเดียว!
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับสายฟ้าฟาดเบื้องบน มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นอย่างเย้ยหยัน ร่างของเขายืนตระหง่านไม่ไหวติง ท่ามกลางพายุลมปราณที่โหมกระหน่ำ เขาดึงกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่ง—
ประกายแสงสีครามสว่างวาบเจิดจ้าบาดตา ดับรัศมีของแสงอาทิตย์สิ้นเชิง!
"ผู้ใด... ก็ไม่อาจหยุดยั้งวิถีกระบี่ของข้าได้!"
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางเสียงคำรามของสายฟ้า เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งแหวกม่านเมฆลงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างกะทันหัน กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก พร้อมกับปลายกระบี่คมกริบที่จ่อเข้าที่ลำคอของหลี่มู่เฉินโดยตรง!
"เจ้าเป็นใคร... เหตุใดจึงมีกลิ่นอายวิชาที่ข้ารู้สึกคุ้นเคยนัก?"
น้ำเสียงเย็นชาดั่งน้ำแข็งสลักเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับนัยน์ตาคู่คมที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อนางมองเห็นใบหน้าของหลี่มู่เฉินอย่างถนัดชัดเจนในระยะประชิด!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 5
มุ่งหน้าสู่ยอดเขาเซียน
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!