"หมากกระดานนี้... ข้าเดินมาสามร้อยปีเพื่อรอเวลาให้เจ้าพลิกแผ่นดิน มิใช่ให้มาตายอย่างอนาถในสำนักกิเลนเมฆาเช่นนี้หรอกกระมัง หลี่มู่เฉิน"
น้ำเสียงแหบพร่าดุจเสียงกระดูกเสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาอสูรทมิฬ ลมปราณสายหนึ่งแผ่ซ่านกดทับจนยอดหญ้าทั่วบริเวณแหลกลาญเป็นผุยผง ไอน้ำค้างแข็งเกาะกุมตามโขดหินราวกับฤดูเหมันต์มาเยือนก่อนกำหนด
หลี่มู่เฉินยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน ดวงตาคมกริบดุจใบกระบี่หม่นแสงลงวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นประกายความเยียบเย็นที่ลึกล้ำยิ่งกว่าก้นบึ้งของเหวนรก ร่างกายของเขายังคงมีบาดแผลจากการทะลวงขอบเขตพลังเมื่อคืนก่อน เลือดสีแดงเข้มซึมผ่านอาภรณ์สีขาวจนกลายเป็นสีคล้ำ แต่กระดูกสันหลังกลับตั้งตรงดั่งทวนเหล็กกล้าที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แม้แต่ฟ้าดิน
"ตงฟางอี้... เจ้าสุนัขรับใช้แห่งแดนบูรพา กล้าดียังไงถึงก้าวเท้าเข้ามาในเขตอาคมของสำนักกิเลนเมฆา" มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นดุจภูผาที่กดทับลงบนจิตวิญญาณของผู้ฟัง
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมาจากม่านหมอกพิษ ร่างนั้นสูงโปร่ง ใบหน้าซีกหนึ่งถูกปกก by หน้ากากกระดูกอสูร รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของอีกฝ่าย แววตาคู่นั้นสะท้อนความอาฆาตมาดร้ายที่สะสมมาข้ามภพข้ามชาติ
"ฮ่าๆๆ... สำนักกิเลนเมฆาหรือ? สำหรับคนระดับพวกเรา สถานที่เช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคอกสัตว์เดรัจฉาน" ตงฟางอี้หัวroดลั่น กลิ่นอายพลังระดับ 'ราชันยุทธ์ขั้นสมบูรณ์' ระเบิดออกจนมิติรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น "มู่เฉินเอ๋ย... ในชาติก่อน เจ้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนิกายโลหิตโลกันตร์จนพินาศย่อยยับ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการเกิดใหม่ในร่างของศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย จะทำให้เจ้าหนีพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้?"
สายลมยามค่ำคืนพัดกรรโชก แรงกดดันจากปราณมารพุ่งเข้าใส่หน้าอกของมู่เฉินจนกระแสเลือดในกายปั่นป่วน เขาแอบโคจรเคล็ดวิชากระบี่เก้าสวรรค์เพื่อสะกดกลั้นอาการบาดเจ็บ ในใจพลсахคิดถึงเงาร่างบอบบางแต่สง่างามของเซียนเฟยหลันที่ป่านนี้คงกำลังรอเขาอยู่ที่เรือนพักไผ่เขียว นางไม่รู้เลยว่าภัยพิบัติจากอดีตชาติกำลังคืบคลานเข้ามาหาพวกเขาแล้ว
"ถ้าข้าคิดจะหนี... ข้าคงไม่ยืนรอให้สุนัขอย่างเจ้าเห่าหอนอยู่ตรงนี้" มู่เฉินกล่าวพร้อมกับค่อยๆ เอื้อมมือไปกุมด้าม 'กระบี่ไร้ลักษณ์' ที่สะพายอยู่ด้านหลัง นิ้วมือเรียวยาวสัมผัสกับผิวโลหะเย็นเฉียบ หัวใจของเขากลับเต้นเป็นจังหวะที่นิ่งสงบและทรงพลังอย่างประหลาด "ในเมื่อพวกเจ้าเร่งเร้าอยากไปสู่ปรภพนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้เอง"
"ปากกล้าดีนี่!" ตงฟางอี้สะบัดแขนเสื้อ พลังปราณสีดำทมิฬรวมตัวกันเป็นหอกโลหิตนับพันเล่มลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ "ข้าอยากจะรู้นักว่า กระบี่ไร้ลักษณ์ที่ไร้ซึ่งลมปราณสมบูรณ์ของเจ้าในตอนนี้ จะรับมือกับ 'หอกผ่าวิญญาณโลหิต' ของข้าได้สักกี่กระบวนท่า!"
*ฉับพลัน!*
หอกโลหิตนับพันพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง เสียงกรีดร้องของวิญญาณนับร้อยที่ถูกกักขังอยู่ในอาวุธดังระงม บรรยากาศรอบด้านมืดครึ้มลงทันทีราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
มู่เฉินไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว แววตาของเขาคมกริบดุจประกายไฟที่กระทบกับเหล็กกล้า เขาก้าวเท้าออกไปข้างด้วยท่าร่าง 'ย่างก้าวพสุธาสั่นสะเทือน' ร่างกายพุ่งทะยานเข้าหาพายุหอกโลหิตราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แต่มันคือความเด็ดเดี่ยวของผู้เคยเป็นมหาเทพ!
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันของลมปราณสว่างวาบไปทั่วหุบเขาอสูรทมิฬ กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของมู่เฉินตวัดวาดเป็นวงโค้ง งดงามทว่าดุดันราวกับมังกรครามสะบัดหาง ทุกกระบวนท่าที่เขาใช้ออกล้วนแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ที่เหนือล้ำกว่าระดับพลังปัจจุบันของตนเองถึงสามขั้น!
ตงฟางอี้หรี่ตาลงด้วยความตกใจ "เป็นไปไม่ได้! วิชากระบี่บ้านั่น... เจ้ายังคงหลงเหลือความทรงจำของมหาเทพหลงเหลืออยู่อย่างนั้นหรือ?!"
"สายไปแล้วที่จะรู้ตัว..." เสียงของมู่เฉินดังกระซิบอยู่ข้างหูของตงฟางอี้ราวกับเสียงจากยมบาล ทั้งที่ร่างของเขายังอยู่ห่างออกไปสามสิบเชียะ!
นี่คือวิชาเคลื่อนย้ายเงาจันทร์ที่เขาเพิ่งบรรลุเมื่อยามค่ำคืน!
กระบี่ไร้ลักษณ์จ่ออยู่ที่ลำคอของตงฟางอี้แล้ว ความเย็นเยียบของคมกระบี่บาดผิวหนังจนมีหยดเลือดสีสดไหลซึมออกมา ทว่าในวินาทีที่ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม สีหน้าของมู่เฉินกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างฉับพลัน
*ครืนนน—!*
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ม่านหมอกพิษในหุบเขาอสูรทมิฬม้วนตัวเข้าหากันกลายเป็นเสาเพลิงสีม่วงเข้ม ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ควรจะไร้ดาว กลับปรากฏรอยแยกสีแดงฉานราวกับดวงตาขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองลงมาจากสรวงสวรรค์
แรงกดดันระดับ 'ปรมาจารย์ขั้นสูงสุด' แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ จนแม้แต่ลมหายใจของมู่เฉินก็ต้องหยุดชะงัก
ตงฟางอี้แย้มยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว เลือดที่ไหลเปื้อนลำคอไม่ทำให้เขาสะทกสะท้านแม้แต่น้อย "ฮี่ๆๆ... เจ้าคิดว่าข้ามาคนเดียวหรือ, หลี่มู่เฉิน? สหายเก่าจากแดนบูรพาอีกสามคน... รอคอยการมาเยือนของเจ้าที่เรือนพักไผ่เขียว นานแล้วนะ!"
ดวงตาของหลี่มู่เฉินเบิกกว้างขึ้นเป็นครั้งแรก ไอสังหารทะลักล้นออกมาจากร่างจนกระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว... *เรือนพักไผ่เขียว! ที่นั่นมีเซียนเฟยหลันอยู่!*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และตื่นเต้นไปกับวิถีกระบี่อันองอาจดุดันนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 26
จอมมารปรากฏกาย
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!