"สมบัติบรรพชนตระกูลหลี่ หายไปกว่าครึ่ง… เจ้ายังมีหน้ามากล่าวอ้างว่าเป็นผู้พิทักษ์ตระกูลอีกหรือ ผู้อาวุโสรอง!"
เสียงตวาดก้องกังวานดุจสายอัสนีบาตฟาดยามวิกาล สะท้อนก้องไปทั่วโถงใหญ่ตระกูลหลี่ แสงตะเกียงวิญญาณวับแวมสาดส่องเงาร่างระหงของชายหนุ่มผู้หนึ่งให้ทอดทยาวูบวาบ หลี่มู่เฉินยืนหยัดอย่างองอาจ ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งความเกรงกลัว นัยน์ตาดำขลับล้ำลึกดุจห้วงสมุทรปราศจากก้นบึ้ง ร่างกายของเขาแผ่ไอสังหารจางๆ ออกมาคุกคามบรรยากาศรอบข้างจนเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ในตระกูลต่างต้องลอบกลืนน้ำลาย
ภายในห้องโถงเวลานี้ อากาศราวกับถูกแช่แข็งด้วยพลังปราณกดดันอันน่าสะพรึงกลัว เบื้องหน้าของมู่เฉินคือ 'หลี่เทียนป้า' ผู้อาวุโสรองผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบแต่แววตากลับเหี้ยมเกรียมอำมหิต ข้างกายของมันคือหีบไม้จันทน์แดงสลักลวดลายวิหคเพลิง ซึ่งภายในบรรจุคัมภีร์วิชาและศิลาวิญญาณระดับสูง—สมบัติล้ำค่าที่บิดามารดาของมู่เฉินทิ้งไว้ให้ก่อนจะสิ้นชีพในสนามรบสวรรค์
"ปากดีนักไอ้สุนัขไร้ค่า!" หลี่เทียนป้าตบโต๊ะข้างกายเสียงดังสนั่น แรงสะท้อนทำให้แก้วชาบนโต๊ะแตกละเอียดเป็นผุยผง มันลุกขึ้นยืน ชี้หน้าด่ากราดด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจี้จุดดำ "สมบัติเหล่านี้เป็นของกลางตระกูล บิดามารดาเจ้าล่วงลับไปแล้วอย่างไร้คุณงามความชอบ สมควรตกเป็นของส่วนรวมเพื่อค้ำจุนคนหนุ่มสาวในตระกูล หาใช่เศษสวะที่ไร้รากฐานการบำเพ็ญเช่นเจ้าจะมาครอบครองคนเดียวได้!"
คำกล่าวนั้นเต็มไปด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏบนริมฝีปากของเหล่าญาติสนิทมิตรสหายของผู้อาวุโสรอง ทว่า ไม่มีใครสังเกตเห็นประกายแสงสีครามวับแวมที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของหลี่มู่เฉินเลยแม้แต่คนเดียว
ในมิติความรู้สึกของมู่เฉินเวลานี้ ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนกำลังไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก วันที่บิดามารดาของเขาถูกลอบสังหาร วันที่ตระกูลหลี่อันยิ่งใหญ่ถูกกัดกินจากภายในโดยพวกเหลือบไรเหล่านี้ โลหิตที่เคยเดือดพล่านบัดนี้กลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ แต่ทว่า… ความเย็นเยียบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความคมกริบของคมกระبี่ที่พร้อมจะปลิดชีพทุกผู้คนที่ขวางทาง
"ของกลางงั้นหรือ?" มู่เฉินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาช่างแห้งแล้งและน่ากลัวเสียจนผู้ได้ยินรู้สึกหนีบสันหลังวาบ "ท่านพ่อท่านแม่ข้าเอาเลือดเนื้อและชีวิตเข้าแลกมาเพื่อปกป้องเขตแดนบูรพา ทิ้งมรดกเหล่านี้ไว้ให้ข้าผู้เป็นทายาทสายตรง แต่พวกท่านกลับฉกฉวยมันไปหน้าตาเฉย… ช่างเป็นเครือญาติที่มีความกตัญญูและคุณธรรมเสียจริง!"
"บังอาจ!" ผู้อาวุโสรองคำรามลั่น ขอบเขตพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ถูกปลดปล่อยออกมาทันที แรงกดดันระดับนี้เพียงพอที่จะทำให้ผู้ฝึกยศขอบเขตต่ำกว่ากระอักเลือดได้ในพริบตา "เจ้าเป็นแค่เด็กเหลือขอขั้นก่อเกิดปราณ กล้าดียังไงมาขึ้นเสียงกับผู้อาวุโส! วันนี้หากไม่สั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูง ข้าคงไม่มีหน้าไปพบกับบรรพชนตระกูลหลี่แล้ว!"
สิ้นเสียง ร่างของหลี่เทียนป้าก็พุ่งทะยานเข้ามาดั่งพญาอินทรีตะครุบเหยื่อ ฝ่ามือหุ้มห่อด้วยปราณเพลิงสีชาด ร้อนระอุจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มันมุ่งเป้าหมายมาที่จุดสำคัญบริเวณหน้าอกของมู่เฉิน หวังจะปลิดชีพให้ตายตกไปตามกันในคราเดียวเพื่อปิดปาก!
บรรดาศิษย์รอบข้างต่างพากันส่งเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจ บางคนถึงกับเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากเห็นภาพศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อยถูกสังหารอย่างไร้ความปรานี
ทว่า… หลี่มู่เฉินกลับไม่แม้แต่จะขยับถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือเพลิงกำลังจะประชิดตัว ร่างระหงอีกร่างหนึ่งก็พุ่งวาบเข้ามาดั่งภูตพราย แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์สพลั่งสว่างวาบราวกับดวงดาราในคืนเดือนมืด กลิ่นอายความเย็นยะเยือกที่เหนือกว่าน้ำแข็งหมื่นปีแผ่ซ่านกดทับปราณเพลิงของหลี่เทียนป้าจนมอดดับลงในพริบตาเดียว!
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันสว่างวาบไปทั่วห้องโถง หลี่เทียนป้าถึงกับต้องถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเงาร่างที่ยืนขวางหน้าหลี่มู่เฉินไว้นั้นคือนารีในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้างดงามล่มเมืองแต่เย็นชาไร้ความรู้สึก นัยน์ตาคู่งามคู่นั้นมองตรงมาที่ผู้อาวุโสรองด้วยแววตาดุจคมกระบี่ที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกขณะ
"ศิษย์พี่หญิง… เฟยหลัน?" หลี่เทียนป้ากัดฟันกรอด เอ่ยชื่อสตรีผู้นี้ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นระคนไม่พอใจ "นี่เป็นเรื่องภายในของตระกูลหลี่เรา เหตุใดเซียนเฟยหลันแห่งยอดเขาเทียนเจี้ยนจึงต้องยื่นมือเข้ามาสอดเรื่องนี้ด้วยเล่า?"
เซียนเฟยหลันไม่แม้แต่จะชายตามองคู่สนทนา นางปรายตามองหีบสมบัติบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะเอמהน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังดุจระฆังทองคำ กังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ
"สมบัติของสหายตระกูลหลี่… บัดนี้อยู่ในการดูแลของเขาแล้ว ผู้ใดกล้าแตะต้องอีกแม้แต่ปลายนิ้ว ข้า… จะถือว่ามันประกาศสงครามกับยอดเขาเทียนเจี้ยน!"
คำประกาศิตนั้นดังก้องกังวาน ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น บรรยากาศภายในโถงใหญ่พลันเงียบสงัดลงทันที ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจดัง แม้แต่หลี่เทียนป้ายังต้องหน้าถอดสี ขอบเขตพลังยุทธ์ของเซียนเฟยหลันสูงส่งเกินกว่าที่มันจะต่อกรได้โดยลำพัง
หลี่มู่เฉินมองแผ่นหลังบอบบางแต่สง่างามของสตรีผู้ยืนหยัดเคียงข้างเขาในยามวิกฤต มุมปากของชายหนุ่มหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและอำนาจล้นเหลือ เขาเอื้อมมือไปแตะด้ามกระบี่สนิมเขรอะที่เหน็บอยู่ข้างเอว ช้าๆ ทว่ามั่นคง
พลังปราณลึกลับสายหนึ่งพลันตื่นขึ้นภายในตันtian (ตันเถียน) ของเขา เสียงคำรามแผ่วเบาราวกับมังกรครามตื่นจากการหลับใหลดังขึ้นในห้วงสมองของมู่เฉิน ขอบเขตพลังปราณที่ถูกกดทับมานานนับปี บัดนี้กำลังจะทะยานผ่านขีดจำกัดไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นอย่างไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงปรบมือดังแปะๆ ก็แว่วมาจากมุมมืดหลังม่านมุกของห้องโถง…
ร่างของชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายอักษรโลหิตก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า แววตาของมันลึกล้ำและเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทำให้แม้แต่เซียนเฟยหลันยังต้องขมวดคิ้วมุ่น
"ฮ่าๆๆ สมแล้วที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลี่… และศิษย์รักแห่งยอดเขาเทียนเจี้ยน น่าประทับใจจริงๆ น่าประทับใจยิ่งนัก…"
ชายชราผู้นั้นกวาดสายตามองทั้งสองคน ก่อนจะหยุดอยู่ที่หลี่มู่เฉิน พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนต้องเย็นเฉียบลงในพริบตา
"แต่พวกเจ้าคงไม่รู้สินะ… ว่าสมบัติที่พวกเจ้ากำลังแย่งชิงกันอยู่นี้ แท้จริงแล้วมันคือ 'กุญแจ' ที่ถูกใช้เพื่อเปิดผนึกประตูสู่ขุมนรกโลหิต… และบิดามารดาของเจ้า ก็ไม่ได้ตายเพราะสนามรบสวรรค์อย่างที่เจ้าเข้าใจหรอกนะ… หลี่มู่เฉิน!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมหากาพย์บทใหม่นี้ด้วยกันนะครับ
*มังกรครามท่องภพ*
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 4
ทวงคืนเกียรติยศ
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!