กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอื้นชื้นของดินโคลนในเขตแดนอาคมพันชั้น เป็นสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัดเสียยิ่งกว่าเสียงระฆังสำนักใดๆ
“เจ้าประเมินความโลภของพวกมันต่ำเกินไปแล้ว มู่เฉิน”
น้ำเสียงเยือกเย็นดั่งหยกกระทบน้ำค้างของเซียนเฟยหลันดังขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางความมืดมิดของพงไพรโบราณ นางยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของศิษย์เอกสำนักกระบี่นภาหาได้แปดเปื้อนฝุ่นผงแม้แต่น้อย ทว่าคมกระบี่ในฝักข้างกายกลับส่งเสียงสั่นพานคำรามเบาๆ ราวกับกระหายเลือด
หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะหันไปมองสหายร่วมทางผู้งดงามยิ่งกว่าบุปผาแห่งแดนเซียน สายตาคมกราบของเขากวาดมองผ่านความมืดไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งกลุ่มหมอกสีชาดกำลังหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น อาณาเขตเบื้องหน้าคือ "หุบเขาพันอสูร" ดินแดนต้องห้ามที่เหล่าผู้อาวุโสใช้เป็นบททดสอบการเลื่อนขั้นศิษย์สายนอก ทว่าในยามนี้ มันกลับกลายเป็นสุสานไร้ป้ายหลุมศพของเหล่าผู้กล้าที่หลงเข้ามา
“พวกมันไม่ใช่สุนัขป่าหิวกระหาย แต่เป็นฝูงหมาป่ามารโลหิตที่ถูกชักใยด้วยค่ายกลมนต์ดำ” หลี่มู่เฉินเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังกดดันมหาศาลที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นหลายส่วน มือหนาข้างที่ถือกระบี่เหล็กดำกระชับแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว “เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่แค่การทดสอบ... แต่คือการสังหารพวกเราให้สิ้นซากตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในดินแดนลับแห่งนี้”
ชั่วพริบตานั้นเอง แผ่นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงคำรามต่ำทุ้มราวกับเสียงอสุนีบาตจากขุมนรกดังก้องกังวาน ดวงตานับร้อยดวงที่เรืองแสงสีแดงฉานนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นจากความมืดมิดของแมกไม้ พวกมันคืออสูรโลหิตกลายพันธุ์ ร่างกายใหญ่โตมหึมา กลิ่นอายลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านกดทับจนลมหายใจติดขัด
เฟยหลันขมวดคิ้วมุ่น นางขยับกายเข้ามาใกล้หลี่มู่เฉินโดยสัญชาตญาณ แม้ในยุทธภพจะเลื่องลือถึงความเย็นชาและฝีมืออันไร้เทียมทานของนาง แต่วินาทีนี้แผ่นหลังกว้างที่ยืนหยัดขวางหน้าพายุร้ายของชายหนุ่มผู้นี้ กลับสร้างความอุ่นใจอย่างประหลาดที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อนในรอบร้อยปีแห่งการบำเพ็ญเพียร
“ระวังตัวด้วย ปราณกระบี่ของเจเพิ่งจะทะลวงผ่านขั้นที่เจ็ดเมื่อวานนี้ เกรงว่ารากฐานยังไม่มั่นคงพอที่จะรับมือกับ ‘ราชาอสูรโลหิต’ ที่ซ่อนอยู่ใจกลางค่ายกลนั้น” นางเอ่ยเตือนด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งงัน
หลี่มู่เฉินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งท้าทายสวรรค์ แววตาของเขาคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากเตาหลอม “ต่อให้เบื้องหน้าคือทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หากมันกล้าขวางทางที่เราจะเดินไปเคียงข้างเจ้า ข้า—หลี่มู่เฉิน ผู้นี้ก็จะใช้กระบี่ในมือผ่ามันออกเป็นสองซีกให้ดู!”
สิ้นเสียงคำรามดุดัน ร่างของหลี่มู่เฉินก็พุ่งทะยานลงจากกิ่งไม้ดุจดาวตกที่แหวกผืนฟ้า ความเร็วนั้นเหนือล้ำจนทิ้งภาพติดตาไว้เบื้องหลัง เคล็ดวิชากระบี่เก้าสวรรค์ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตาเดียว ประกายแสงสีครามสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิดของหุบเขาพันอสูร เสียงกรีดร้องโหยหวนของอสูรโลหิตดังระเบิดขึ้นพร้อมๆ กับโลหิตสีดำที่สาดกระเซ็นย้อมผืนป่าให้กลายเป็นสีแดงฉาน
วิถีกระบี่ของเขาองอาจ ดุดัน และเด็ดขาด ทุกกระบวนท่าร้อยเรียงกันอย่างไร้ที่ติ ราวกับเทพสงครามผู้จุติลงมาล้างบางมารร้าย เฟยหลันมองภาพนั้นด้วยความทึ่งระคนลุ่มหลง นางชักกระบี่ประจำกายออกมาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ประกายน้ำแข็งสีครามผสานกับปราณกระบี่อันร้อนแรงของมู่เฉิน แผ่ขยายอานุภาพทำลายล้างจนปฐพีสะเทือน
ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนของการต่อสู้ หลี่มู่เฉินกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ไอหมอกสีดำที่ลอยวนอยู่รอบตัวของราชาอสูรโลหิตหาใช่พลังปราณธรรมชาติ แต่มันคือ ‘อักขระผนึกมาร’ ที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์—มนุษย์ผู้ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังการทดสอบครั้งนี้ และเป็นคนเดียวกันกับคนที่เคยผลักเขาลงสู่เหวลึกแห่งความตายในชาติก่อน!
ฉับพลันนั้นเอง ราชาอสูรโลหิตที่ควรจะบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีประสานของทั้งสอง กลับแผดเสียงคำรามลั่นฟ้า ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว ดวงตาสีแดงฉานเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม พร้อมกับระเบิดพลังลมปราณขั้นกำเนิดวิญญาณออกมาอย่างไร้เหตุผล มันพุ่งเข้าใส่หลี่มู่เฉินด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
“มู่เฉิน ระวัง!” เฟยหลันอุทานลั่น สีหน้าเย็นชาของนางเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก นางพยายามทะยานร่างเข้ามาขวาง แต่ม่านพลังสีดำลึกลับสายหนึ่งกลับพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินพันธนาการร่างของนางไว้ในพริบตา
หลี่มู่เฉินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขารู้ตัวทันทีว่านี่คือ "กับดัก" ที่ถูกวางไว้เพื่อกำจัดเขาโดยเฉพาะ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้กระบี่ในมือจะหนักอึ้งและลมปราณในกายเริ่มปั่นป่วนจากการหักโหมใช้เคล็ดวิชา แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นระอุ
เขารวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มีไว้ที่ปลายนิ้ว โคจรพลังแห่งมหาเทพโบราณที่หลับใหลอยู่ในห้วงวิญญาณเตรียมปลดปล่อยกระบวนท่าสุดท้าย—กระบี่เดียวทะลวงนภา!
ทว่า ก่อนที่คมกระบี่ของเขาจะกระทบเข้ากับร่างของราชาอสูรโลหิต เสียงปรบมือเย้ยหยันก็ดังขึ้นแผ่วเบาจากความมืดมิดเบื้องบน พร้อมกับเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียง ใบหน้าภายใต้ฮู้ดกว้างแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับเอ่ยชื่อที่ทำให้หัวใจของหลี่มู่เฉินกระตุกวูบ
“ไม่นึกเลยว่าศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย จะมีฝีมือถึงเพียงนี้... ศิษย์น้องหลี่ เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่?”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 12
หุบเขาพันอสูร
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!