"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่ากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ใดกัน... ไอ้สวะตระกูลหลี่!"
เสียงคำรามอันก렁กร้าวของ 'ไป๋หู่' ดังสะท้อนก้องไปทั่วลานประลองยุทธ์หินผา ไอพลังปราณธาตุอัคคีระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งทะลักออกจากร่าง จนพื้นศิลาใต้เท้าของมันแตกร้าวเป็นลายใยแมงมุม บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของผู้อาวุโสใหญ่ผู้นี้ แววตาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและจิตสังหารอันเข้มข้น ร่างกายกำยำสวมเกราะหนังอสูรชั้นยอด ยืนจังก้าถือกระบี่ใหญ่หนาเตอะสะท้อนแสงสีชาดวาวโรจน์
รอบลานประลอง เหล่าศิษย์นับร้อยชีวิตต่างส่งเสียงฮือฮากันระงม หลายคนทอดถอนใจด้วยความเวทนา บ้างก็แย้มยิ้มเยาะเย้ยด้วยความสะใจ
"คิดไม่ถึงว่าหลี่มู่เฉินจะกล้ารับคำท้าของพี่ใหญ่ไป๋หู่... รนหาที่ตายแท้ๆ"
"นั่นสิ ศิษย์สายนอกผู้ไม่มีแม้แต่รากปราณแท้จริง กล้าดียังไงถึงไปล่วงเกินคุณชายไป๋ ผู้มีพรสวรรค์ระดับนภา"
บนอัฒจันทร์ฝั่งประธาน เซียนเฟยหลัน ศิษย์พี่หญิงผู้สูงศักดิ์ งดงามราวเทพธิดาน้ำแข็ง นางนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หยกสลัก ใบหน้ารูปไข่ไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าลึกๆ ในดวงตาคู่งามกลับฉายประกายระยิบระยับดั่งผิวน้ำในคืนเดือนหงาย นางมิได้เอวาจาห้ามปรามแม้แต่น้อย เพียงแต่ใช้นัยน์ตาคู่คมกริบจับจ้องไปยังร่างของบุรุษหนุ่มชุดคลุมสีครามซีดจางเบื้องล่างผู้นั้น... บุรุษผู้ซึ่งนางแอบมอบหัวใจให้โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้มาเยือน รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของอดีตมหาเทพ แววตาของเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่งที่กำลังพยายามดิ้นรนท้าทายผืนฟ้าอันกว้างใหญ่
"สวะอย่างนั้นหรือ..." หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องกังวาลกังวาลดั่งระฆังทองคำ เสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนในลานประลอง "ในสายตาของข้า เจ้าก็เป็นเพียงเศษธุลีที่แม้แต่จะก้มมองยังเสียเวลา"
"ปากดีนัก! วันนี้ข้าจะหักแขนขาเจ้า แล้วลากร่างโสโครกนี่ไปประจานหน้าหอคัมภีร์!"
ไป๋หู่คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ เคล็ดวิชา 'อัคคีผลาญนภา' ถูกขับเคลื่อนถึงขีดสุด กระบี่ใหญ่ในมือพุ่งทะยานออกไปราวกับมังกรเพลิงคำรามแหวกอากาศ ฝ่ามิติพุ่งตรงเข้าหากลางหน้าอกของหลี่มู่เฉินอย่างเหี้ยมโหด รวดเร็วและรุนแรงจนเกิดเสียงลมกรีดร้องแหลมสูง
แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมทำให้เหล่าศิษย์สายนอกที่อยู่ใกล้เคียงต่างต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับหายใจไม่ออก
ทว่า หลี่มู่เฉินกลับยังคงยืนนิ่งราovขุนเขา ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ จนกระทั่งคมกระบี่เพลิงอยู่ห่างจากหัวใจเพียงแค่คืบเดียว!
*เปรี้ยง!*
เสี้ยววินาทีนั้นเอง ออร่าสีครามเข้มข้นดั่งมหาสมุทรหมื่นลี้ก็ระเบิดออกจากร่างของหลี่มู่เฉินอย่างไร้สุ้มเสียง แรงกดดันระดับที่เหนือกว่า กดทับลงมาบนลานประลองจนพื้นศิลาแหลละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา!
ดวงตาของเซียนเฟยหลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นระรัวด้วยความตกตะลึง ปราณนี้นี่มัน... ขอบเขตแก่นแท้ลมปราณขั้นต้น! ทั้งที่เมื่อวานเขายังเป็นเพียงคนธรรมดา ไฉนจึงทะลวงผ่านถึงสองขอบเขตใหญ่ได้ภายในคืนเดียว?!
หลี่มู่เฉินยื่นนิ้วชี้และนิ้วกลางออกไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังหยิบจับใบไม้ที่ร่วงหล่น ทว่าปลายนิ้วคู่นั้นกลับเปล่งประกายกระบี่คมกริบดั่งดารา
*แกร๊ก!*
นิ้วมือทั้งสองข้างคีบคมกระบี่เหล็กกล้าผสมนิลกาฬของไป๋หู่เอาไว้ได้อย่างมั่นคง! แรงเหวี่ยงมหาศาลของกระบี่เพลิงหยุดชะงักลงทันทีราวกับถูกกำแพงเหล็กกล้ากั้นขวาง รอยร้าวรานกระจายตัวลามเลียไปทั่วทั้งตัวกระบี่จนเกิดเสียงดังสนั่น
ใบหน้าของไป๋หู่เปลี่ยนเป็นสีซีดเผือด Aความมั่นใจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลัง "เป็นไปไม่ได้! เจ้า... เจ้าใช้เคล็ดวิชาอันใดกัน!?"
"วิชากระบี่ของเจ้า มันทั้งช้า หยาบคาย และไร้ซึ่งแก่นสาร" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น นัยน์ตาคมกริบดั่งคมดาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ตื่นตระหนกของคู่ต่อสู้ "ในเมื่อบิดามารดาของเจ้าไม่สั่งสอนว่าสุนัขตัวไหนควรเห่า สุนัขตัวไหนควรหมอบ... วันนี้ ข้าในฐานะรุ่นพี่ จะเมตตาอบรมมารยาทให้เจ้าเอง!"
สิ้นคำพูด ร่างของหลี่มู่เฉินก็หายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภูตผีปีศาจที่ไร้ร่องรอย
*ตุบ! ปึง!*
เสียงหมัดและฝ่ามือที่ซัดกระแทกเข้าใส่ร่างอย่างแม่นยำและไร้ความปรานีดังสนั่นหวั่นไหว ไป๋หู่กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาน กระดูกซี่โครงหักสะบั้นลงทีละซี่ ร่างกายกำยำลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศราวกับกระสอบทรายไร้ค่า ก่อนจะกระแทกตกลงมานอนราบกับพื้นลานประลองอย่างอนาถ เลือดสดๆ พร่าพรายทะลักออกจากปากไม่ขาดสาย
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้แต่เสียงลมพัดก็ยังราovจะหยุดนิ่ง ทุกผู้คนต่างอ้าปากค้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้
ศิษย์สายตรงผู้เก่งกาจอย่างไป๋หู่ กลับถูกศิษย์สายนอกที่ใครๆ ต่างดูแคลน สยบลงได้ภายในกระบวนท่าเดียว!
หลี่มู่เฉินยืนสงบนิ่ง ปัดเศษฝุ่นบนชายเสื้อเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ เขากวาดสายตามองไปยังเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่บนอัฒจันทร์ ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง ท้องนภาเบื้องบนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะท้อนสวรรค์
*เปรี้ยงงงง!*
สายฟ้าสีทองอร่ามเส้นมหึมาผ่าผ่าลงมากลางลานประลองอย่างเฉียบพลัน พร้อมกับเงร่างของใครบางคนที่ก้าวทะลุผ่านมิติอากาศออกมาจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่า กลิ่นอายกดดันระดับจักรพรรดิเทพแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสำนักในชั่วพริบตา ทำให้ทุกคนทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อพบว่าผู้มาเยือนคนใหม่นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นบุคคลจากอดีตชาติที่เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอในดินแดนต่ำต้อยแห่งนี้...
ขอยกย่องท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมหากาพย์บทใหม่นี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 3
สั่งสอนคนโอหัง
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!