เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 6

พบพานโฉมงาม

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
ไอสังหารสีชาดพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า ราวกับพญามังกรโลหิตคำรามก้องจากขุมนรกโลกันตร์! ด่านมรณะอัคคีผลาญวิญญาณหาใช่สถานที่ที่คนเบาปัญญาจะก้าวเข้ามาเดินเล่น มันคือบททดสอบอันโหดร้ายที่สำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ใช้คัดกรองเศษสวะออกจากเส้นทางแห่งเซียน พื้นศิลาสีนิลบัดนี้แตกละเอียดเป็นจุลภายใต้แรงกดดันจากค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์ที่กดทับลงมาดั่งภูเขาห้าขุนس หลี่มู่เฉินยืนหยัดอยู่ ณ ใจกลางพายุอัคคี ร่างกายของเขาสะบักสะบอม โลหิตสีแดงฉานไหลรินอาบแผ่นหลัง แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับคมกริบดุจกระบี่ไร้พ่ายที่เพิ่งได้รับการตีขึ้นรูปจากเตาหลอมอันร้อนระอุ "คิดจะใช้เพลิงมารเผาผลาญกระดูกข้าอย่างนั้นหรือ... ช่างสามหامยิ่งนัก!" เสียงทุ้มต่ำหลุดจากลำคอของมู่เฉิน มันเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและจิตวิญญาณที่ไม่เคยยอมจำนนต่อฟ้าดิน อดีตมหาเทพผู้ถูกทรยศและขับไล่ตกต่ำลงสู่เบื้องล่างผู้นี้ ไม่เคยเกรงกลัวต่อความตาย แม้ในยามที่ลมหายใจรวยริน เขากลับกระชับกระบี่เหล็กดำในมือแน่นขึ้น พลังปราณแท้จริงในตันtian (ตันเถียน) หมุนวนบ้าคลั่งดั่งกระแสน้ำวนมหาสมุทร วิชากระบี่สวรรค์เก้ากระบวนท่าถูกขับเคลื่อนออกทีละส่วน จนรอบกายเกิดเป็นคลื่นกระบี่โปร่งแสงแผ่ขยายออกไปตัดผ่านเปลวเพลิงจนขาดสะบั้นเป็นเสี่ยงๆ *เปรี้ยง! ตูม!* แรงระเบิดสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา ทว่า ในวินาทีที่ค่ายกลด่านแรกกำลังจะพังทลายลง ทันใดนั้นเอง ท้องนภากลับเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม ไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ จนอุณหภูมิที่ร้อนระอุของเปลวเพลิงแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา บรรยากาศรอบกายเงียบสงบลงอย่างฉับพลัน เหลือเพียงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่เหยียบย่างลงบนพื้นศิลา แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในจิตใจของทุกคนอย่างน่าประหลาด มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาคมกริบพุ่งตรงไปยังเบื้องหน้า ท่ามกลางละอองหมอกสีขาวและเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายลงมาดั่งหิมะ ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาเหมันต์กำลังก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ นางช่างงดงามราวกับเทพเซียนที่หลุดลอยออกมาจากภาพวาดโบราณ เรือนผมสีดำขลับยาวสลวยคลอเคลียแผ่นหลังบอบบาง ใบหน้ารูปไข่ไร้ที่ติเรียบเฉยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาคู่งามลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยประกายความเย่อหยิ่งและสูงส่งที่ผู้คนมิอาจอาจเอื้อม นางคือ "เซียนเฟยหลัน" ศิษย์พี่หญิงผู้สูงศักดิ์แห่งยอดเขาหลัก ผู้ครองตำแหน่งอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีของสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ และเป็นผู้ดูแลการทดสอบด่านมรณะในครั้งนี้ "บัง1อาจนัก... เป็นเพียงศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย แต่กลับกล้าใช้เคล็ดวิชามารสร้างความปั่นป่วนในเขตหวงห้าม" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยือก และไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบที่กดทับลงมาจนลมหายใจของมู่เฉินติดขัดชั่วขณะ เฟยหลันหยุดยืนห่างจากเขาเพียงสามก้าว กระบี่วิเศษในฝักข้างกายของนางเปล่งแสงสีฟ้าครามจางๆ บ่งบอกถึงอันตรายถึงชีวิตหากนางชักมันออกมา มู่เฉินไม่หลบสายตา เขายืดตัวขึ้นอย่างองอาจ แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ความทะนงตนในฐานะอดีตมหาเทพไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แม้แต่นางเซียนผู้สูงส่งตรงหน้า มุมปากของเขายกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่เปี่ยมด้วยความท้าทาย "ศิษย์พี่หญิงเฟยหลันเข้าใจผิดแล้ว... ข้าเพียงแค่ใช้กระบี่ในมือเพื่อพิสูจน์วิถีของตนเอง หาได้เกี่ยวข้องกับวิชามารอันใดไม่" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความดุดันที่ยากจะพบเจอในหมู่ศิษย์รุ่นเดียวกัน "หรือว่า... ผู้ดูแลการทดสอบเช่นท่าน หวาดกลัวว่าศิษย์สายนอกผู้นี้จะทำลายสถิติของสำนักกันเล่า?" คำพูดที่กล้าหาญและท้าทายอำนาจเช่นนี้ ทำให้แววตาคู่สวยของเซียนเฟยหลันไหววูบไปชั่วขณะ นางจ้องมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณา ตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน มีศิษย์ชายมากมายที่ก้มหน้าคุกเข่าต่อหน้านางด้วยความยำเกรงหรือความลุ่มหลง แต่ไม่เคยมีใครกล้าสบตากับนางตรงๆ ด้วยแววตาที่ดุดันและเปี่ยมด้วยอำนาจลึกลับเช่นนี้มาก่อน ราวกับว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้มองนางเป็นเซียนผู้สูงศักดิ์ แต่มองนางเป็น... คู่ต่อสู้ที่ทัดเทียม "สามหام... เจ้ามีดีอันใดจึงกล้าต่อปากต่อคำกับข้า" เฟยหลันกล่าวเสียงเย็น นิ้วเรียวยาวแตะลงที่ด้ามกระบี่ช้าๆ ไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งขึ้นปกคลุมรอบกายของนางจนพื้นศิลาจับตัวเป็นน้ำแข็ง "หากท่านอยากรู้ว่าข้ามีดีอันใด..." มู่เฉินก้าวเท้าเดินเข้าไปประชิดนางทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว กลิ่นอายบุรุษและเลือดฝาดผสมผสานกับลมปราณอันดุดันพุ่งเข้าปะทะกับไอเย็นของนางอย่างจัง "เหตุใดท่านไม่ลองทดสอบข้าด้วยกระบี่ของท่านเองเล่า?" ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนของมู่เฉินปะทะเข้ากับใบหน้าเนียนนุ่มที่ไร้ความรู้สึกของเฟยหลัน นางชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่สงบนิ่งดั่งน้ำแข็งมานานหลายปีกลับเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างแล่นริ้วผ่านความรู้สึกของนาง *คลิก!* เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเบาๆ แต่คมกระบี่สีฟ้าครามกลับจ่ออยู่ที่ลำคอของมู่เฉินในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หยดเลือดสีแดงสดซึมออกจากผิวหนังของเขาตามคมกระบี่ที่แนบชิด ทว่ามู่เฉินกลับไม่สะดุ้งสะเทือน เขากลับยسิ้มมุมปากและยื่นมือออกไปกุมข้อมือเรียวบางของนางเอาไว้แน่น! เฟยหลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าใช้วิธีบุ่มบ่ามเช่นนี้จับข้อมือของนาง ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะระเบิดพลังปราณผลักเขาออกไปนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนก็เกิดเสียงคำรามกั้นสนั่นหวั่นไหว เมฆทัณฑ์สวรรค์สีดำทมิฬพัดวนกลับมาปกคลุมเหนือยอดเขาหลักอีกครั้ง พร้อมกับเงาร่างลึกลับนับสิบที่พุ่งทะยานลงมาจากฟ้าล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตา! "ฮ่าๆๆๆ นึกไม่ถึงว่าศิษย์พี่เฟยหลันจะมาต้อนรับ 'แขกผู้สูงศักดิ์' ถึงที่นี่ด้วยตัวเองเช่นนี้!" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังขึ้นจากผู้อาวุโสเงาอสูรที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกระบี่โลหิตในมือ "เช่นนั้นก็ดี วันนี้ทั้งชีวิตของเจ้าและมัน... จงทิ้งไว้ที่ด่านมรณะแห่งนี้เสียเถอะ!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ มังกรครามท่องภพ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%