เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 8

ศิษย์ไร้ตัวตน

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
"หากพวกเจ้ายังคิดว่ากระบวนท่ากระบี่ไท่จี๋คือจุดสูงสุดของสำนักกระบี่นภา... พวกเจ้าก็เป็นได้เพียงกบในก้นบ่อที่รอวันถูกบดขยี้ด้วยเงื้อมมือของกาลเวลาเท่านั้น" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของมังกรในห้วงสมุทรลึก ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วลานทดสอบพลังสายนอก แรงกดดันระดับมหาเทพที่แผ่ซ่านออกมาก่อนหน้านี้ ยังคงกดทับบ่าของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจนแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง พื้นศิลาแกร่งใต้ฝ่าเท้าของทุกคนเริ่มปริร้าวเป็นรอยแยกละเอียดดึงใยแมงมุม ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัดจนแทบสำลัก หลี่มู่เฉินยังคงยืนหยัดตรงตระหง่านดึงยอดเขาไท่ซาน แววตาคู่คมกริบดุจใบกระบี่เพชรจับจ้องไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้ความหวั่นเกรง ศิษย์พี่ใหญ่ 'จ้าวเทียนหลง' ผู้คุมกฎสายนอก ซึ่งเมื่อครู่ยังคงแสดงท่าทีองอาจเย่อหยิ่ง บัดนี้ใบหน้ากลับซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริกจนแทบไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงแนบพื้นศิลาโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ แรงกดดันนี้ไม่ใช่แค่พลังปราณธรรมดา แต่มันคือจิตสังหารอันบริสุทธิ์ที่ผ่านการสังหารล้างผลาญมานับครั้งไม่ถ้วนจากห้วงมิติบรรพกาล "เจ้า... เจ้าเป็นเพียงศิษย์สายนอก ไฉนจึงมี..." จ้าวเทียนหลงเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความยากลำบาก ดวงตาเบิกโพ้าด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองคู่สนทนา ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าเดินผ่านร่างที่กำลังสั่นเทาของจ้าวเทียนหลงไปอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่ประทับลงบนพื้น ราวกับมีเสียงระฆังสำริดโบราณดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของทุกคน ป้ายไม้ประจำตัวของศิษย์สายนอกห้อยอยู่ที่เอว สะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดงเป็นประกายสีครามเย็นเยียบ ป้ายไม้ที่บ่งบอกถึงสถานะอันต่ำต้อย ไร้ตัวตน และเป็นเป้าหมายของการกลั่นแกล้งรังแกจากเหล่าศิษย์รุ่นพี่มาโดยตลอด ทว่าในสายตาของมู่เฉิน สถานะเหล่านี้เป็นเพียงภาพลวงตา ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน หน้าหอคัมภีร์สายนอก ลมหนาวพัดโชยกลิ่นอายความชื้นของฝนที่กำลังจะมาเยือน มู่เฉินในชุดศิษย์สายนอกสีเทาเรียบง่าย กำลังก้มหน้าตรวจสอบรายชื่อการรับมอบโอสถทิพย์ประจำเดือน ทว่าจ้าวเทียนหลงพร้อมด้วยสมุนบริวารอีกสามคนได้เข้ามาขวางทางไว้ "ไอ้สวะมู่เฉิน เจ้าคิดว่าการที่เจ้าสอบผ่านเข้ามาได้ด้วยคะแนนคาบเส้น จะทำให้เจ้ามีสิทธิ์ได้รับโอสถชำระกระดูกขั้นสูงเช่นนั้นหรือ?" จ้าวเทียนหลงหัวร่อในลำคอ สายตากวาดมองด้วยความดูถูกเหยียดหยาม พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยป้ายไม้ประจำตัวของมู่เฉินที่หล่นลงบนพื้นฝุ่น สมุนคนสนิทหัวเราะสมรู้ร่วมคิด "นั่นสิครับพี่ใหญ่ ศิษย์ไร้ตัวตนเช่นมัน สมควรได้รับแค่เศษยาตกค้างจากก้นหม้อก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว เอาโอสถทิพย์มาให้พวกเรานำไปหลอมรวมเพิ่มพลังเสียเถอะ ดีกว่าปล่อยให้คนไร้ค่าใช้มันอย่างสูเปล่า" มู่เฉินไม่ได้โกรธเกรี้ยว ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนอ่อนแอที่ยังไม่เข้าใจสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ เขาเพียงแต่ก้มลงเก็บป้ายไม้อย่างใจเย็น ปัดฝุ่นออกด้วยความทะนุถนอมราวกับมันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาจ้าวเทียนหลงด้วยแววตาที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องหนาวสะท้านถึงไขสันหลัง "ของสิ่งใดที่ควรเป็นของข้า ต่อให้พวกเจ้าแย่งชิงไปถึงเก้าชั้นฟ้า... สุดท้ายมันก็ต้องกลับคืนสู่มือข้าอยู่ดี แต่ของสิ่งใดที่พวกเจ้าบังอาจริษยาและคิดแย่งชิง..." มู่เฉินเว้นจังหวะเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่น่ากลัวถึงขีดสุด "...ข้าจะตัดมือข้างนั้นทิ้งเสีย" และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการปะทะที่นำพาพวกเขาทั้งหมดมาคุกเข่าอยู่ ณ ลานทดสอบพลังแห่งนี้ บัดนี้ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นยังดูเหมือนจะหยุดนิ่งกลางอากาศ เซียนเฟยหลัน ศิษย์พี่หญิงผู้สูงศักดิ์และเย็นชาดุจน้ำแข็งแห่งยอดเขาหลัก ซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่บนระเบียงชั้นสองของหอตำรามาโดยตลอด ดวงตาคู่หงส์ที่มักจะเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับไหววับด้วยความตกตะลึง นางมองแผ่นหลังของมู่เฉินด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน *เด็กหนุ่มผู้นี้... ซ่อนเร้นพลังอันใดไว้กันแน่?* เฟยหลันรำพึงในใจ นิ้วเรียวบางที่กำด้ามกระบี่ประจำกายแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางผู้ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีของสำนัก กลับรู้สึกกดดันอย่างประหลาดเมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์สายนอกผู้ไร้ตัวตนคนนี้ ความดุดันและเด็ดขาดที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันช่าง... องอาจและเย้ายวนใจในคราเดียวกัน ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่รอเวลาแผดเผาทุกสิ่ง "ลุกขึ้น" มู่เฉินเอ่ยปากขึ้นเบาๆ แต่ทรงพลังราวกับประกาศิตสวรรค์ จ้าวเทียนหลงที่ถูกกดดันจนแทบกระอักเลือด พยายามฝืนพละกำลังทั้งหมดที่มี ใช้กระบี่ในมือค้ำยันพื้นเพื่อพยุงร่างอันสั่นเทาขึ้นยืน ดวงตาทอประกายความอาฆาตมาดร้าย แม้จะหวาดกลัวจนสุดหัวใจ แต่ศักดิ์ศรีของศิษย์พี่ใหญ่สายในผู้เรืองอำนาจไม่อาจยอมให้เขาเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัลได้ "เจ้า... เจ้าเดรัจฉานน้อย! กล้าดียังไงมาใช้เคล็ดวิชามารในเขตสำนักกระบี่นภา!" จ้าวเทียนหลงคำรามลั่น แผดเผาพลังปราณขั้นหลอมรวมวิญญาณระดับแปดออกมาจนเกิดประกายไฟสีแดงฉานรอบกาย กระบี่เหล็กกล้าในมือถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว พร้อมใช้วิชา "กระบี่เพลิงผลาญนภา" พุ่งเข้าใส่หลี่มู่เฉินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ! บรรยากาศรอบข้างพลันแปรเปลี่ยนเป็นร้อนระอุ คลื่นความร้อนแผดเผาอากาศจนบิดเบี้ยว เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบด้านต่างพากันกรีดร้องและถอยร่นด้วยความหวาดกลัว รัศมีกระบี่รุนแรงปานจะผ่าภูเขาออกเป็นสองซีกพุ่งตรงไปยังจุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของมู่เฉิน ทว่า... มู่เฉินไม่แม้แต่จะขยับกายหลบ เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินผาโบราณ สายตาจับจ้องคมกระบี่ที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้ทุกขณะ จิตสำนึกแห่งกระบี่ในห้วงสมุทรปราณหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง สรรพสิ่งรอบตัวราวกับเคลื่อนไหวช้าลงนับร้อยเท่า เม็ดฝุ่นที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศหยุดนิ่ง เสียงลมหายใจของจ้าวเทียนหลงดังชัดเจนราวกับเสียงกลองศึก ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่เพลิงอยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงไม่ถึงกระเบียดนิ้ว มู่เฉินก็ยกมือขึ้นสองนิ้วคีบคมกระบี่นั้นไว้ได้อย่างนิ่มนวล! *เคร้ง!* เสียงโลหะปะทะกันก้องกังวาน ประกายไฟแตกกระจายดุจดอกไม้ไฟยามค่ำคืน ร่างของจ้าวเทียนหลงชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ พลังปราณทั้งหมดที่ทุ่มเทลงไปกลับถูกหยุดยั้งไว้ด้วยนิ้วมือเพียงสองนิ้วอย่างไร้ร่องรอยของการต่อต้าน! "วิชากระบี่ของเจ้า... มันช่างตื้นเขินและไร้ซึ่งจิตวิญญาณเสียจริง" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ *ตูม!* คลื่นพลังปราณมหาศาลสะท้อนกลับอย่างรุนแรง ร่างของจ้าวเทียนหลงปลิวละลิ่วราวกับว่าวขาดสายป่าน กระแทกเข้ากับเสาหินศิลาหน้าลานทดสอบจนหักโค่นลงมาครึ่งท่อน กระอักเลือดคำโตออกมาสีหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ สติสัมปชัญญะดับวูบทันทีที่ร่างกระแทกพื้น ความเงียบสงบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาอย่างถึงที่สุด มู่เฉินปัดเสื้อผ้าของตนเองเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ สายตากวาดมองไปยังเหล่าสมุนบริวารที่เหลือ ซึ่งบัดนี้ต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นงกราวกับลูกนกตกน้ำ ไม่มีใครกล้าสบตาเขาแม้แต่คนเดียว ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากระเบียงชั้นบน "แปะ... แปะ... แปะ..." เซียนเฟยหลันก้าวเดินลงมาจากบันไดไม้ทีละก้าวอย่างสง่างาม ชายผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลมยามเย็น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและเต็มไปด้วยความท้าทาย "ไม่เลว... ศิษย์น้องหลี่ เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ" เฟยหลันหยุดยืนห่างจากมู่เฉินเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยหลอมรวมกับไอเย็นบริสุทธิ์ลอยเข้าจมูก "แต่การที่เจ้าแสดงพลังระดับนี้ออกมาในวันแรกของการเป็นศิษย์สายนอก... เจ้าคิดหรือว่า 'ผู้อาวุโสฝ่ายลงทัณฑ์' จะปล่อยเจ้าไปง่ายๆ?" มู่เฉินหันกลับมาสบตากับนาง แววตาที่เคยเย็นชาพลันอ่อนลงชั่วขณะ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย "ต่อให้เป็นเงาของสวรรค์... หากมันขวางทางข้า ข้าก็จะฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อนเช่นกัน" มู่เฉินตอบเสียงกระซิบกระซาบ ทว่าก้องกังวานในหัวใจของนาง แต่ก่อนที่เฟยหลันจะได้กล่าวตอบสิ่งใด ท้องฟ้ายามอัสดงที่เคยงดงามกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆสีนิลหนาทึบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีทองคำที่ผ่าลงมากลางลานสำนักอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย! และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏกายขึ้นบนยอดเสาธงสำนักกระบี่นภา พร้อมกับโยน "ป้ายประกาศิตโลหิต" ลงมาปักตรงหน้ามู่เฉิน เสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรกดังขึ้นท่ามกลางเสียงอสุนีบาท: "หลี่มู่เฉิน... เจ้ามีความผิดฐานสังหารศิษย์ร่วมสำนักโดยเจตนา ได้เวลาขึ้นสู่ 'แท่นประหารเซียน' แล้ว!" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%